Featured News พืชทำเงิน

ปักธงกาแฟ “อาราบิก้า” รายใหญ่แห่งแรกภาคใต้ ริมแนวเทือกเขาบรรทัด

…“อาราบิก้า” จังหวัดพัทลุง ลงรายใหญ่แห่งแรกของภาคใต้ จำนวน 24,000 ต้น ปีที่ 3 ได้ผลผลิตทะลุทะลวง 10 กิโลกรัมต่อต้น เป้าหมายปีที่ 4 ได้ 30 กิโลกรัมต่อต้น แนวเทือกเขาบรรทัดพื้นที่เหมาะสมสภาพพื้นที่สิ่งแวดล้อมไม่ต่างกับสภาพภาคเหนือ…อาราบิก้า เชอรร์รี่ 20-22 บาท สารกาแฟ 400 บาทต่อกิโลกรัม ทิศทางมีผลผลิตพอแปรรูปสร้างแบรนด์เอง…
 
คุณจุฑารัตน์ ช่วยสงคราม ประธานวิสาหกิจชุมชนไร่กาแฟภูบรรทัด จังหวัดพัทลุง เล่าว่า ในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไร่กาแฟภูบรรทัดได้มีการลงทุนปลูกกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าผสมผสานยางตามนโนยายการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พร้อมยังได้รับการสนับสนุนทางด้านนวัตกรรมเชิงจากมหาวิทยาลัยทักษิณิ วิทยาเขตพัทลุงด้วย
 
 
โดยพื้นที่พื้นที่ปลูกกาแฟสายพันุ์อาราบิก้าตามแนวริมเขาเทือกเขาบรรทัด เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง โดยระยะแรกประมาณ 24,000 ต้น ภาพรวมคิดเป็นไร่ได้จำนวน 200 ต้นต่อไร่ ซึ่งปลูกผสมกับสวนยางพาราเทือกเขาบรรทัด เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า จังหวัดพัทลุง โดยระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลที่ 1,200 เมตร ยังมีมรสุมฝนตกชุกน้ำฝนประมาณ 1,800 มิลิเมตร มีทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เป็นลากูลระหว่างทะเลอ่าวไทย จึงมีความชื้นที่เหมาะสมมาก
 
“ทั้งหมดจึงมีสภาพภูมิอากาศไม่ต่างกับสภาพภูมิอากาศกับภาคเหนือ จึงเหมาะสมมากในการปลูกกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้า และตามแนวพื้นที่ชายเขาโดยเป็นพื้นที่ปลูกโดยสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 180 เมตร”
 
 
คุณจุฑารัตน์ บอกอีกว่า ได้มีการถกเถียงกันมาตลอดว่าปลูกกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าทางภาคใต้ไม่มีความเหมาะสมไม่ได้คุณภาพ ไม่ได้ปริมาณ จึงได้ศึกษาสภาพพื้นที่ริมเทือกเขาบรรทัด ในฐานะตนเองเป็นคนทางภาคเหนือสภาพพื้นที่ภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจึงไม่ต่างกัน ต่างกันแต่ทางภาคเหนือจะมีเขาหลายลูกการอำนวยความสะดวกดูแลใส่ปุ๋ยบำรุงรักษาค่อนข้างจะไม่สะดวกเท่านั้นเอง จึงได้ตัดสินใจปลูกกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าในที่สุด
 
โดยกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าที่ปลูกมาขณะนี้มีอายุประมาณ 3 ปี โดยจากการเก็บรอบแรกจะได้ผลผลิตประมาณ 0.5 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี แล้วมาเก็บรอบ 2 ได้ประมาณ 10 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี ซึ่งประมาณว่าปีที่ 4 จะมีผลผลิตได้ถึงประมาณ 30 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี ตามเป้าหมาย
 
 
“กาแฟเมื่อมีอายุเพิ่มมากก็จะให้ผลผลิตเพิ่ม หากเป็นเมื่อมาเป็นภาพรวมจาก 24,000 ต้น เมื่อมีผลประมาณ 30 กิโลกรัม ตามเป้า น่าจะได้ผลผลิตประมาณ 720,000 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้ที่ดีให้กับเกษตรกรได้”
 
คุณจุฑารัตน์ ยังเล่าว่า กลุ่มสมาชิกวิสาหกิจ เมื่อปลูกแล้วทางกลุ่มก็จะรับซื้อกาแฟอาราบิก้าลูกเชอร์รี่ในราคา 20 บาทต่อกิโลกรัมจากสมาชิก ส่วนการตลาดนั้นของกลุ่มนั้นก็มีตลาดอยู่แล้ว โดยทาง กยท. เป็นตัวกลางประสานเพราะข้อมูลผู้ผลิตและผู้ซื้อไว้แล้ว ส่วนทางด้านราคากาแฟอาราบิก้าขณะนี้ เมื่อแปรรูปเป็นสารกาแฟแล้วจะมีราคาถึง 400 บาทต่อกิโลกรัม และกาแฟอาราบิก้าสำเร็จรูปเกรด C ราคาถึง 550 บาทต่อกิโลกรัม
 
 
“วิสาหกิจชุมชนแนวโน้มข้างหน้า ได้มีเป้าหมายไว้แล้วว่ามีการผลิตแปรรูปสร้างแบรนด์และเพ็กเกจจิ้งเอง โดยทางด้านนวัตกรรมได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง แต่ยังจะต้องดูว่าผลการผลิตกาแฟอาราบิก้า จะได้ปริมาณจำนวนตามความต้องการที่จะสามารถสร้างแบรนด์ได้” คุณจุฑารัตน์ บอกเล่า
 
ทางกลุ่มนั้น คุณจุฑารัตน์ ยังบอกว่า ยังมีแนวทางในการส่งเสริมเกษตรกรให้มีการปลูกกาแฟไปยังกลุ่มต่างๆ ด้วยเพื่อให้เกิดปริมาณที่เพิ่มขึ้น เพราะว่าตลาดกาแฟยังมีความต้องการอยู่มาก
 
 
ในขณะที่ คุณนัด ดวงใส กรรมการพืชกาแฟ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ปรึกษาชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสท.) ก็ได้เล่าต่อถึงภาวะกาแฟในปี 2568 ว่า บริษัทแปรรูปผลิตภัณฑ์กาแฟของประเทศก็ได้ปิดฤดูการรับซื้อขายไปตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา เแต่กาแฟในบางพื้นที่ก็ยังมีกาแฟการเก็บเกี่ยวอยู่ เพราะออกผลผลิตมาไม่พร้อมกัน
 
“ส่วนทางด้านราคานั้นก็ได้มีปรับตัวสูงขึ้นกว่า 200 บาท แล้วมาระยะหนึ่ง แต่มาตอนนี้ราคาก็ได้ปรับตัวลงเล็กน้อยมาเคลื่อนไหวที่ 190 บาท 197 บาทต่อกิโลกรัม”
 
 
ทางด้านผลผลิตกาแฟในปี 2567/2568 นั้นคุณนัด เล่าว่า มีปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นมาในระดับหนึ่งจากที่มีฝนตกลงมาเมื่อช่วงปลายปี 2567 ให้ถึง 2 ระลอก แต่ถึงอย่างไรผลผลิตก็ยังมีปริมาณน้อย เพราะพื้นปลูกกาแฟปริมาณได้ลดลงที่ต่อเนื่องมาตลอด
 
แต่ในปี 2568-2569 มีแนวโน้มว่าปริมาณพื้นที่ปลูกกาแฟจะมีเพิ่มขึ้นอีกมาก จะเห็นได้ว่าเจ้าของไร่กาแฟบางรายก็ได้เพาะพันธุ์ต้นกล้ากาแฟออกมาประมาณ 1 ล้านต้น ซึ่งเพาะพันธุ์ตามคำสั่งซื้อ แล้วยังมีของบริษัทขนาดใหญ่ก็มีการเพาะพันธุ์ต้นกล้าอีกจำนวนมาก ตลอดจนถึงชาวสวนกาแฟก็มีการเพาะพันธุ์ต้นกล้ากาแฟเองด้วย
 
 
“ภาพรวมทั้งประเทศแล้วน่าจะไม่ต่ำกว่า 4 ล้านต้น ซึ่งทั้งหมดต่างก็ถูกสั่งจองหมด ซึ่งก็ไม่ต่างกับปีที่แล้ว 2567 ที่ต้นพันธุ์กาแฟก็มีการเพาะพันธุ์หลายล้านต้น ที่ได้ส่งมอบตามใบสั่งจองหมดแล้ว ราคาต้นกล้ากาแฟโรบัสต้าจาก 10 บาท ก็ได้ปรับตัวเป็น 20 บาทต่อต้น”
 
คุณนัดบอกถึงแนวโน้มตลาดกาแฟในอนาคตว่าจะมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ปัจจัยที่สนับสนุนเพราะราคาดี ประกอบกับพื้นที่จำนวนมากที่ได้ลงทุนปลูกทุเรียน แต่ปรากฏว่ามีแหล่งน้ำไม่พอยามประสบแล้งหนักและลากยาว ส่งผลให้ทุเรียนล้มตายเสียหายเช่นเดียวกันชาวสวนปาล์มน้ำมันบางที่มีแหล่งน้ำไม่พอจึงได้กลับมาปลูกกาแฟกันอีก โดยจะปลูกสายพันธุ์โรบัสต้าเป็นหลักเพราะจะเหมาะสมสำหรับกับภาคใต้จากอากาศร้อนชื้น
 
 

“ในส่วนกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าเมื่อก่อนนั้นที่จังหวัดชุมพรก็จะมีกการปลูกกันมาก แต่ว่าในที่สุดให้ผลผลิตที่ด้อยคุณภาพมากจึงได้เปลี่ยนมาปลูกสายพันธุ์โรบัสต้ากันหมด” คุณนัด เล่า

สำหรับสายพันธุ์อาราบิก้านั้น คุณนัดบอกต่อว่า จะปลูกมากทางภาคเหนือ ซึ่งปัจจุบันจะมีผลผลิตมากกว่าสายพันธุ์โรบัสต้าด้วย เพราะมีพื้นที่เหมาะสมมากทางภาคเหนือ เป็นพื้นที่ราบสูงขนาดกว้างใหญ่ และมีสภาพบนเทือกเขาภูมิอากาศอากาศเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน จงหวัดน่าน ฯลฯ และยังได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างมากจากภาครัฐด้วย

 
คุณนัดบอกถึงราคากาแฟระหว่างอาราบิก้ากับโรบัสต้าว่า อาราบิก้าราคาก็จะสูงกว่าโรบัสต้าเป็นเท่าตัว เช่น หากขณะนี้ราคาโรบัสต้า 200 บาทต่อกิโลกรัม ราคากาแฟอาราบิก้าไม่ต่ำกว่า 380-400 บาทต่อกิโลกรัม
 
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ จุฑารัตน์ ช่วยสงคราม ประธานวิสาหกิจชุมชนไร่กาแฟภูบรรทัด อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง โทร. 080-256-3340
 
 
บทความโดย อัสวิน ภักฆวรรณ

Related Posts