News

พลิกเกมมันสำปะหลังไทย! เปิดตัว “กวก.ระยอง 19” ต้านโรคใบด่าง ชู 8 นวัตกรรม สู่เกษตรโลว์คาร์บอน

“โรคใบด่าง” กลายเป็นคำที่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ไม่อยากได้ยินมากที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะเพียงแค่โรคระบาดเข้าพื้นที่ ผลผลิตที่เคยหวังไว้ก็อาจหายไปในพริบตา ทำให้รายได้ลดลง ต้นทุนเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบไปทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกร โรงงานแปรรูป ไปจนถึงการส่งออกของประเทศ

วันนี้ กรมวิชาการเกษตรจึงไม่ได้มองการแก้ปัญหาเพียงแค่การกำจัดโรค แต่กำลังวางหมากใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรค การใช้เทคโนโลยีในแปลงปลูก การลดต้นทุนไปจนถึงการยกระดับการผลิตสู่ “มันสำปะหลังโลว์คาร์บอน” เพื่อให้เกษตรกรไทยแข่งขันได้ในตลาดโลกอีกครั้ง

ระหว่างการนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันโรคใบด่างมันสำปะหลังถือเป็นปัญหาเร่งด่วนของประเทศ เนื่องจากมันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ แต่กลับได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อ Sri Lankan Cassava Mosaic Virus ซึ่งมีแมลงหวี่ขาวและท่อนพันธุ์ที่ติดเชื้อเป็นตัวแพร่กระจายโรค

“ประเทศไทยเคยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังได้ปีละ 30-40 ล้านตัน แต่ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 20 ล้านตันเท่านั้น ผลกระทบไม่ได้เกิดกับเกษตรกรอย่างเดียว แต่ลามไปถึงคนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมกว่า 5 ล้านคน” 


ข้อมูลล่าสุดพบว่า โรคใบด่างแพร่ระบาดแล้วกว่า 586,562 ไร่ ในพื้นที่ 33 จังหวัด กระทบเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังมากกว่า 600,000 ครัวเรือน สะท้อนให้เห็นว่า หากไม่เร่งแก้ไข ประเทศไทยอาจสูญเสียความสามารถ การแข่งขันในตลาดโลกมากกว่าที่เป็นอยู่

“กวก.ระยอง 19” 

ความหวังใหม่ของเกษตรกร

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้ คือการเปิดตัวมันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ล่าสุด “กวก.ระยอง 19” ซึ่งกรมวิชาการเกษตรใช้เวลาปรับปรุงพันธุ์มาตั้งแต่ปี 2563 สายพันธุ์ใหม่นี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรับมือกับปัญหาโดยตรง ทั้งต้านทานโรคใบด่างและโรคพุ่มแจ้ได้ดี พร้อมให้ผลผลิตเฉลี่ย 6-8 ตันต่อไร่ และหากมีระบบชลประทานที่เหมาะสม รวมถึงใช้ชีวภัณฑ์ช่วยจัดการแปลง ก็มีโอกาสเพิ่มผลผลิตได้ถึง 8-10 ตันต่อไร่

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรย้ำว่า เป้าหมายสำคัญไม่ใช่แค่การได้พันธุ์ใหม่ แต่คือการทำให้เกษตรกรมีรายได้กลับคืนมาอย่างเป็นรูปธรรม แม้การรับรองพันธุ์พืชจะต้องใช้เวลาตามขั้นตอน แต่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กรมวิชาการเกษตรจึงเร่งเดินหน้าทำงานเชิงรุก 

โดยตั้งเป้าภายในปี 2570 จะเริ่มขยายแปลงทดลองพันธุ์ “กวก.ระยอง 19” ไปยังเกษตรกรต้นแบบ 8 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเก็บข้อมูลจริงในพื้นที่ และคาดว่าจะเห็นผลผลิตชุดแรกในช่วงเดือนพฤษภาคม 2570 ก่อนเข้าสู่กระบวนการรับรองพันธุ์อย่างเป็นทางการ

เร่งขยายท่อนพันธุ์ จากหลักพันสู่หลักล้าน

อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของพันธุ์ใหม่ คือ “ท่อนพันธุ์” ปัจจุบัน กวก.ระยอง 19 มีท่อนพันธุ์เริ่มต้นเพียงประมาณ 2,000 ท่อน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรทั่วประเทศ นายรพีภัทร์ เล่าว่า กรมวิชาการเกษตรจึงนำเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และเทคโนโลยีขยายพันธุ์แบบทวีคูณเข้ามาช่วย เพื่อเร่งเพิ่มจำนวนให้แตะระดับหลักหมื่นภายในปีนี้ ก่อนขยายไปสู่หลักล้านท่อนในอนาคต

พร้อมกันนี้ ยังมีการเสนอของบประมาณและเงินกู้ฉุกเฉินรวมกว่า 6,500 ล้านบาท เพื่อเร่งผลิตท่อนพันธุ์ต้านทานโรค กระจายสู่เกษตรกร และตั้งเป้าแก้ปัญหาการขาดแคลนท่อนพันธุ์ให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี

ไม่ใช่แค่พันธุ์ดี 

แต่ต้องปลูกแบบใหม่

นายรพีภัทร์ ยังกล่าวต่ออีกว่า การใช้พันธุ์ต้านทานโรคเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากต้องการให้เกษตรกรลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืน จึงได้พัฒนา “แปลงมันสำปะหลังบูรณาการ 8 นวัตกรรม” ที่รวบรวมเทคโนโลยีและองค์ความรู้ไว้ในแปลงเดียว ตั้งแต่การปลูกพืชแซมอย่างถั่วลิสงในช่วง 3-4 เดือนแรก เพื่อสร้างรายได้ระหว่างรอเก็บเกี่ยว การจัดการแมลงศัตรูพืชอย่างเหมาะสม การใช้โดรนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ไปจนถึงการใช้ชีวภัณฑ์และการจัดการแปลงที่ช่วยลดต้นทุนและลดการใช้สารเคมี

ไฮไลต์สำคัญคือ การยกระดับสู่ “มันสำปะหลังโลว์คาร์บอน” ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐาน T-VER จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ถือเป็นหน่วยงานภาครัฐแห่งแรกของไทยที่ได้รับการรับรองในด้านนี้

แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้ปุ๋ยและสารเคมี แต่ยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากคาร์บอนเครดิตในอนาคต ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ใหม่ของภาคเกษตรทั่วโลก

ถึงเวลายกระดับมันสำปะหลังไท

นายรพีภัทร์กล่าวทิ้งท้ายว่า การแก้ปัญหาโรคใบด่างครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการรับมือกับโรคระบาด แต่คือการยกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

“เราต้องการให้เกษตรกรมีพันธุ์ที่ดี มีเทคโนโลยีที่เหมาะสม ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มจากแนวคิดโลว์คาร์บอน เพราะอนาคตการแข่งขันไม่ได้วัดกันแค่ผลผลิต แต่ต้องวัดกันที่คุณภาพ ความยั่งยืน และการตอบโจทย์ตลาดโลก”

ท้ายที่สุด หากทุกภาคส่วนเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งการพัฒนาพันธุ์ การผลิตท่อนพันธุ์สะอาด การจัดการแปลงด้วยนวัตกรรม และการสร้างมาตรฐานการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็มีโอกาสไม่น้อยที่ประเทศไทยจะสามารถพลิกวิกฤตโรคใบด่าง ให้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ และพามันสำปะหลังไทยกลับมายืนแถวหน้าของตลาดโลกได้อีกครั้ง

Related Posts