Exclusive Featured

‘เทพนม’ คราฟต์เบียร์แบรนด์ไทย ปลูก ‘ฮอปส์’ ที่แรก ใหญ่ที่สุดในไทย นำวัตถุดิบ Gi รังสรรค์สู่เครื่องดื่ม ‘สุราชุมชน’ สไตล์คนไทย!

ท่ามกลางกระแสคราฟต์เบียร์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในเมืองไทย มีชื่อหนึ่งที่ถูกพูดถึงในวงการบ่อยครั้ง นั่นคือ “เทพนม” แบรนด์คราฟต์เบียร์ไทย ที่ไม่ได้มีดีแค่รสชาติเป็นเอกลักษณ์ แต่ยังเป็นผู้ “ปลูกฮอปส์” ในไทย ที่กลายเป็นฟาร์มฮอปส์แห่งแรกและใหญ่ที่สุดของประเทศ

คุณอ๊อบ–ณัฐชัย อึ๊งศรีวงศ์

วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านมีโอกาสพูดคุยกับ คุณณัฐชัย อึ๊งศรีวงศ์ หรือ “คุณอ๊อบ” ผู้ก่อตั้งแบรนด์คราฟต์เบียร์ “เทพนม” อดีตเคยเป็นเจ้าของบริษัทผลิตซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชั่นสำหรับโทรศัพท์มือถือนาน 10 กว่าปี ก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตครั้งใหญ่ หันหลังให้กับงานประจำ และสวมบทบาทเกษตรกร ด้วยการเริ่มต้นปลูก “ฮอปส์” ในระบบโรงเรือน ซึ่งถือเป็นพืชวัตถุดิบหลักในการผลิตคราฟต์เบียร์ และยังไม่เคยมีการปลูกในประเทศไทยมาก่อน

เบื้องหลังของแบรนด์เทพนมไม่ได้มาจากวงการเกษตรหรืออุตสาหกรรมเครื่องดื่มโดยตรง แต่เกิดจากความสนใจของคุณอ๊อบเอง ที่มีพื้นฐานด้านเทคโนโลยี คุณอ๊อบ เล่าว่า “ผมเป็นซอฟต์แวร์ดีเวลลอปเปอร์ และเป็น maker ที่ชอบสร้างสิ่งใหม่ๆ การทำคราฟต์เบียร์จึงเป็นทั้งความหลงใหลและความท้าทาย ที่ได้ใช้ทักษะการทดลองและพัฒนาสูตรขึ้นมาด้วยตัวเอง”


จากความชอบจึงกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดแบรนด์ “เทพนม” หนึ่งในคราฟต์เบียร์แบรนด์แรกๆ ของไทย โดยเน้นสไตล์ IPA (India Pale Ale) ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะจากการใช้ฮอปส์ในปริมาณสูง ให้รสขม กลิ่นหอมสดชื่นแนวซิตรัส เช่น ส้มโอ ส้มเขียวหวาน และส้มสายพันธุ์ต่างๆ

จุดเริ่มต้นของเส้นทางคราฟต์เบียร์ จากความประทับใจแรกสู่การสร้างแบรนด์ “เทพนม”

แรงบันดาลใจในการเข้าสู่วงการคราฟต์เบียร์ของ คุณอ๊อบ-ณัฐชัย อึ๊งศรีวงศ์ เริ่มต้นจากประสบการณ์ธรรมดาๆ ในการลองชิมเบียร์นำเข้าที่มีวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตในประเทศไทย

ซึ่งคุณอ๊อบ ได้เล่าให้ฟังว่า “ตอนนั้นยังไม่อินกับคราฟต์เบียร์มากนัก เพราะตัวเลือกในไทยยังมีไม่เยอะ ราคาก็ค่อนข้างสูง และกลุ่มผู้บริโภคยังจำกัด จึงไม่ได้ดื่มเป็นประจำ”

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ และได้ลิ้มลองคราฟต์เบียร์แบบสดจากแหล่งผลิตโดยตรง คุณอ๊อบ เล่าถึงประสบการณ์ตรงนั้นให้ฟังว่า “พอได้ชิมเบียร์สดจากโรงเบียร์ในต่างประเทศ มันทำให้รู้สึกประทับใจ รสชาติเข้มข้น มีความหลากหลาย และตรงกับความชอบ”

จากความรู้สึกอยากลอง จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาจริงจัง ทดลองหมัก และพัฒนาสูตรอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นจุดตั้งต้นของแบรนด์คราฟต์เบียร์ไทย “เทพนม” ที่ไม่เพียงนำเสนอรสชาติที่แตกต่าง แต่ยังมุ่งเน้นการใช้วัตถุดิบในประเทศเพื่อสร้างอัตลักษณ์เฉพาะตัว

เบียร์ไทย…แต่วัตถุดิบมาจากต่างประเทศ? จุดเริ่มต้นของภารกิจปลูกฮอปส์ในไทย

คุณอ๊อบ กล่าว“เบียร์เป็นเครื่องดื่มที่มีต้นกำเนิดจากต่างประเทศ โดยเฉพาะฝั่งยุโรป ผมใช้มอลต์จากข้าวบาร์เลย์ที่นำเข้า ยีสต์จากออสเตรีย และฮอปส์จากอเมริกาและยุโรป วัตถุดิบแทบทั้งหมดต้องนำเข้าจากต่างประเทศ มีเพียงน้ำเปล่าเท่านั้นที่ใช้จากในประเทศ” 

เมื่อสะท้อนกลับมาที่คำว่า “คราฟต์เบียร์ไทย” หากทุกอย่างต้องนำเข้าหมด การผลิตเบียร์ในประเทศจะมีความหมายอย่างไร คุณอ๊อบจึงเริ่มค้นคว้าหาวัตถุดิบที่อาจผลิตได้เองภายในประเทศ

โดยมีการศึกษาข้อมูลต่างๆ ซึ่งคุณอ๊อบ ได้เล่าว่า  “ข้าวบาร์เลย์แม้จะปลูกได้ แต่ต้องการอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 7 องศาเซลเซียส ถึงจะเหมาะกับพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น ซึ่งประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในจุดนี้” แต่ในบรรดาวัตถุดิบทั้งหมด ‘ฮอปส์’ คือสิ่งที่เขาเห็นศักยภาพว่าอาจสามารถปลูกได้ในบ้านเรา

แม้ในช่วงแรกจะยังไม่มีแนวคิดทางธุรกิจที่ชัดเจน แต่ด้วยความตั้งใจอยากทดลองและผลักดันวัตถุดิบไทยเข้าสู่กระบวนการผลิต คุณอ๊อบจึงเริ่มปลูกฮอปส์ที่ฟาร์มของตนเอง

คุณอ๊อบ พูดว่า “ตอนนั้นในประเทศไทยยังไม่มีใครปลูกฮอปส์ เราจึงลองปลูกเพื่อดูว่าเติบโตได้ไหม ออกดอกได้หรือเปล่า พอเห็นว่าฮอปส์สามารถเติบโตและให้ผลผลิตได้จริง ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาต่อยอดอย่างจริงจัง” เป้าหมายไม่ใช่เพียงแค่การลดการนำเข้าเท่านั้น แต่ยังต้องการเพิ่มอัตลักษณ์ของคราฟต์เบียร์ไทย ด้วยการใช้วัตถุดิบที่มาจากผืนดินไทยจริงๆ

หากพูดถึง ‘ฮอปส์’ เป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญที่ทำให้เบียร์มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งในแง่ของรสชาติและมีสารต้านแบคทีเรีย ซึ่งช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ไม่พึงประสงค์ในกระบวนการหมักเบียร์ ส่งผลให้เบียร์มีอายุการเก็บรักษายาวนานขึ้น และไม่เสียง่าย

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของฮอปส์คือให้ “รสขม” ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเบียร์ แตกต่างจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทอื่นที่มักมีความหวานหรือเปรี้ยวนำ เช่น ไวน์ สาเก หรือสุรากลั่น

โดยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วไป เช่น เหล้ากลั่นมักมีปริมาณแอลกอฮอล์สูงถึง 40% ขณะที่ไวน์อยู่ที่ประมาณ 13% และสาเกราว 15% ซึ่งความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในระดับนั้นสามารถยับยั้งจุลินทรีย์ได้ในตัวอยู่แล้ว

แต่เบียร์ที่ดื่มกันทั่วไปมีปริมาณแอลกอฮอล์เพียงประมาณ 5% ซึ่งไม่เพียงพอในการยับยั้งการบูดเสียหากไม่มีส่วนผสมอื่นเข้ามาช่วย ฮอปส์จึงมีบทบาทสำคัญในการคงคุณภาพของเบียร์ให้อยู่ได้นาน โดยไม่ต้องพึ่งการกรองหรือใช้สารกันเสียเพิ่มเติม

การปลูก “ฮอปส์” ในไทย ทางเลือกใหม่ของพืชเมืองหนาว ในระบบสมาร์ทฟาร์ม

‘ฮอปส์’ เป็นไม้เลื้อยที่มีอายุยืนยาว หากดูแลอย่างเหมาะสมสามารถมีอายุได้นานถึง 20-30 ปี ในต่างประเทศมักปลูกลงดินแบบไร่คล้ายกับไร่องุ่น ขณะเดียวกันรากของฮอปส์จะชอนไชลงลึกในดินได้ถึง 3-5 เมตร ซึ่งเหมาะกับสภาพแวดล้อมที่เย็นจัดและชื้นในประเทศเขตหนาว

อย่างไรก็ตาม การปลูกฮอปส์ในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากอากาศร้อนชื้นและมีความแปรปรวนสูง จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีเข้าช่วยในการควบคุมสภาพแวดล้อม โดยใช้ระบบสมาร์ทฟาร์ม เช่น ระบบให้น้ำและปุ๋ยแบบแม่นยำ การควบคุมความชื้น และการตรวจวัดค่าต่างๆ ผ่านเซ็นเซอร์ในโรงเรือน ข้อมูลที่ได้จะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อปรับการให้น้ำ-ให้ปุ๋ยในแต่ละวันให้เหมาะสม

ในส่วนของ Devanom Farm ได้เลือกแนวทางการปลูกแบบกระถางในโรงเรือนควบคุมอุณหภูมิ โดยใช้กระถางขนาดประมาณ 30 ลิตร เพื่อให้สามารถดูแลพืชได้ใกล้ชิดและรักษาคุณภาพในแบบออร์แกนิก

คุณอ๊อบ เล่าว่า “เราปลูกในระบบที่สามารถควบคุมได้ทุกปัจจัย ทั้งอุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณปุ๋ย ซึ่งแตกต่างจากต่างประเทศที่ใช้การปลูกแบบกลางแจ้งในพื้นที่ขนาดใหญ่ เพราะในไทย เราเน้นปลูกในโรงเรือนเพื่อให้มั่นใจว่าได้ผลผลิตที่ดีในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม”

เมื่อปลูกฮอปส์ได้ประมาณ 3-4 เดือน ก็สามารถออกดอกได้ในประเทศไทย ซึ่งเป็นความท้าทายที่ฟาร์มสามารถพิสูจน์ได้ว่า พืชเมืองหนาวอย่างฮอปส์ก็สามารถเติบโตในไทยได้เช่นกัน หากมีการจัดการที่เหมาะสมและใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยอย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันปลูกฮอปส์ในโรงเรือนจำนวน 6 โรงเรือน โดยแต่ละโรงเรือนปลูกฮอปส์ประมาณ 100 ต้น ซึ่งแต่ละต้นจะให้ผลผลิตสดราว 1-2 กิโลกรัมต่อฤดูกาล (ก่อนผ่านกระบวนการอบแห้ง)

สำหรับสายพันธุ์ที่ปลูกทั้งหมดมีมากถึง 50 สายพันธุ์ แบ่งเป็นสายพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นเองภายในฟาร์มประมาณ 20 สายพันธุ์ และนำเข้าจากต่างประเทศอีกประมาณ 30 สายพันธุ์ อย่างไรก็ตาม ในเชิงพาณิชย์ มีเพียงไม่ถึง 10 สายพันธุ์ที่สามารถเติบโตและให้ผลผลิตได้ดีจริงในสภาพอากาศของประเทศไทย

คุณอ๊อบ เล่าว่า “สายพันธุ์จากอเมริกา เช่น โคลัมบัส โคเมท และชินุก เติบโตได้ดีและให้ผลผลิตสูง ขณะที่สายพันธุ์จากยุโรป เช่น เยอรมันหรืออังกฤษ มักไม่ตอบสนองต่อสภาพอากาศไทยเท่าไรนัก”

ด้วยความแตกต่างของปัจจัยด้านภูมิอากาศ แสงแดด ปริมาณฝน และอุณหภูมิ ทำให้การปลูกฮอปส์ในประเทศไทยต้องอาศัยการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ (R&D) ควบคู่กันไป เพื่อให้ได้พันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมท้องถิ่นมากที่สุด

ฮอปส์ปลูกยากไม่พอ ขายยากหรือเปล่า? มาดูตลาดที่คนไม่รู้กัน

ก่อนที่แบรนด์เทพนมจะเริ่มต้นปลูกฮอปส์ในประเทศไทย ยังไม่มีฟาร์มใดที่ปลูกฮอปส์ในระดับจริงจังมาก่อน อาจมีเกษตรกรบางรายทดลองปลูกบ้าง แต่เป็นเพียงจำนวนน้อยและยังไม่ได้ขยายเป็นเชิงพาณิชย์

“ผมเป็นเจ้าแรกๆ ที่ทดลองปลูกฮอปส์ในระดับหลักร้อยถึงพันต้น ซึ่งตอนนั้นแทบไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าฮอปส์สามารถปลูกในไทยได้หรือไม่ และยิ่งไม่รู้ว่าจะปลูกไปเพื่ออะไร” คุณอ๊อบ เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้น

แต่เมื่อกระแสคราฟต์เบียร์ในประเทศเริ่มเติบโต ความต้องการวัตถุดิบเฉพาะอย่าง “ฮอปส์” ก็เพิ่มขึ้นตามมา ทำให้เริ่มมีผู้สนใจทดลองปลูกมากขึ้นในช่วงหลัง ในแง่ของตลาด ฮอปส์เป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้เฉพาะในโรงคราฟต์เบียร์

คุณอ๊อบ เล่าว่า “ปีที่ผ่านมา มีโรงคราฟต์เบียร์เกิดใหม่ในไทยเกือบ 20 แห่ง และในปีนี้ก็คาดว่าจะเพิ่มเป็น 30-40 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสของผู้ผลิตฮอปส์ในประเทศ”

อย่างไรก็ตาม การจำหน่ายฮอปส์ยังต้องพึ่งพาการเจรจาแบบตรงกับโรงเบียร์ เนื่องจากฮอปส์สดมีอายุการใช้งานสั้น ใช้ได้เพียง 1-2 วัน หากเป็นฮอปส์อบแห้งสามารถจัดจำหน่ายผ่านช่องทางที่กว้างขึ้น แต่ก็ต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้าทั้งด้านคุณภาพและต้นทุน

“ตลาดกลางสำหรับฮอปส์ยังไม่มีจริงจัง จึงต้องบริหารจัดการแบบเฉพาะตัว และประเมินความสามารถในการแข่งขันกับฮอปส์จากต่างประเทศ”

หลังจากสร้างชื่อจากคราฟต์เบียร์ที่ใช้ฮอปส์ไทยเป็นวัตถุดิบหลัก แบรนด์ “เทพนม” ยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศอย่างเต็มรูปแบบ หนึ่งในความพยายามนั้นคือการผลิต Mead หรือ “ไวน์น้ำผึ้ง” คุณอ๊อบ เล่าว่า “เราใช้แต่น้ำผึ้งจากไทยทั้งหมด ทั้งจากดอกลำไยและดอกลิ้นจี่ที่มาจากเชียงใหม่โดยตรง ถือว่าเป็นวัตถุดิบในประเทศ 100%” อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของ Mead ในบริบทของตลาดไทย คือการสื่อสารกับผู้บริโภค

เนื่องจากว่าชื่อ ‘Mead’ ยังไม่คุ้นหูคนไทยมากนัก พอบอกว่าเป็นไวน์น้ำผึ้ง คนถึงจะเริ่มเข้าใจ แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอในการสร้างการยอมรับในวงกว้าง จากประสบการณ์ตรง ทีมงานของเทพนมจึงมองหาทางเลือกอื่นที่สามารถสื่อสารกับผู้บริโภคไทยได้ชัดเจนและเชื่อมโยงกับรากวัฒนธรรมไทยมากขึ้น หนึ่งในคำตอบคือ “สาโท” เครื่องดื่มหมักพื้นบ้านที่คนไทยรู้จักและคุ้นเคย

คุณอ๊อบ กล่าวอีกว่า “ผมมองเห็นว่าสาโทมีศักยภาพสูง เพราะวัตถุดิบคือข้าว ซึ่งเป็นหัวใจของอาหารไทย และแต่ละสายพันธุ์ข้าวก็มีลักษณะเฉพาะตัวที่ให้รสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน”

โดยเลือกใช้ข้าวหลากหลายสายพันธุ์จากหลายภูมิภาคของไทย ไม่ว่าจะเป็น

  • ข้าวเหนียวเขี้ยวงู จากอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย
  • ข้าวลืมผัว จากสกลนคร
  • ข้าวสังข์หยด จากพัทลุง ซึ่งได้รับการรับรอง GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์)
  • ข้าวหอมมะลิ จากกาญจนบุรีที่ปลูกแบบออร์แกนิก

การผสมผสานข้าวเหล่านี้ไม่เพียงสร้างรสชาติที่หลากหลาย แต่ยังสะท้อนภูมิปัญญาและภูมิประเทศของแต่ละท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง

“สาโทไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่เป็นเครื่องมือที่ทำให้ผู้บริโภคได้สัมผัสความหลากหลายของข้าวไทย ผ่านรูปแบบใหม่ที่ร่วมสมัย”

สำหรับแบรนด์เทพนม การพัฒนาเครื่องดื่มเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ แต่คือการผลักดันวัตถุดิบไทยให้กลับมาอยู่ในกระแสของผู้บริโภคยุคใหม่ และสร้างตัวตนของเครื่องดื่มไทยบนเวทีโลกในรูปแบบที่น่าสนใจและจับต้องได้

จุดแข็งของแบรนด์เทพนมที่สร้างความต่างในวงการเครื่องดื่ม


หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของแบรนด์ “เทพนม” คือความเชี่ยวชาญด้านกระบวนการหมัก ซึ่งสั่งสมประสบการณ์มายาวนานกว่า 10 ปี นับตั้งแต่เริ่มต้นจากการผลิตคราฟต์เบียร์ในยุคแรกของประเทศไทย

คุณอ๊อบ ยังกล่าวอีกว่า “เราให้ความสำคัญกับการควบคุมอุณหภูมิในกระบวนการหมักอย่างละเอียด เพราะอุณหภูมิที่แตกต่างเพียงเล็กน้อย เลือกใช้ยีสต์หลากหลายสายพันธุ์ พร้อมทั้งเข้าใจลักษณะเฉพาะของยีสต์แต่ละชนิดเมื่ออยู่ภายใต้ช่วงอุณหภูมิต่างๆ ซึ่งช่วยให้สามารถปรับรสชาติของเครื่องดื่มได้ตามต้องการ”

อีกหนึ่งจุดยืนของแบรนด์ คือการยึดมั่นในวัตถุดิบไทย 100% ไม่ว่าจะเป็นน้ำผึ้ง ข้าว หรือสมุนไพรพื้นถิ่น นำมาใช้ในการผลิตอย่างตั้งใจ เพื่อสร้างเครื่องดื่มที่ไม่เพียงมีคุณภาพ แต่ยังสะท้อนเอกลักษณ์ของท้องถิ่นอย่างชัดเจน

“เราต้องการให้เครื่องดื่มของเทพนมไม่ใช่แค่เครื่องดื่มที่อร่อย แต่ยังเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าของดีในประเทศเราก็สามารถสร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงได้เช่นกัน”
ด้วยรากฐานทางเทคนิคที่แข็งแรง และแนวคิดในการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เทพนมจึงกลายเป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และได้รับการจับตามองในวงการเครื่องดื่มทางเลือกของไทย เพื่อสร้างสมดุลระหว่างรสชาติและคุณภาพที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคสายคราฟต์ในไทย

หากท่านไหนสนใจการปลูกฮอปส์ในไทย ทาง Devanom Farm ก็เปิดให้สามารถเข้าไปศึกษาได้ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เพจ Facebook : Devanom หรือเบอร์โทร. ติดต่อ 081-827-7956

Related Posts