Featured แปรรูปสินค้าเกษตร

เพิ่มมูลค่าสมุนไพรสู่น้ำมันหอมระเหยด้วยนวัตกรรมการกลั่น สร้างโมเดลธุรกิจชุมชนเชื่อมโยง “ คนซื้อ เจอ คนสวน ”

น้ำมันหอมระเหย (Essential Oil)   คือ น้ำมันกลิ่นหอมที่พืชสร้างขึ้นและเก็บไว้ในดอก ใบ ผล ลำต้น ตลอดจนเมล็ด ซึ่งกลิ่นเหล่านี้ มีคุณสมบัติเด่นที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันหอมระเหยที่อยู่ในพืชแต่ละชนิดเช่น สารterpinenในน้ำมันไพลมีสรรพคุณคลายกล้ามเนื้อ สาร eugenol ในน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากพืชตระกูลกะเพราช่วยดึงดูลแมลง ส่วนสาร Citronellol oil จากใบตะไคร้หอมช่วยไล่แมลง ขณะที่สารชาวิโคล (Chavicol) จากใบพลูมีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์บางชนิด   

ทุกวันนี้ น้ำมันหอมระเหยของไทย ที่สกัดจากพืชสมุนไพรตามธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ ใบไม้ และเปลือกไม้  โดยน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ที่ได้จากการกลั่นแยกจะมีกลิ่นหอมและติดทนกว่าน้ำมันหอมระเหยที่ผสมจากสารเคมีเลียนแบบธรรมชาติแล้ว ยังมีคุณสมบัติทางยาที่โดดเด่นมีสารประกอบที่มีกลไกออกฤทธิ์ที่มีผลต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย ช่วยบรรเทาอาการไข้ ปวดหัว วิงเวียน คลื่นไส้อาเจียนได้ ฯลฯ   จึงเป็นที่ต้องการตลาดทั้งในประเทศและส่งออก

น้ำมันหอมระเหย ถือเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมเครื่องหอมและสปา ทำหน้าที่สร้างเอกลักษณ์และบำบัดด้วยกลิ่น (Aromatherapy) นิยมใช้นวดสปา นวดแผนไทย และใช้เครื่องพ่นกระจายกลิ่น เพื่อสร้างความผ่อนคลายแล้ว น้ำมันหอมระเหยยังถูกใช้ในอุตสาหกรรมยา รวมทั้งอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงาม โดยเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง สบู่ ยาสระผม ธูปหอม ครีมนวด น้ำมันนวด น้ำหอม ผลิตภัณฑ์ไล่แมลงต่างๆ ฯลฯ


นวัตกรรมกระบวนการกลั่นสมุนไพร

เพื่อเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจของสมุนไพรไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) วิทยาเขตขอนแก่นได้เปิดตัวนวัตกรรมกระบวนการกลั่นสมุนไพร สร้างเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ภายใน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569  ” ซึ่งจัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่สนใจของผู้ประกอบการด้านสมุนไพรและธุรกิจสปา

ผศ.ดร.เครือวัลย์ มาลาศรี อาจารย์ประจำสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่นให้ข้อมูลว่า มทร.อีสาน ขอนแก่น ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ ( บพท. ) ให้ดำเนินนำร่องช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนให้เบาบางลง พร้อมช่วยยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ในกลุ่มจังหวัดอีสานตอนกลาง (ร้อยเอ็ด, ขอนแก่น, มหาสารคาม และกาฬสินธุ์) ซึ่งรู้จักในชื่อ  “ร้อยแก่นสารสินธุ์” ซึ่งมีเส้นความยากจนอยู่ต่ำสุดเสมอ

ทีมนักวิจัย มทร.อีสานขอนแก่น จึงเกิดแนวคิดเปลี่ยนสมุนไพรพื้นถิ่นอีสาน สู่ผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหยที่มีมูลค่าสูง โดยแปรรูปด้วยนวัตกรรมการกลั่นที่ทันสมัย เพื่อยกระดับสมุนไพรท้องถิ่นให้มีมาตรฐาน ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดสุขภาพและตลาด Wellness ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในไทยและต่างประเทศ  สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่คุณค่า จากพืชสมุนไพรในชุมชน สู่ผลิตภัณฑ์ที่พร้อมแข่งขันในตลาดโลกอย่างยั่งยืน   

จุดเด่นของนวัตกรรมเครื่องกลั่น

ดร.บุญสิริ ปิตตาแสง อาจารย์ประจำสาขาวิชาครุศาสตร์อุตสาหกรรมเครื่องกล คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น กล่าวว่า  เครื่องกลั่นอุตสาหกรรมแบบเดิมมีขนาดใหญ่ ต้องลงทุนสูง ใช้วัตถุดิบจำนวนมาก สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง หากใช้การกลั่นระดับครัวเรือน มักใช้วัสดุไม่ได้มาตรฐาน ควบคุมอุณหภูมิยาก คุณภาพสารไม่คงที่ อัตราผลิตน้ำมันน้อย

แต่นวัตกรรมเครื่องกลั่นของ มทร.อีสานขอนแก่น พลิกโฉมการกลั่นสมุนไพรสู่มาตรฐานการผลิตระดับชุมชน เพราะมีจุดเด่นสำคัญคือ  เป็นระบบกลั่นด้วยชุดควบแน่นที่ได้รับการออกแบบใหม่ ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันหอมระเหย ลดระยะเวลาในการผลิต  และรักษาคุณภาพของสารสำคัญจากสมุนไพรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนสามารถยกระดับวัตถุดิบทางการเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงได้ด้วยตัวเอง

ถังกลั่นขนาดบรรจุ 30 ลิตร กว้าง 2 เมตร สูง 1.5 เมตร  น้ำหนัก 50 กก. อายุการใช้งานประมาณ 4 ปี ผลิตจากสแตนเลส 304 คุณภาพสูง ไม่ปนเปื้อนโลหะ ได้กลิ่นชัดเจน สะอาด  ได้น้ำมันปริมาณมากขึ้น ต่อรอบการกลั่นและคุณภาพคงที่ ลดเวลาในการกลั่น เพิ่มประสิทธิภาพการควบแน่นใช้พลังงานน้อยลง รองรับเชื้อเพลิงชีวมวล ลดการใช้พลังงานฟอสซิส  เพิ่มประสิทธิภาพในการกลั่น ลดระยะเวลาเปลี่ยนวัตถุดิบต่อรอบการกลั่น  ควบคุมอุณหภูมิได้แม่นยำ กลั่นได้คุณภาพสูง

ผลการวิจัย พบว่า ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการกลั่น คือ 120 -150 นาที จะให้ปริมาณน้ำมันหอมระเหยออกมาสูงที่สุด  ปริมาณลดลงหลังจาก 150 นาที เนื่องจากสารสำคัญถูกสกัดออกไปจนหมด และความร้อนเริ่มทำให้คุณภาพของน้ำมันเสื่อมลง  ตะไคร้ให้ปริมาณสูงที่สุด รองลงมาคือ มะกรูด ไพล และขมิ้นชันตามลำดับ

นวัตกรรมเครื่องกลั่นสู่ผู้ใช้งานจริง

สมุนไพรท้องถิ่นกำลังกลายเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของชุมชน เมื่อถูกนำมาแปรรูปกลั่นเป็นน้ำมันหอมระเหยและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนภายในพื้นที่ เพิ่มโอกาสทางการตลาด และสร้างอาชีพ ที่มั่นคงให้เกษตรกรไทย

อ.อินทร์ธัชว์ ศรีบุตต์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนครกล่าวว่า จากการทดลองพบว่า พืชสมุนไพรท้องถิ่นที่มีศักยภาพนำมาผ่านกระบวนการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหยซี่งเป็นที่ต้องการของตลาด ได้แก่ 

1. ว่านสาวหลง (น้ำหอม ผลิตภัณฑ์อโรม่า  เทียนหอม สเปรย์ปรับอากาศ )  ตะไคร้ ( สเปรย์ไล่ยุง   น้ำมันนวด สเปรย์ปรับอากาศ  น้ำมันอโรม่า )

2.  กระชาย ( น้ำมันนวด  ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม  ผลิตภัณฑ์สุขภาพ   สเปรย์สมุนไพร  )

3. ไพล ( น้ำมันนวดคลายกล้ามเนื้อ  ยาหม่อง  ลูกประคบ  ผลิตภัณฑ์สปา )

4. ข่า ( น้ำมันนวด ผลิตภัณฑ์สปา  อโรมาเธอราพี  น้ำกลั่นสมุนไพร  ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย  )

5.ขมิ้น ( สบู่สมุนไพร  โลชั่น  ครีมบำรุงผิว น้ำมันนวด  สเปรย์บำรุงผิว  ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ) 

6. เห็ดเยื่อไผ่ (เซรั่มบำรุงผิว ครีมบำรุง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง)

ที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยได้ส่งต่อนวัตกรรมเครื่องกลั่น สู่ชุมชนต้นแบบปลูกสมุนไพร ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธ์ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนผลิตสมุนไพรเดชาสมงาม ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพร  วิสาหกิจแปรรูปสมุนไพรบ้านสังข์ จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งมีพื้นที่ปลูกสมุนไพร ได้แก่ ตะไคร้  ขมิ้น ไพล และข่า เนื้อที่ปลูกรวมกว่า 10 ไร่ 2 งาน  ครัวเรือนที่ร่วมปลูกกว่า 30 ครัวเรือน สร้างผลกระทบเชิงบวก กับพื้นที่ชุมชนในห่วงโซ่  402 ครัวเรือน 2 พันคน  และ จังหวัดร้อยเอ็ด 50 ครัวเรือน 200 คน ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน โดย นำสมุนไพรในพื้นที่มาใช้ประโยชน์อยู่ก่อนหน้านี้ ให้มีคุณภาพและมีมาตราฐาน จนสามารถส่งขายไปยังต่างประเทศสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน ตลอดจน    หจก.ดีเอสเฮิร์บ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรับจ้างกลั่น OEM สินค้าที่ผ่านกระบวนการผลิตด้วยนวัตกรรมดังกล่าว ได้มาตรฐานการผลิตของ อย.  GMPและโอทอป 

สินค้าน้ำมันหอมระเหยได้มาตรฐานสากลเป็นที่ต้องการสูงในกลุ่มอุตสาหกรรมสปาและอโรม่า ในประเทศต่างๆ สามารถส่งออกผ่านตัวแทนจำหน่ายไปยังตลาดต่างประเทศได้แก่ กลุ่มตะวันออกกลาง และเอเซียแล้ว ด้านตลาดในประเทศ ทีมนักวิจัยยังได้สร้างโมเดลธุรกิจชุมชนและแพตฟอร์ม “ ร้านร่ำรวย ”  ซึ่งพัฒนาเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อเชื่อมโยง “ คนซื้อ เจอ คนสวน ” ซึ่งปัจจุบันสินค้าน้ำมันหอมระเหยในโครงการนี้ ผลิตให้กับโรงพยาบาลธวัชบุรี และโรงพยาบาลสุวรรณภูมิ

Related Posts