Featured พืชทำเงิน

“กะเพราป่า” พืชทำเงิน! เผยเคล็ดลับปลูกให้ได้คุณภาพ ขายได้กิโลละ 140 บาท

“กะเพรา” อาจเป็นเพียงผักสวนครัวสำหรับหลายคน แต่สำหรับเกษตรกรในจังหวัดขอนแก่น กำลังกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อการเพาะปลูกไม่ได้อาศัยเพียงประสบการณ์เหมือนในอดีต แต่ผสานองค์ความรู้ การคัดเลือกสายพันธุ์ และการจัดการแปลงปลูกอย่างเป็นระบบ ทำให้กะเพราป่ากลายเป็นวัตถุดิบคุณภาพที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ผลิตอาหารและผู้บริโภค พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรมีตลาดรองรับผลผลิตที่ชัดเจน

คุณจามจุรี แก้วใสย ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซีพีแรม จำกัด เปิดเผยถึงแนวทางการพัฒนาการปลูกกะเพราป่าภายใต้ “โครงการเกษตรกรคู่ชีวิต” ซึ่งดำเนินงานก้าวสู่ปีที่ 19 ในอำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น โดยมีเป้าหมายยกระดับการปลูกกะเพราท้องถิ่นเข้าสู่ระบบการผลิตตามมาตรฐาน GAP สร้างแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ รองรับการผลิตเมนูข้าวกะเพรา ซึ่งเป็นเมนูยอดนิยมในร้านสะดวกซื้อ ผ่านการเชื่อมโยงเกษตรกร ชุมชน และกระบวนการรับซื้อผลผลิตเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเพาะปลูก การรับซื้อ ไปจนถึงการนำวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิตอาหาร ช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรและเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก

“หัวใจของขอนแก่นโมเดล คือการเปลี่ยนรูปแบบการเพาะปลูกแบบดั้งเดิม ให้เป็นระบบการผลิตวัตถุดิบต้นน้ำ ที่ได้มาตรฐานและเชื่อมต่อกับความต้องการของตลาด กลายเป็นเกษตรแม่นยำและประณีต เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้รับการสนับสนุน ตั้งแต่การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี อาทิ การเตรียมดิน การจัดการน้ำ การควบคุมศัตรูพืชตามมาตรฐาน GAP การเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการคัดแยกผลผลิตก่อนส่งเข้าโรงงาน เพื่อให้ได้กะเพราที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ ปลอดภัย และตรวจสอบย้อนกลับได้”

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้กะเพราป่ามีคุณภาพสม่ำเสมอ คือการพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะกับการผลิตเชิงการค้า โดยสายพันธุ์ที่ใช้มีจุดเด่นด้านการเจริญเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตดี ทนต่อสภาพอากาศ โรค และแมลง ช่วยลดความเสี่ยงในการผลิต และทำให้วัตถุดิบมีคุณภาพสม่ำเสมอก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตอาหาร


นอกจากนี้ การคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการยังให้ความสำคัญกับพื้นที่เพาะปลูก โดยแปลงปลูกต้องอยู่ในพื้นที่รอบโรงงาน ไม่มีปัญหาน้ำท่วม และมีแหล่งน้ำเพียงพอตลอดทั้งปี เพื่อให้สามารถผลิตกะเพราได้อย่างต่อเนื่อง

คุณจามจุรี อธิบายต่อว่า กะเพราป่าที่นำมาส่งเสริมเกษตรกรเป็นสายพันธุ์ที่ผ่านการคัดเลือกให้ตรงตามความต้องการ จากนั้นจะเพาะเมล็ดพันธุ์แท้เพาะเป็นต้นกล้า และส่งมอบให้เกษตรกรนำไปปลูก เมื่อกะเพราออกเมล็ดแล้ว เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดไว้ปลูกในรอบถัดไปได้

“กะเพราป่าของเราจะมีลักษณะพันธุ์เฉพาะ จุดเด่นคือ ก้านจะมีสีเหลือบม่วง กลีบดอกต้องเป็นสีขาว คือเมื่อมองแล้วจะเห็นชัดว่า นี่เป็นลักษณะชัดเจนของเรา ซึ่งแปลงเกษตรกรที่อยู่ในเครือข่ายของเรา จะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาดูอยู่ทุกปี ถ้าปีที่ 1 หรือ ปีที่ 2 เข้าไปเห็นไม่พบการกลายพันธุ์ ก็สามารถเก็บเมล็ดปลูกไปได้เรื่อยๆ แต่ถ้ามีการกลายพันธุ์ก็จะส่งต้นพันธุ์ใหม่มาให้เกษตรกรปลูกทันที”

คุณจามจุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า กล้าพันธุ์กะเพราป่าที่ส่งมอบให้เกษตรกรเป็นพันธุ์แท้ โดยมีทีมงานติดตามดูแลและสนับสนุนสายพันธุ์อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำด้านการเพาะปลูกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีสภาพแวดล้อมและวิธีการจัดการแปลงที่แตกต่างกัน จึงต้องปรับแนวทางการดูแลให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่

จากองค์ความรู้ดังกล่าว ทำให้เกษตรกรหลายรายสามารถปรับเปลี่ยนการผลิตและลดต้นทุนได้ หนึ่งในนั้นคือ คุณยุทธภูมิ โยวะ เกษตรกรต้นแบบโครงการเกษตรกรคู่ชีวิต จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเดิมปลูกตะไคร้และพืชผสมผสานหลายชนิด ทำให้มีต้นทุนและใช้แรงงานจำนวนมาก

เมื่อต้นปี 2569 คุณยุทธภูมิได้เข้าร่วมอบรมการปลูกกะเพรากับกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดขอนแก่น จนมองเห็นโอกาสในการสร้างรายได้ และตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ โดยมีทีมวิชาการลงพื้นที่ให้คำแนะนำตั้งแต่การเตรียมดิน การวางรอบปลูก การจัดการน้ำ การใส่ปุ๋ย รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิต ส่งผลให้ได้กะเพราที่มีคุณภาพสม่ำเสมอทั้งกลิ่น สี และขนาด สามารถส่งผลผลิตเข้าสู่โรงงานได้อย่างต่อเนื่อง

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ให้ครอบครัวอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังสามารถสร้างกำไรจากการปลูกกะเพราป่ากว่า 25% อีกทั้งยังเกิดการจ้างงานในชุมชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เข้ามาช่วยเด็ดและคัดแยกใบกะเพรา ทำให้มีรายได้เสริมและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“ตั้งแต่ทำมาก็ถือว่ามีผลผลิตต่อเนื่องดีครับ และที่สำคัญคือผลผลิตที่ได้มีการที่ส่งจำหน่ายแน่นอน ทำให้ไม่ต้องกังวลจากการที่ไม่รู้ว่าผลิตแล้วจะไปส่งขายที่ไหน”

สำหรับเคล็ดลับการปลูกกะเพราป่าให้ได้ผลผลิตที่ดี คุณยุทธภูมิ แนะนำว่า หลังนำต้นกล้าอายุประมาณ 1 เดือนลงปลูกในแปลง จะใช้เวลาดูแลอีกประมาณ 1 เดือน จึงเริ่มเก็บเกี่ยวได้ โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือระบบระบายน้ำ เพราะกะเพราป่าไม่ชอบน้ำขัง หากมีน้ำขังเป็นเวลานานจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของต้น

“การให้น้ำก็จะมีทั้งให้น้ำด้วยสปริงเกลอร์ และการให้น้ำด้วยสายยาง ที่นี่ถือว่ามีแหล่งน้ำเพียงพอครับ พร้อมทั้งใช้น้ำบาดาลช่วยด้วยอีกหนึ่งช่องทาง ส่วนการป้องกันเชื้อรา เราก็จะรดน้ำให้เป็นเวลา โดยจะไม่ให้เลยหลัง 16.00 น. ก็จะช่วยให้สามารถควบคุมในเรื่องของเชื้อราได้เป็นอย่างดี”

อีกฤดูกาลที่ต้องวางแผนคือช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่กะเพราแตกยอดน้อยที่สุด เนื่องจากอุณหภูมิลดต่ำลง คุณยุทธภูมิจึงต้องเพิ่มพื้นที่ปลูก เพื่อให้มีผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการของโรงงานตลอดทั้งปี

ด้านการบำรุงดิน คุณยุทธภูมิให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ดินก่อนใส่ปุ๋ย โดยจะนำตัวอย่างดินไปตรวจเพื่อดูว่าขาดธาตุอาหารชนิดใด จากนั้นจึงเลือกใช้ปุ๋ยให้ตรงกับความต้องการของพืช ควบคู่กับการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อช่วยให้ดินร่วนซุย รากเดินได้ดี ซึ่งเหมาะกับสภาพดินร่วนปนทรายในพื้นที่

“ใบกะเพราที่ออกมา ผมจะเก็บอาทิตย์ละ 3 ครั้ง หลังจากคัดแล้วเป็นใบที่สวยมีคุณภาพ จะได้ใบครั้งละ 15 กิโลกรัม ใน 1 เดือน ก็จะเก็บอยู่ที่ 12 ครั้ง ซึ่งราคาที่ทางโรงงานรับซื้อจะอยู่ที่ 140 บาทต่อกิโลกรัม”

ท้ายที่สุด การปลูกกะเพราป่าในจังหวัดขอนแก่นสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อการผลิตเริ่มต้นจากการเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสม มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการแปลงอย่างต่อเนื่อง และเกษตรกรนำเทคนิคต่างๆ ไปปรับใช้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการน้ำ การบำรุงดิน การวางแผนผลผลิตตามฤดูกาล หรือการรักษาคุณภาพของสายพันธุ์ ก็สามารถยกระดับกะเพราพื้นบ้านให้กลายเป็นวัตถุดิบคุณภาพ สร้างรายได้ที่มั่นคง และเพิ่มโอกาสในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

Related Posts