Featured สูตรลับจากฟาร์ม เทคนิคเกษตร

“ไบโอชาร์” พลิกเศษพืชไร้ค่า สู่เทคโนโลยีฟื้นดิน ที่อาจเปลี่ยนอนาคตเกษตรไทยทั้งระบบ

ในวันที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทั้งภัยแล้ง อุณหภูมิสูง ดินเสื่อม และต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น การทำเกษตรจึงยากกว่าที่เคย โดยเฉพาะปัญหาราคาปุ๋ยและคุณภาพดินที่ถดถอยต่อเนื่อง จนเกษตรกรจำนวนมากต้องลงทุนเพิ่ม แต่ผลผลิตกลับไม่เพิ่มตาม

“ไบโอชาร์” จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในทางรอดสำคัญของภาคเกษตรยุคใหม่ เพราะไม่ใช่เพียงถ่านธรรมดา แต่คือคาร์บอนจากชีวมวลพืชที่มีโครงสร้างรูพรุนสูง ช่วยฟื้นฟูดินถึงระดับโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี ลดการสูญเสียธาตุอาหาร และช่วยให้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เติบโตได้มากขึ้น

และสิ่งที่น่าสนใจคือ เกษตรกรสามารถผลิตไบโอชาร์ใช้เองได้จากเศษวัสดุในไร่นา ไม่ว่าจะเป็นฟางข้าว ใบอ้อย กิ่งไม้ ซังข้าวโพด หรือเศษพืชจากสวนผลไม้ เพราะพืชทุกชนิดล้วนมีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ เมื่อนำมาเผาภายใต้สภาวะออกซิเจนจำกัด ก็จะได้ไบโอชาร์ที่สามารถนำกลับไปฟื้นดินในแปลงของตัวเองได้อีกครั้ง

คุณประสาน สุขสุทธิ์ อดีตหัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดสระแก้ว

คุณประสาน สุขสุทธิ์ อดีตหัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดสระแก้ว และเจ้าของสวนไผ่โป๋ยแจ่ม สระแก้ว ได้ให้มุมมองในเรื่องของไบโอชาร์ไว้ว่า แม้ไบโอชาร์จะไม่ใช่ยาวิเศษที่แก้ได้ทุกปัญหาในทันที แต่ในยุคที่เกษตรกรต้องเผชิญทั้งต้นทุนสูงและสภาพอากาศที่แปรปรวน การมีเครื่องมือที่ช่วยฟื้นดิน ลดการใช้ปุ๋ยบางส่วน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว อาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ทำให้ภาคเกษตรเดินต่อได้อย่างมั่นคง และเมื่อเกษตรกรเริ่มทำเอง ใช้เอง เห็นผลจริงในสวนของตัวเอง วันหนึ่งมูลค่าและรายได้จากไบโอชาร์ก็อาจเกิดขึ้นตามมาเองอย่างเป็นธรรมชาติ


จักรวาลของ “ไบโอชาร์” 
เมื่อการสกัดคาร์บอนจากพืช
กลายเป็นโอกาสใหม่ของภาคเกษตรไทย

คุณประสานอธิบายว่า “ไบโอชาร์” สามารถอธิบายแบบสั้นที่สุดว่า คือ “การสกัดคาร์บอนออกจากพืช” เพราะแท้จริงแล้ว หัวใจสำคัญของไบโอชาร์ไม่ใช่แค่การเผาชีวมวลให้กลายเป็นถ่าน แต่คือการดึงเอาธาตุคาร์บอนจากพืชให้อยู่ในรูปที่เสถียร และสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง

ดังนั้น ถ่านไบโอชาร์จึงไม่ใช่เพียงถ่านธรรมดา แต่คือคาร์บอนที่มีโครงสร้างพิเศษ มีรูพรุนจำนวนมหาศาลระดับไมโคร ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้ไบโอชาร์มีมูลค่าต่อภาคการเกษตรและสิ่งแวดล้อม

“ยิ่งไบโอชาร์มีรูพรุนมากเท่าไร ประสิทธิภาพในการใช้งานก็ยิ่งสูงขึ้น เพราะรูพรุนเหล่านี้เปรียบเสมือนถ้ำขนาดเล็ก ที่สามารถกักเก็บทั้งน้ำ ธาตุอาหาร และจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เอาไว้ภายใน”

เมื่อใส่ไบโอชาร์ลงไปในดิน สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือโครงสร้างดินจะโปร่งและร่วนซุยมากขึ้น เนื่องจากตัวคาร์บอนมีความเสถียรสูง ย่อยสลายได้ช้ามาก บางงานวิจัยพบว่าสามารถคงอยู่ในดินได้หลายสิบถึงหลายร้อยปี จึงเปรียบเสมือนการปรับปรุงดินระยะยาว ไม่ใช่เพียงการบำรุงชั่วคราวเหมือนอินทรียวัตถุบางชนิด

คุณประสานกล่าวเสริมว่า สำหรับภาคเกษตร โดยเฉพาะการปลูกพืช ดินคือหัวใจสำคัญที่สุด เพราะหากดินดี ระบบรากดี การอุ้มน้ำดี และจุลินทรีย์สมบูรณ์ การเติบโตของพืชก็จะดีตามไปด้วย

อีกคุณสมบัติที่สำคัญคือ ไบโอชาร์ช่วยลดการสูญเสียปุ๋ย เนื่องจากรูพรุนของไบโอชาร์สามารถดูดซับธาตุอาหารเอาไว้ได้ ทำให้ปุ๋ยไม่ถูกชะล้างสูญหายอย่างรวดเร็ว พืชจึงค่อยๆ ดูดใช้ได้ต่อเนื่อง เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย และช่วยลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว

นอกจากนี้ รูพรุนของไบโอชาร์ยังช่วยกักเก็บความชื้นในดิน ทำให้ดินรักษาน้ำได้นานขึ้น ลดผลกระทบจากภาวะแห้งแล้งขณะเดียวกัน พื้นผิวของไบโอชาร์ยังเป็นแหล่งอาศัยชั้นดีของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อพืช เช่น กลุ่มจุลินทรีย์ช่วยละลายธาตุอาหาร หรือจุลินทรีย์ที่ช่วยสร้างสมดุลในดิน จึงทำให้ระบบนิเวศใต้ดินแข็งแรงขึ้นไปพร้อมกัน

ในอีกมิติหนึ่ง ไบโอชาร์ยังเชื่อมโยงกับแนวคิดด้าน “คาร์บอนเครดิต” และ “Net Zero” เพราะเป็นหนึ่งในวิธีการกักเก็บคาร์บอน ที่จับต้องได้จริง กล่าวคือ แทนที่คาร์บอนจากเศษพืชจะถูกปล่อยกลับขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศจากการเผาหรือการย่อยสลายตามธรรมชาติ เรากลับนำคาร์บอนนั้นมาเก็บไว้ในรูปของไบโอชาร์ และฝังกลับลงสู่ดินในระยะยาว

นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับไบโอชาร์ เพราะสามารถช่วยทั้งภาคเกษตร สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจไปพร้อมกัน

จนแทบกล่าวได้ว่า ไบโอชาร์อาจเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญของภาคการเกษตรไทย ในการสร้างระบบการผลิตที่ทั้งลดต้นทุน เพิ่มความยั่งยืน และรองรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต

“มีเกษตรกรหลายท่านมักชอบถามผมว่า อยากจะขายถ่านไบโอชาร์ ผมก็จะบอกว่าตลาดของถ่านไบโอชาร์อยู่ที่ไร่นาของตัวเองนั่นแหละนั่นคือเขาจะต้องผลิตเอง ใช้เอง จนตัวเองเกิดความมั่นใจ ผลผลิตของตัวเองออกมาดี คนใกล้เคียงก็จะเข้ามาซักถามว่าทำยังไงถึงดี เราก็บอกว่าทำดีเพราะเราใส่ไบโอชาร์ สุดท้ายจะเกิดการซื้อขายเกิดธุรกิจไบโอชาร์ให้เราเอง มันจะต้องเดินแบบนี้”

วิธีทำไบโอชาร์ใช้เอง
เปลี่ยนเศษพืชในไร่
ให้กลายเป็นคาร์บอนมูลค่าสูง

หัวใจสำคัญของการทำไบโอชาร์คืออะไร คุณประสานอธิบายว่า คือการเข้าใจว่าพืชทุกชนิดสามารถนำมาผลิตไบโอชาร์ได้

“หลายคนมักถามว่า ฟางข้าวทำได้ไหม ใบอ้อยทำได้ไหม กิ่งทุเรียนทำได้ไหม หรือแม้แต่เปลือกทุเรียนทำได้หรือไม่ คำตอบคือ ทำได้ทั้งหมด เพราะวัตถุดิบสำหรับผลิตไบโอชาร์ คือทุกส่วนประกอบของพืช ไม่ว่าจะเป็น ราก ลำต้น กิ่ง ใบ ดอก ผล เปลือก หรือเมล็ด ล้วนมีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบสำคัญ”

แนวคิดสำคัญจึงไม่ใช่การไปหาวัตถุดิบจากที่อื่น แต่คือการมองของเหลือในไร่ ให้กลายเป็นทรัพยากร

“ตัวอย่างเช่น เกษตรกรปลูกมันสำปะหลัง สิ่งที่ขายได้คือหัวมัน แต่ส่วนที่เหลืออย่างลำต้น เหง้า หรือเศษซากพืชหลังเก็บเกี่ยว สามารถนำมาทำไบโอชาร์ได้ทั้งหมด หรือคนปลูกอ้อย หลังตัดอ้อยแล้ว ใบอ้อยที่เคยถูกเผาทิ้งก็สามารถนำมาเปลี่ยนเป็นคาร์บอนมูลค่าสูงได้เช่นกัน พูดง่ายๆ คือ “ปลูกพืชอะไร ส่วนที่เหลือจากพืชนั้นก็นำกลับมาทำไบโอชาร์ได้”

ขั้นตอนสำคัญก่อนการผลิต คือการทำให้วัสดุพืชแห้งมากที่สุด เมื่อวัสดุแห้ง การเผาจะให้ความร้อนสูงและสม่ำเสมอ ซึ่งมีผลต่อคุณภาพของไบโอชาร์ โดยเฉพาะการเกิดรูพรุน ภายในเนื้อถ่าน ยิ่งอุณหภูมิและการควบคุมการเผาดี รูพรุนก็จะยิ่งมาก ทำให้ไบโอชาร์มีประสิทธิภาพในการอุ้มน้ำ ดูดซับธาตุอาหาร และเป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ได้ดีขึ้น

ในทางกลับกัน หากวัสดุยังชื้น ไฟจะติดยาก อุณหภูมิไม่เสถียร และได้ถ่านคุณภาพต่ำ

“ยกตัวอย่างฟางข้าว ปกติหลังเกี่ยวข้าว หลายพื้นที่จะเผาทิ้งเพื่อเตรียมปลูกใหม่ ทำให้เกิดควันและฝุ่น PM 2.5 แต่หากนำฟางเหล่านั้นมาทำไบโอชาร์แทน ก็จะเป็นการเปลี่ยนปัญหาสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นทรัพยากรทางการเกษตร”

ส่วนเรื่องเตา สำหรับผลิตไบโอชาร์นั้น มีได้หลายระดับ ตั้งแต่แบบไม่ต้องลงทุนเลย ไปจนถึงระบบอุตสาหกรรม

ระดับเริ่มต้นที่สุดคือ “เตาศูนย์บาท” เช่น การขุดหลุมแล้วเผาแบบควบคุมอากาศ ซึ่งเกษตรกรสามารถทดลองทำเองได้ในพื้นที่ของตัวเอง

ขณะที่ผู้ที่ต้องการผลิตในปริมาณมากขึ้น ก็สามารถเลือกใช้เตาเผาระดับต่างๆ ได้ ตั้งแต่หลักพัน หลักหมื่น ไปจนถึงหลักแสนหรือหลักล้านบาท ขึ้นอยู่กับกำลังการผลิต คุณภาพไบโอชาร์ที่ต้องการ และงบประมาณของแต่ละคน

ดังนั้น ไม่มีสูตรตายตัวว่าเตาแบบไหนดีที่สุด แต่ควรเลือกให้เหมาะกับบริบทของตัวเอง ทั้งเรื่องเงินลงทุน วัตถุดิบ และเป้าหมายการใช้งาน

เมื่อผลิตไบโอชาร์ได้แล้ว ขั้นต่อไปที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการเรียนรู้เรื่องกระบวนการเติมปุ๋ย น้ำ หรือจุลินทรีย์ลงไปในรูพรุนของถ่านไบโอชาร์ให้เต็มอิ่ม ก่อนที่จะเอาไปใส่ลงดิน

หลังจากนั้นจึงนำกลับไปใช้ในแปลงของตัวเอง “คนปลูกข้าวก็ใส่ในนา คนปลูกอ้อยก็ใส่ในไร่อ้อย คนปลูกมันสำปะหลังก็ใส่ในแปลงมันสำปะหลัง ส่วนคนทำสวนไผ่ ก็สามารถนำกิ่งแขนงไผ่มาผลิตไบโอชาร์ แล้วส่งกลับคืนสู่กอไผ่อีกครั้ง”

ส่วนผลผลิตที่เหลือจากการใช้เอง จะต่อยอดเป็นการขาย หรือพัฒนาเป็นธุรกิจในอนาคตก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่จุดเริ่มต้นสำคัญที่สุด คือการทดลองใช้ด้วยตัวเองจนเห็นผลจริงก่อน เพราะไบโอชาร์ไม่ใช่เรื่องของเกษตรกรรายใหญ่เท่านั้น แต่เป็นเทคโนโลยีที่คนทำเกษตรทุกระดับเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะมีความรู้มากน้อย มีทุนมากหรือทุนน้อย ก็สามารถเริ่มต้นได้จากทรัพยากรที่ตัวเองมีอยู่แล้ว

ปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลกเริ่มใช้ไบโอชาร์อย่างจริงจัง ทั้งในด้านการปรับปรุงดิน การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร การลดการปล่อยคาร์บอน และการสร้างระบบเกษตรยั่งยืน

ขณะที่ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ก็ถือเป็นโอกาสสำคัญ เพราะหากเกษตรกรไทยเข้าใจเรื่องนี้เร็ว ก็อาจช่วยยกระดับทั้งต้นทุน ผลผลิต สุขภาพดิน และความมั่นคงทางการเกษตรได้ในระยะยาว

หากประเทศไทยตื่นตัวเรื่องไบโอชาร์
จะเกิดอะไรขึ้นกับภาคเกษตรและธุรกิจปุ๋ยไทย

คุณประสานชี้ให้เห็นโอกาสว่า หากวันหนึ่งเกษตรกรไทยหันมาใช้ “ไบโอชาร์” อย่างแพร่หลาย สิ่งที่จะเปลี่ยนไม่ใช่แค่เรื่องดิน แต่คือโครงสร้างของภาคการเกษตรทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทุนการผลิต ผลผลิตต่อไร่ ไปจนถึงอุตสาหกรรมปุ๋ยของประเทศ

คำถามสำคัญคือ ในวันที่ราคาพืชผลทางการเกษตรยังผันผวนและตกต่ำ ไบโอชาร์จะช่วยอะไรได้

คำตอบคือ ต่อให้ราคาพืชผลไม่สูงขึ้น เกษตรกรก็ยังสามารถอยู่รอดได้ หากทำให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น และลดต้นทุนการผลิตลงได้พร้อมกัน

“ที่ผ่านมาปัญหาใหญ่ของภาคเกษตรไทยไม่ใช่แค่เรื่องราคาสินค้าเกษตร แต่คือดินเสื่อมจนทำให้พืชไม่สามารถแสดงศักยภาพการผลิตได้เต็มที่ ตัวอย่างเช่น มันสำปะหลัง ซึ่งในทางศักยภาพสามารถให้ผลผลิตได้มากกว่า 20-30 ตันต่อไร่ ภายใต้การจัดการดิน น้ำ และธาตุอาหารที่เหมาะสม แต่ในความเป็นจริง เกษตรกรไทยจำนวนมากยังได้ผลผลิตเฉลี่ยเพียงประมาณ 3-6 ตันต่อไร่ในหลายพื้นที่”

ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่พันธุ์พืชเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่สุขภาพของดิน ที่เสื่อมโทรมต่อเนื่องจากการใช้พื้นที่ซ้ำ การเผาเศษวัสดุทางการเกษตร และการพึ่งพาปุ๋ยเคมีอย่างหนักเป็นเวลานาน

เมื่อดินเสื่อม เกษตรกรจึงต้องพยายามแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มปุ๋ย เพิ่มฮอร์โมน เพิ่มสารกระตุ้น และเพิ่มต้นทุนเข้าไปเรื่อยๆ แต่ผลผลิตกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนที่ลงทุน สุดท้ายจึงกลายเป็นวงจรที่เกษตรกรลงทุนมากขึ้น แต่เหลือเงินน้อยลง

“ยกตัวอย่างง่ายๆ หากเกษตรกรปลูกมันสำปะหลัง ได้ผลผลิตเพียง 3 ตันต่อไร่ แม้ขายได้กิโลกรัมละ 1 บาท ก็มีรายได้เพียง 3,000 บาทต่อไร่ ขณะที่ต้นทุนอาจสูงเกิน 5,000 บาท ทำให้ขาดทุนตั้งแต่ยังไม่เก็บเกี่ยว

แต่หากสามารถยกระดับผลผลิตเป็น 10 ตันต่อไร่ แม้ราคาจะยังเท่าเดิม รายได้ก็จะกลายเป็น 10,000 บาทต่อไร่ทันที และเมื่อหักต้นทุนแล้ว เกษตรกรก็ยังมีเงินเหลือในระบบ”

โดยสิ่งที่จะทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน ก็คือการฟื้นดิน ไบโอชาร์จึงถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญ เพราะเป็นวัสดุคาร์บอนที่ช่วยปรับโครงสร้างดินระยะยาว เมื่อดินดีขึ้น รากพืชแข็งแรงขึ้น ระบบการดูดซึมธาตุอาหารก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลต่อทั้งปริมาณผลผลิต คุณภาพผลผลิต และความทนทานต่อสภาพอากาศที่แปรปรวน

ไม่เฉพาะมันสำปะหลังเท่านั้น แต่พืชเศรษฐกิจหลักของไทยจำนวนมากยังมีช่องว่างของผลผลิตอีกมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น ข้าว อ้อย ปาล์มน้ำมัน หรือยางพารา

“อย่างอ้อย ในหลายประเทศสามารถผลิตได้มากกว่า 20-30 ตันต่อไร่ต่อปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยของไทยในหลายพื้นที่ยังต่ำกว่าศักยภาพมาก ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาดินเสื่อม น้ำ และอินทรียวัตถุในดินที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง”

ดังนั้น หากประเทศไทยสามารถยกระดับคุณภาพดินได้จริง จะไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่จะสะท้อนกลับไปถึง GDP ภาคการเกษตรโดยตรง เพราะเมื่อผลผลิตต่อไร่เพิ่ม รายได้รวมของภาคเกษตรก็จะเพิ่มตาม แม้ราคาสินค้าเกษตรจะไม่ได้พุ่งสูงขึ้นก็ตาม

โดยปัจจุบันหลายประเทศเริ่มเดินไปในทิศทางนี้แล้ว โดยเฉพาะจีน ซึ่งให้ความสำคัญกับไบโอชาร์ในระดับนโยบาย มีรายงานว่าหลายหน่วยงานด้านเกษตรและสิ่งแวดล้อมของจีนผลักดันการใช้ไบโอชาร์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในพื้นที่ดินเสื่อมโทรม เพราะมองว่า “การฟื้นดิน” คือรากฐานของความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว แนวคิดสำคัญคือ หากพื้นที่ใดดินมีปัญหา สิ่งแรกที่ต้องทำคือการปรับปรุงดิน ก่อนมาตรการอื่นๆ จะตามมา

ขณะที่ประเทศไทย แม้จะเริ่มมีการพูดถึงไบโอชาร์มากขึ้น แต่ยังไม่มีนโยบายระดับชาติที่ชัดเจนในการผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ทั้งที่ประเทศไทยมีวัตถุดิบชีวมวลจำนวนมหาศาลจากภาคเกษตร ไม่ว่าจะเป็นฟางข้าว ใบอ้อย ซังข้าวโพด กิ่งไม้ หรือเศษวัสดุจากสวนผลไม้ ซึ่งสามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้ทั้งหมด

ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยอาจต้องมีในอนาคต ไม่ใช่แค่เวทีพูดคุย แต่คือ “พื้นที่ต้นแบบ” หรือ “แปลงสาธิต” ที่ทำให้เกษตรกรมองเห็นผลลัพธ์ได้จริง

ยกตัวอย่างเช่น หากแต่ละจังหวัดมีแปลงสาธิตด้านไบโอชาร์ที่ใช้ต่อเนื่องกับพืชเศรษฐกิจหลักของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา หรือไม้ผล เกษตรกรจะสามารถเข้ามาเรียนรู้ เปรียบเทียบ และตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

หากสามารถเปลี่ยนวัสดุเหล่านี้ให้กลายเป็นไบโอชาร์ได้ จะไม่ใช่แค่เรื่องการลดของเสีย แต่คือการเปลี่ยน “ภาระ” ให้กลายเป็น “ทรัพยากร” คุณประสานกล่าวทิ้งท้าย

สนใจองค์ความรู้เรื่องไบโอชาร์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เพจ Facebook: สวนไผ่โป๋ยแจ่ม สระแก้ว โทร. 098-284-9324

Related Posts