“แดรี่โฮม” ชื่อนี้คงคุ้นหูคนไทยมานานหลายสิบปีในฐานะผู้บุกเบิกตลาดนมออร์แกนิกในประเทศไทย จากวันแรกที่หลายคนยังไม่คุ้นเคยกับคำว่า “ออร์แกนิก” วันนี้ “แดรี่โฮม” ได้พิสูจน์แล้วว่าการทำธุรกิจที่ยั่งยืน ไม่เพียงแต่สร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นและผูกพันกับผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง
จากฟาร์มเล็กๆ ที่มีแนวคิดไม่เหมือนใคร “แดรี่โฮม” ไม่ได้แค่ผลิตนม แต่ได้สร้าง “อาณาจักร” แห่งการทำเกษตรอินทรีย์ที่ใส่ใจทั้งคนเลี้ยง วัว และสิ่งแวดล้อม กลายเป็นแบรนด์ที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตคนไทย และเป็นสัญลักษณ์ของนมทางเลือกเพื่อสุขภาพที่ทุกคนไว้วางใจมาโดยตลอด

คุณพฤฒิ เกิดชูชื่น ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร แดรี่โฮม ตั้งอยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เปิดบทสนทนากับ “เทคโนโลยีชาวบ้าน” และ “เส้นทางเศรษฐี” ด้วยแววตาที่มุ่งมั่นและจริงจัง แบบฉบับของเกษตรกรรุ่นเก๋าผู้มีประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย สะท้อนวิสัยทัศน์ของเขาที่ไม่ใช่เพียงแค่การทำธุรกิจเพื่อแสวงหากำไร พร้อมกับเล่าความเป็นมาที่กว่าจะเป็น “แดรี่โฮม” ที่ทุกคนรู้จักกันในวันนี้ต้องผ่านการล้มลุกคลุกคลานอะไรมาบ้าง
“แดรี่โฮม เริ่มต้นเมื่อประมาณ 26 ปีที่แล้ว ผมเริ่มต้นจากการทำงานประจำในฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ก ก่อนจะผันตัวมาทำธุรกิจอาหารสัตว์ ซึ่งในตอนนั้น วงการโคนมกำลังเผชิญปัญหามากมาย ด้วยความที่ผม “ร้อนวิชา” และเต็มเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย ทำให้ผมตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่นำพาไปสู่การสร้างอาณาจักรนมออร์แกนิกอย่าง Dairy Home ในวันนี้”
อะไรคือ “หัวใจสำคัญ” ที่ทำให้แดรี่โฮมเติบโตจากความตั้งใจในวันนั้น สู่การเป็นอาณาจักรนมออร์แกนิกที่เป็นที่รักของทุกคน
“การทำธุรกิจของผมไม่ได้มองเพียงแค่ผลกำไร แต่ให้ความสำคัญกับ “ความยั่งยืนของคู่ค้า” หรือเกษตรกรเป็นหลัก จากประสบการณ์ที่คลุกคลีในวงการโคนมมานาน ทำให้ผมตระหนักได้ว่าต้นทุนค่าอาหารสัตว์คือภาระหลักที่ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ยิ่งทำยิ่งจน เพราะฉะนั้นธุรกิจที่ทำแล้วคู่ค้ายิ่งจนลง ผมจะไม่ทำเพราะคิดว่าไม่น่าจะยั่งยืน
จากความคิดนี้ ผมจึงเปลี่ยนมุมมองจากแค่การผลิตอาหารสัตว์ มาเป็นการสร้างธุรกิจแบบครบวงจร ที่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างแท้จริง โดยนำความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดที่มีมาปรับใช้ นี่คือจุดที่ทำให้แดรี่โฮมแตกต่าง และเป็นหัวใจสำคัญที่นำพาไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน”
แล้วกว่าจะก้าวสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริงได้ มีเรื่องอะไรบ้างที่ต้องแก้ไขและพัฒนา?
“การจะพาเกษตรกรให้หลุดพ้นจากความยากจนนั้น ไม่ใช่แค่การเพิ่มผลผลิต แต่คือการสร้าง “ความยั่งยืน” ให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ด้วยการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม เน้นปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาอยู่ 3 เรื่องหลักๆ เริ่มจากเรื่องคือความไม่ยั่งยืนในฟาร์ม ปัญหาหลักคือเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูง และคุณภาพน้ำนมที่ยังไม่ดีพอ ทำให้เกษตรกรมีรายได้น้อย ต่อมาเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม แม้จะมีเสียงกล่าวหาว่าวัวเป็นตัวการทำให้โลกร้อนจากก๊าซเรือนกระจกที่วัวเรอและตดออกมา แต่จริงๆ แล้ว “ตัวร้ายที่แท้จริง” คือการใช้ปุ๋ยเคมีในแปลงหญ้า เมื่อหว่านลงไปแล้ว พืชจะดูดซึมไปใช้ได้ไม่หมด ส่วนที่เหลือก็จะกลายเป็นก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ หรือซึมลงสู่แหล่งน้ำใต้ดินและแม่น้ำลำคลอง ซึ่งเป็นปัญหาที่พบอยู่บ่อยครั้งในการทำการเกษตรทั่วประเทศ และอีกเรื่องสำคัญ คือเรื่องความเข้าใจผิดด้านสุขภาพ เนื่องจากผู้บริโภคบางส่วนยังมีความเข้าใจผิดว่าการกินนมแล้วไม่ดี ไขมันในนมอันตรายต่อสุขภาพ ตรงนี้เราก็ต้องมีการพิสูจน์และหาทางแก้ไข เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในคุณค่าของนมได้อีกครั้ง”

พลิกวิกฤตสู่โอกาส 3 แนวทางแก้ไขเพื่อสร้างความยั่งยืน
คุณพฤฒิอธิบายว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาทั้งหมดของแดรี่โฮม เริ่มต้นจากหัวใจสำคัญของการทำออร์แกนิก คือการใช้ชีวิตแบบ “กลมกลืนกับธรรมชาติ” โดยมี 3 แนวทางหลักที่มุ่งมั่นจะแก้ไขปัญหาและนำพาไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง ดังนี้
แนวทางแรก คือเริ่มจากการเปลี่ยนเกษตรกรผู้ยากไร้ให้พึ่งพาตัวเองได้ โดยปัจจัยหลักที่ทำให้เกษตรกรยิ่งทำยิ่งจน คือการพึ่งพาปัจจัยภายนอกมากเกินไป แดรี่โฮมจึงเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีเลี้ยงวัวให้กลับสู่ธรรมชาติ โดยให้วัวกินหญ้าเป็นอาหารหลักตามสรีระที่เหมาะสม และลดการใช้อาหารเสริมที่มากเกินความจำเป็น การปรับเปลี่ยนนี้ทำให้ต้นทุนของเกษตรกรลดลงอย่างเห็นได้ชัด และแม้ปริมาณน้ำนมจะได้น้อยลง แต่คุณภาพที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าโปรตีนหรือความสะอาด ทำให้ราคานมสูงขึ้นตามไปด้วย
“นอกจากนี้ แดรี่โฮมยังเป็นผู้ผลักดันมาตรฐานนมออร์แกนิกไทยแลนด์ขึ้นมาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว เพื่อสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับน้ำนม ทำให้เกษตรกรทุกรายที่เข้าร่วมโครงการสามารถผ่านมาตรฐานนี้ได้ ปัจจุบันเกษตรกรเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในสถานะผู้ยากไร้อีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาขึ้นสู่การเป็นผู้ประกอบการ”
แนวทางถัดมา การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ด้วยสมดุลแห่งระบบนิเวศ การทำฟาร์มออร์แกนิกสิ่งที่ห้ามเลยคือปุ๋ยเคมี เพราะเป็นตัวการสำคัญที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปนเปื้อนแหล่งน้ำใต้ดิน แดรี่โฮมจึงเปลี่ยนมาใช้ระบบการเลี้ยงที่ให้วัวได้เดินกินหญ้าและปล่อยมูลเป็นปุ๋ยธรรมชาติ เพื่อหมุนเวียนทรัพยากรและปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดีขึ้น
รวมถึงการจัดการสมดุลของจำนวนวัวกับพื้นที่แปลงหญ้าที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้วัวเหยียบย่ำแปลงหญ้าจนตาย และไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงเพื่อกำจัดปรสิตภายนอกอย่างเห็บ ยุง หรือแมลงอื่นๆ แต่หันมาใช้สมุนไพรไล่แมลงแทน ทำให้ระบบนิเวศในฟาร์มกลับมาสมดุลอีกครั้ง มีนกหรือไก่ป่าซึ่งเป็นสัตว์ที่กินแมลงกลับเข้ามาอาศัยในพื้นที่มากขึ้น ปัญหาแมลงศัตรูจึงลดลงโดยธรรมชาติ
และท้ายที่สุด คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนความเข้าใจผิดที่ว่า “นมดื่มแล้วสร้างผลเสียมากกว่าผลดี” แดรี่โฮมจึงร่วมมือกับนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยราชมงคลอีสาน ทำการทดลองและพิสูจน์ว่า การเลี้ยงวัวด้วยระบบออร์แกนิกไม่เพียงช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น แต่ยังส่งผลดีต่อตัววัวและผู้บริโภคด้วยเช่นกัน โดยพบว่านมที่ได้มีโครงสร้างของไขมันที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นไขมันที่มีประโยชน์ อย่างโอเมก้า 3 และ CLA ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าการทำฟาร์มแบบนี้ไม่ได้ดีแค่กับคนเลี้ยง แต่ดีต่อทั้งสัตว์เลี้ยงและผู้บริโภคด้วย

ฟาร์มออร์แกนิกทำไม่ยาก แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือการ “ทำใจ”
คุณพฤฒิเล่าให้ฟังว่า “การทำนมออร์แกนิกไม่ยาก แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือการทำใจ” เนื่องจากการเปลี่ยนวิธีเลี้ยงแบบออร์แกนิกจะทำให้ปริมาณน้ำนมลดลง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกษตรกรส่วนใหญ่รับไม่ได้ เพราะคุ้นเคยกับการเห็นวัวให้นมเยอะๆ แต่มองข้ามเรื่องของต้นทุนการผลิตไป
ทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้จึงมาพร้อมกับความท้าทายอย่างมาก เพราะฟาร์มโคนมส่วนใหญ่มีประสบการณ์มานับสิบปี การจะชักชวนให้พวกเขาเปลี่ยนวิธีคิดจึงเป็นเรื่องยาก แม้แต่ตัวผมเองที่เป็นผู้เชี่ยวชาญยังต้องเจอคำถามคาใจจากเกษตรกรว่า “วิธีนี้จะไปรอดเหรอ?” หรือ “นมน้อยลง แล้วผมจะอยู่ยังไง?”
“ผมจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่เสี่ยงที่สุดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกร คือการท้าทายด้วยคำพูดที่ว่า ถ้าทำตามแล้วกำไรน้อยลง ผมจะแถมเงินให้”
ซึ่งก็ถือเป็นความโชคดีที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามาสานต่อกิจการจากพ่อ ยังไม่มีความยึดติดกับวิธีการเดิมๆ จึงยอมเปิดใจทำตามคำแนะนำ โดยมีข้อแม้ว่า “ถ้าทำแล้วเจ๊ง ผมต้องรับผิดชอบ” ซึ่งผมก็ยอมรับข้อเสนอนี้ทันที
“ในช่วงเดือนแรกของการปรับเปลี่ยน ปริมาณน้ำนมของเกษตรกรลดลงจริงๆ จากที่เคยมีรายได้เดือนละ 200,000 บาท รายได้เขาหายไปเหลือ 80,000 บาท ทำให้เกษตรกรตกใจ แต่ผมก็บอกให้ใจเย็นๆ ให้โอกาสวัวได้ปรับตัวก่อน ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน
พอเข้าสู่เดือนที่สอง ปริมาณน้ำนมเริ่มเพิ่มขึ้น รายได้ของเกษตรกรขยับเป็น 100,000 บาท ก็ยังไม่เท่ากับรายได้เดิม แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือ “ต้นทุนลดลงไปกว่าครึ่ง” โดยเฉพาะค่าอาหารสัตว์ที่หายไปเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ จากเดิมที่เคยเหลือส่วนต่างแค่ 20,000 บาท แต่ตอนนี้กลับเหลือกำไรถึง 40,000 บาท
และในเดือนที่สาม เมื่อวัวปรับตัวได้เต็มที่ รายได้ของเกษตรกรก็เพิ่มขึ้นเป็น 120,000 บาท ในขณะที่ต้นทุนยังคงต่ำเท่าเดิม ทำให้เกษตรกรมีรายได้เข้าบ้านเดือนละ 60,000 บาท และมีรายได้ต่อปีสูงถึง 700,000 กว่าบาท ซึ่งถือว่าหลุดพ้นจากขีดความยากจนอย่างแท้จริง”
ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าการทำฟาร์มออร์แกนิกคือการ “พึ่งพาตนเอง” โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และหันกลับมาหาความเหมาะสมของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแหล่งน้ำ พันธุ์หญ้า หรือจำนวนวัว เพื่อให้ได้วัวที่มีสุขภาพดีและทนทาน แม้จะให้นมไม่มากนัก แต่เมื่อต้นทุนลดลง รายได้ก็เหลือมากขึ้น ทำให้เกษตรกรสามารถอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการฟาร์มเสริมแกร่งธุรกิจ
คุณพฤฒิ อธิบายว่า การเลี้ยงโคนมออร์แกนิก ไม่ได้ห้ามเรื่องการใช้เทคโนโลยี แต่เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับองค์ความรู้ด้านธรรมชาติวิทยา สรีรวิทยา และการเลี้ยงโคนม เพื่อพัฒนาสิ่งที่ดีขึ้น เพราะเชื่อว่ายิ่งเราเข้าใจมากเท่าไหร่ เรายิ่งใช้ประโยชน์ได้มากเท่านั้น
“ปัจจุบันที่ฟาร์มโคนมของเราจะมี Smart Cow Collar เป็นอุปกรณ์ช่วยติดตามพฤติกรรมของสัตว์เพื่อที่จะได้นําข้อมูลไปปรับใช้ในการเลี้ยงสัตว์ให้มีประสิทธิภาพ เช่น การสังเกตว่าวัวแสดงอาการพร้อมผสมพันธุ์แล้วหรือไม่ หรือพฤติกรรมการกินอาหารและการเคี้ยวเอื้อง หากวัวหยุดเคี้ยวเอื้องตลอดทั้งวัน แสดงว่าเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอาการเจ็บป่วยได้ ข้อมูลเหล่านี้ก็จะแจ้งเรามาทางโทรศัพท์ผ่านแอปพลิเคชันเซียนวัวดอทคอม ทำให้เกษตรกรทำงานง่ายขึ้น และสามารถมอนิเตอร์ฟาร์มของตัวเองได้ตลอดเวลา แม้ว่าบางวันเราไม่อยู่ฟาร์ม วัวป่วยเราก็รู้ได้ และสามารถโทร. แจ้งหมอมารักษาได้ทันท่วงที”

ถัดมาเป็นเรื่องของการใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการบริหารภายในโรงงานผลิตนม ที่แดรี่โฮมจะเน้นใช้พลังงานสะอาดเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิตนมคุณภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
“ต้องบอกว่า แดรี่โฮมแทบจะเป็นเจ้าแรกๆ ที่ใช้พลังงานสะอาดในการพาสเจอไรซ์นม เทคโนโลยีตัวแรกที่เราใช้คือน้ำร้อนจากพลังงานความร้อนเหลือทิ้ง ด้วยการใช้ประโยชน์จากความร้อนเหลือทิ้งของเครื่องปรับอากาศในห้องเย็น แทนที่จะเป่าทิ้งเราก็นำคอยล์ร้อนจุ่มในน้ำเพื่อสร้างน้ำอุ่นสำหรับอุ่นนม ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานได้อย่างมหาศาล
ส่วนเทคโนโลยีตัวที่สองที่เรานำมาใช้ คือโซลาร์เทอร์มอล (Solar thermal) เป็นน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ เมื่อน้ำอุ่นจากระบบความร้อนเหลือทิ้งยังร้อนไม่เพียงพอสำหรับการพาสเจอไรซ์นม เราจึงติดตั้งแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา เพื่อดึงความร้อนจากดวงอาทิตย์มาใช้โดยตรง ระบบนี้สามารถทำให้น้ำมีอุณหภูมิสูงถึง 80-90 องศาเซลเซียส ซึ่งเพียงพอสำหรับการพาสเจอไรซ์นม ทำให้เราสามารถประหยัดพลังงานได้อย่างมาก

เทคโนโลยีตัวสุดท้ายคือ โซลาร์เซลล์ ในปัจจุบันการใช้ไฟฟ้าในโรงงานส่วนใหญ่หมดไปกับการทำความเย็นและแสงสว่าง เราจึงตัดสินใจติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าใช้เอง ซึ่งช่วยให้เราแทบไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากการไฟฟ้าในช่วงกลางวันเลย ส่งผลให้เราสามารถประหยัดค่าไฟได้ถึง 40-50 เปอร์เซ็นต์
จากเดิมที่เคยจ่ายค่าไฟเดือนละ 500,000 บาท ตอนนี้ลดเหลือเพียง 250,000-300,000 บาทต่อเดือน ทำให้เห็นถึงผลตอบแทนที่คุ้มค่าและชัดเจนมาก และจากการคำนวณเบื้องต้น โครงการนี้จะคืนทุนได้ภายใน 4 ปี ซึ่งนับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและยั่งยืนอย่างยิ่ง”
สร้างมูลค่าจากนมสู่ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และการขยายเครือข่ายความร่วมมือ
“แม้แดรี่โฮมจะเป็นโรงงานขนาดเล็กที่ผลิตน้ำนมดิบเพียง 8,000 ลิตรต่อวัน แต่เราก็ภูมิใจที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมหาศาล ด้วยการแปรรูปนมเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่นมพาสเจอไรซ์ที่มีมากกว่า 10 รสชาติ โยเกิร์ตและกรีกโยเกิร์ตกว่า 10 รสชาติ ไปจนถึงโยเกิร์ตพร้อมดื่ม ไอศกรีม เนย ชีส และแม้กระทั่งเบเกอรี่กับสเต๊กที่เราใช้เนยของเราเองในการปรุงอาหาร
และนอกเหนือจากการสร้างมูลค่าเพิ่มแล้ว แดรี่โฮมกำลังมุ่งหน้าในการขยายเครือข่ายและสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ โดยปัจจุบันเรามีสมาชิกเครือข่ายประมาณ 20 ราย และยังคงมีผู้สนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อมั่นว่าตลาดนมและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกยังมีโอกาสอีกมาก ตอนนี้เราไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิต แต่ยังมองหาพันธมิตรที่พร้อมจะร่วมกันกระจายสินค้า และนอกจากนมแล้ว เรายังมีเครือข่ายผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกอื่นๆ เช่น ไข่ ข้าว ผักและผลไม้ ทำให้ผู้จำหน่ายมีโอกาสขายสินค้าเพื่อสุขภาพที่หลากหลาย และเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบสุขภาพที่ดีสู่ชุมชน
หากท่านใดสนใจร่วมเป็นพันธมิตรกับเรา สามารถติดต่อเข้ามาได้เลยครับ เพราะเรากำลังมองหาผู้ร่วมงานในทุกจังหวัดทั่วประเทศ” คุณพฤฒิ กล่าวทิ้งท้าย
เผยแพร่ออนไลน์ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568
