News

สูตรแรกของโลก! ฟีโรโมนสังเคราะห์ “กลิ่นพ่อหมู” นวัตกรรมจากนักวิจัยจุฬาฯ ลดความเสี่ยงโรคระบาดในฟาร์มสุกร

ทีมนักวิจัยคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ คิคค้นฟีโรโมนสังเคราะห์จาก “กลิ่นพ่อหมู” สูตรแรกของโลก ตอบโจทย์เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรแม่พันธุ์ กระตุ้นสุกรสาวพร้อมผสมพันธุ์ได้สำเร็จ ลดความเสี่ยงในการติดโรคจากการสัมผัสพ่อพันธุ์จริง

ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร การกระตุ้นให้สุกรสาว “พร้อมสำหรับการผสมพันธุ์” คือขั้นตอนสำคัญในการพัฒนาแม่พันธุ์คุณภาพสูง แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นก็คือ สุกรสาวจำนวนไม่น้อยถูกส่งเข้าสู่กระบวนการผลิตเนื้อก่อนที่จะมีโอกาสเป็นแม่พันธุ์

“จะทำอย่างไรให้สุกรสาวเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น” คำถามที่นักวิจัยในออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และยุโรป พยายามค้นหาคำตอบตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

ล่าสุด ทีมนักวิจัยจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้คำตอบ – ฟีโรโมนสังเคราะห์จาก “กลิ่นพ่อหมู” สูตรแรกของโลก ที่ช่วยให้สุกรสาว “ติดสัด” และสามารถเป็นแม่พันธุ์คุณภาพ อีกทั้งลดความเสี่ยงในการติดโรคจากการสัมผัสกับพ่อสุกรโดยตรง


“กลิ่นพ่อหมู” เป็นนวัตกรรมที่ต่อยอดมาจากแนวคิดเรื่อง “กลิ่น” และ “การสื่อสารผ่านกลิ่น” ที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้ริเริ่มมาก่อนหน้านี้ โดยโครงการ “รถดมไว” ที่ร่วมวิจัยกับคณะวิทยาศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อศึกษาการตรวจจับกลิ่นผู้ป่วยโควิด-19 และพัฒนาการฝึกสุนัขดมกลิ่นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

ทีมวิจัย
ศ. น.สพ. ดร.เผด็จ ธรรมรักษ์ หัวหน้าทีมวิจัย (ซ้าย)
และ ดร. อิศญา ทวีแสงสกุลไทย (ขวา) ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารผ่านสารเคมี

ที่มาของนวัตกรรม: ปัญหาการขยายพันธุ์สุกร

ศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.เผด็จ ธรรมรักษ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-เธนุเวชวิทยาและวิทยาการสืบพันธุ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และหัวหน้าทีมวิจัย “กลิ่นพ่อหมู” กล่าวถึงปัญหาซึ่งเป็นที่มาของนวัตกรรมว่า สุกรสาวจะถูกกระตุ้นให้เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุประมาณ 160–200 วัน ซึ่งหากสุกรสาวไม่แสดงอาการติดสัดภายในช่วงเวลาดังกล่าว ก็จะถูกคัดออกจากระบบ (เพื่อเข้าสู่ระบบการผลิตเนื้อ) แม้จะยังไม่เคยตั้งท้องมาก่อน ส่งผลให้เกษตรกรสูญเสียต้นทุนทั้งด้านเศรษฐกิจ เวลา และทรัพยากรของฟาร์ม

ศ. น.สพ. ดร.เผด็จ ธรรมรักษ์
ภาควิชาสูติศาสตร์-เธนุเวชวิทยาและวิทยาการสืบพันธุ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และหัวหน้าทีมวิจัย “กลิ่นพ่อหมู”

ปัจจุบัน วิธีมาตรฐานเพื่อกระตุ้นระบบสืบพันธุ์ตามธรรมชาติที่ใช้ทั่วโลกคือ “Boar Contact” เป็นการให้สุกรสาว “สัมผัสพ่อ” หรือสุกรเพศผู้ที่โตเต็มวัย

ศ. น.สพ. ดร.เผด็จ อธิบายว่า “คำว่า “สัมผัสพ่อ” ไม่ได้หมายถึงการที่สุกรเพศเมียเห็นสุกรเพศผู้เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสอื่น ๆ เช่น การได้ยินเสียงร้อง การดมกลิ่น รวมถึงการสัมผัสทางกาย เช่น การชนจมูกกันระหว่างสุกร”

อย่างไรก็ตาม วิธี “สัมผัสพ่อ” ดังกล่าวยังมีข้อจำกัด ทั้งด้านความปลอดภัยและการจัดการแรงงาน

“การนำสุกรเพศผู้เข้ามาสัมผัสสุกรสาวไม่ใช่เรื่องง่าย สุกรเพศผู้ที่โตเต็มวัยมีขนาดใหญ่ แข็งแรง และบางครั้งอาจมีพฤติกรรมก้าวร้าว ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความเชี่ยวชาญในการควบคุมสัตว์ รวมถึงใช้อุปกรณ์ป้องกัน เช่น เชือก แผงเหล็ก กรง หรือแผ่นกั้น เพื่อป้องกันอันตรายระหว่างการทำงาน” ศ. น.สพ. ดร.เผด็จ อธิบาย

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านโรคระบาดอีกด้วย โดยเฉพาะโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever หรือ ASF) ซึ่งปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษา หากสุกรเพศผู้ที่ใช้กระตุ้นเพศเมีย ป่วยติดเชื้อ ก็อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดไปทั้งฟาร์มได้

“กลิ่นพ่อหมู” สำคัญอย่างไร?

ศ. น.สพ. ดร.เผด็จ กล่าวว่า ‘กลิ่น’ เป็นหนึ่งในประสาทสัมผัสสำคัญที่ทำหน้าที่ส่งต่อสารเคมีหรือฟีโรโมน ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในการกระตุ้นพฤติกรรมทางเพศของสัตว์เพศเมีย

“แล้วสุกรสาว “ได้กลิ่นอะไร” จากสุกรเพศผู้” ทีมวิจัยตั้งคำถาม โดยมี ดร. อิศญา ทวีแสงสกุลไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารผ่านสารเคมี (Chemical Communication) และนักวิจัยหลังปริญญาเอก ภาควิชาสูติศาสตร์-เธนุเวชวิทยาและวิทยาการสืบพันธุ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมหาคำตอบ

ดร. อิศญา ทวีแสงสกุลไทย
ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารผ่านสารเคมี (Chemical Communication)
และนักวิจัยหลังปริญญาเอก ภาควิชาสูติศาสตร์-เธนุเวชวิทยาและวิทยาการสืบพันธุ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

ดร.อิศญา ยังได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมอีกว่า “นอกจากกลิ่นจะมีผลต่อพฤติกรรมสุกรสาวแล้ว สุกรสาวแต่ละตัวอาจตอบสนองต่อกลิ่นของสุกรเพศผู้แตกต่างกันอีกด้วย” โดยอ้างอิงงานวิจัยจากประเทศแคนาดาที่พบว่า สุกรสาวบางตัวไม่ตอบสนองต่อสุกรเพศผู้ตัวหนึ่ง แต่กลับมีพฤติกรรมตอบสนองเมื่อเปลี่ยนเป็นสุกรเพศผู้อีกตัว ทั้งนี้อาจเกิดจากความแตกต่างของชนิดตัวรับกลิ่น (olfactory receptors) รวมถึงการประมวลผลสัญญาณกลิ่นในสมองที่แตกต่างกัน แม้จะได้รับสารให้กลิ่นชนิดเดียวกันก็ตาม”

ฟีโรโมนสังเคราะห์ “กลิ่นพ่อหมู” สูตรแรกของโลก

ศ. น.สพ.ดร.เผด็จ กล่าวว่าแม้สุกรจะเป็นสัตว์ที่ไม่มีต่อมเหงื่อ แต่สุกรเพศผู้ก็ยังคงปล่อยสารเคมีบางชนิดออกมาผ่านสารคัดหลั่งอื่น ๆ โดยเฉพาะน้ำลาย ซึ่งอาจมีสารฟีโรโมนที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารทางเพศ

ทีมวิจัยจึงเก็บ “กลิ่นจริง” จากสุกรเพศผู้ ที่ทำหน้าที่กระตุ้นสุกรสาวในภาคสนามจริงจำนวน 5 ตัว ทั้งน้ำลาย ปัสสาวะ สารคัดหลั่งในกระเปาะฉี่ และกลิ่นบริเวณอวัยวะเพศ เพื่อนำมาวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี ตัวอย่างทั้งหมดถูกนำเข้าสู่ห้องปฏิบัติการและวิเคราะห์ด้วยเทคนิคแก๊สโครมาโทกราฟี Gas Chromatography (GC) เพื่อแยกสารระเหยหรือ Volatile Organic Compounds (VOCs)

“สารคัดหลั่งจากหลายแหล่งที่เก็บจากตัวสุกรพ่อพันธุ์ มีองค์ประกอบทางเคมีร่วมกันถึงประมาณ 80% ที่น่าสนใจก็คือ กลิ่นส่วนใหญ่ที่ตรวจพบ เป็น “กลิ่นหอม” ในโทน woody-green มากกว่ากลิ่นไม่พึงประสงค์ตามที่คนทั่วไปเข้าใจ” ดร.อิศญา กล่าวถึงข้อค้นพบจากการศึกษา (กลิ่นโทน woody-green หมายถึงกลิ่นโทนไม้ธรรมชาติและใบไม้ ใบหญ้า เป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น สะอาด และมีชีวิตชีวา)

จากการวิเคราะห์กลิ่นจริงของสุกรเพศผู้ ทีมวิจัยคัดเลือกมาทั้งหมด 23 กลิ่นเพื่อทำเป็นสูตรกลิ่นฟีโรโมนสังเคราะห์สูตรแรกของโลก และได้มีการทดสอบประสิทธิภาพกับกลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่มเพื่อเปรียบเทียบ

ผลการทดลองพบว่า กลุ่มที่มีการใช้สุกรเพศผู้สามารถกระตุ้นพฤติกรรมการเป็นสัดได้ประมาณ 75% ขณะที่ฟีโรโมนสังเคราะห์ให้ผลประมาณ 50% และกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับการกระตุ้นมีการแสดงพฤติกรรมเพียง 18%

“แม้ประสิทธิภาพของการใช้สุกรเพศผู้ยังสูงกว่า แต่ฟีโรโมนสังเคราะห์ก็มีข้อได้เปรียบด้านความปลอดภัย ความสะดวกในการใช้งาน อีกทั้งช่วยลดความเสี่ยงในการจัดการสัตว์ขนาดใหญ่และในช่วงที่มีโรคระบาด” ศ. น.สพ. ดร. เผด็จ กล่าว

ฟีโรโมนสังเคราะห์ ใกล้เคียงกลิ่นธรรมชาติมากที่สุด

ดร.อิศญา กล่าวว่าฟีโรโมนสังเคราะห์ “กลิ่นพ่อหมู” สูตรนี้เลียนแบบ “กลิ่นเฉพาะตัว” ของสุกรเพศผู้ได้ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด จนสามารถใช้ทดแทนการนำสุกรเพศผู้มาใช้งานจริงได้ “เรามีการปรับระดับความเข้มของกลิ่นให้เหมาะสมกับระบบประสาทการรับกลิ่นของสุกร เพื่อให้เกิดการตอบสนองทางพฤติกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ”

ความปลอดภัยนับเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของนวัตกรรมนี้ ดร.อิศญา อธิบายว่าทีมวิจัยเลือกใช้กลิ่น plant based ingredient ที่ไม่ระคายเคือง มนุษย์สามารถสูดดมได้และสามารถใช้งานได้ทุกวัน นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังได้ออกแบบผลิตภัณฑ์ฟีโรโมนสังเคราะห์ให้เหมาะกับการใช้งานในภาคสนามด้วย

“เพียงพ่นฟีโรโมน “กลิ่นพ่อหมู” ลงบนแผ่นกรองกลิ่น แล้วนำไปติดกับไม้สำหรับยื่นให้สุกรเพศเมียดม รูปแบบนี้ใช้งานง่าย สะดวก ปลอดภัย และลดข้อจำกัดในการจัดการฟาร์ม เหมาะสำหรับฟาร์มรายย่อยและการใช้งานในระดับอุตสาหกรรม” ดร.อิศญา กล่าว

แม้จะเป็นนวัตกรรมต้นแบบในระยะทดลอง แต่ปัจจุบันก็มีฟาร์มขนาดใหญ่หลายแห่งขอลองใช้ผลิตภัณฑ์ฟีโรโมน “กลิ่นพ่อหมู” แล้ว และอีกหลายฟาร์มก็ได้ติดต่อมายังทีมวิจัยเพื่อขอลองใช้ผลิตภัณฑ์ด้วยเช่นกัน

แผนต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ที่เกษตรกรเข้าถึงได้

งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับ Tier 1 เมื่อต้นปี 2569 ที่ผ่านมานี่เอง สะท้อนถึงศักยภาพของงานวิจัยไทยในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาในอุตสาหกรรมได้จริง

ศ. น.สพ. ดร.เผด็จ กล่าวว่า “ผมอยากให้งานวิจัยชิ้นนี้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยเฉพาะถ้าสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศไทยได้ เพราะเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรส่วนใหญ่มีต้นทุนสูงและกำไรค่อนข้างจำกัด เราไม่ได้ต้องการสร้างภาระหรือเพิ่มต้นทุนให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรที่มีต้นทุนสูงและมีกำไรน้อยอยู่แล้ว แต่ต้องการช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสะดวกในการทำงานมากกว่า”

ดร.อิศญา กล่าวเสริมว่าขณะนี้ ทีมวิจัยได้ยื่นจดอนุสิทธิบัตรเพื่อคุ้มครองนวัตกรรมดังกล่าวแล้ว และอยู่ในขั้นตอนติดต่อกับผู้ผลิตให้ผลิตต้นแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อเตรียมขอการรับรองจากกรมปศุสัตว์ ก่อนนำผลิตภัณฑ์ออกสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม

จากฟีโรโมนสังเคราะห์ “กลิ่นพ่อหมู” ทีมวิจัยพร้อมเดินหน้าศึกษา “กลิ่นสุกรสาว” ในอนาคต เพื่อค้นหาความแตกต่างระหว่างสุกรสาวที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ และสุกรสาวที่ยังไม่พร้อมสืบพันธุ์ ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์กลิ่นสำหรับใช้ในฟาร์มในอนาคต

“ทีมวิจัยอยากพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยคนไทย ราคาเข้าถึงได้ และไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมนี้ได้จริง” ศ. น.สพ. ดร. เผด็จ กล่าวทิ้งท้าย

เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ อีเมล [email protected]

หรืออ่านงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่ https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0093691X25005333

ที่มา : Chulalongkorn University

Related Posts