เกษตรอินทรีย์
กลุ่มรักอาหารคลีน (Clean Eating) ชื่นชอบการบริโภคอาหารธรรมชาติที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว ซึ่ง “ข้าวโพดหวานพันธุ์ราชินีทับทิมสยาม” เป็นหนึ่งในสินค้าขายดี ที่ถูกใจคนสายคลีน ทั้งสีสัน ความกรอบหวาน คุณค่าทางอาหาร สรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระ สร้างแรงบันดาลใจให้ “ชูใจฟาร์มมุกดาหาร” ตัดสินใจปลูกข้าวโพดหวานใส่ถุงกระสอบขายยกต้นให้ลูกค้าสายคลีนไปหักฝักกินสดๆ กันมือตัวเอง ในราคาต้นละ 300 บาท ตลาดตอบรับดี มียอดสั่งซื้อเข้ามาตลอดทั้งปี คุณป้อม หรือ นายกฤตย์ฑาลิศร์ บุตทศ เจ้าของชูใจฟาร์มมุกดาหาร และเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (YSF) จังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า ทางฟาร์มเน้นปลูกพืชผักอินทรีย์พื้นบ้าน รวมทั้งข้าวโพดราชินีทับทิมสยาม ซึ่งความพิเศษของข้าวโพดสายพันธุ์นี้คือ สามารถกินดิบได้ รสชาติเหมือนกับกินผลไม้ โดยนำสินค้าไปวางจำหน่ายงานแสดงสินค้าต่างๆ ในราคาเริ่มต้นที่ฝักละ 10 บาท มักถูกกลุ่มลูกค้าถามว่า ข้าวโพดที่นำมาขายสดจริงหรือเปล่า ตัดจากต้นมาแล้วกี่วัน ลูกค้าหลายคนมีความใฝ่ฝันอยากหักข้าวโพดกินสดๆ ด้วยมือตัวเอง ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจปลูกข้าวโพดหวานพันธุ์นี้ที่พร้อมเก็บเกี่ยวได้ในระย
คุณน้อย หรือ วิทยา เพชรมาลัยกุล ตัดสินใจกลับบ้านเกิดที่อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี เพื่อดูแลกิจการ “ไร่เพชรมาลัยกุล” ของครอบครัว ซึ่งมีรายได้หลักจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ทำไร่อ้อยและปลูกพืชไร่ มานานกว่า 50 ปี เลิกใช้สารเคมี ก้าวสู่เกษตรอินทรีย์ คุณน้อย เจ้าของไร่เพชรมาลัยกุล เล่าให้ฟังว่า เดิมที่บ้านทำไร่อ้อย ปลูกพืชไร่โดยใช้สารเคมี รวมทั้งปลูกมะลิ เก็บผลผลิตขายได้ทุกวัน แต่มะลิเป็นพืชที่ใช้สารเคมีสูงมาก ก่อนหน้านี้ ผมเคยทำธุรกิจขายส่งสารเคมีการเกษตรให้ร้านค้าทั่วไป ทั้งๆ ที่ไม่ได้สัมผัสสารเคมีโดยตรง แต่กลับมีกลิ่นสารเคมีติดตัวจนคนรอบข้างทักประกอบกับภรรยามีปัญหาด้านสุขภาพ เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน จึงตัดสินใจเลิกใช้สารเคมีและหันมาทำเกษตรอินทรีย์แทน คุณน้อยเริ่มต้นจากจัดสรรที่ดินประมาณ 10-20 ไร่ ปลูกพืชแบบผสมผสานตามศาสตร์พระราชา โดยปลูกป่า 5 ระดับ ป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง ทฤษฎีบันได 9 ขั้น เพื่อความสุข ความยั่งยืนของอาชีพและสร้างรายได้เป็นรายวัน รายเดือน และรายปี “ช่วงแรกของการปรับเปลี่ยน จากที่เคยใช้เคมี มาเป็นเกษตรอินทรีย์ ถือว่ายากพอสมควร เพราะได้ผลผลิตน้อย มีรายได้ลดลง และห่วงก
“แดรี่โฮม” ชื่อนี้คงคุ้นหูคนไทยมานานหลายสิบปีในฐานะผู้บุกเบิกตลาดนมออร์แกนิกในประเทศไทย จากวันแรกที่หลายคนยังไม่คุ้นเคยกับคำว่า “ออร์แกนิก” วันนี้ “แดรี่โฮม” ได้พิสูจน์แล้วว่าการทำธุรกิจที่ยั่งยืน ไม่เพียงแต่สร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นและผูกพันกับผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง จากฟาร์มเล็กๆ ที่มีแนวคิดไม่เหมือนใคร “แดรี่โฮม” ไม่ได้แค่ผลิตนม แต่ได้สร้าง “อาณาจักร” แห่งการทำเกษตรอินทรีย์ที่ใส่ใจทั้งคนเลี้ยง วัว และสิ่งแวดล้อม กลายเป็นแบรนด์ที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตคนไทย และเป็นสัญลักษณ์ของนมทางเลือกเพื่อสุขภาพที่ทุกคนไว้วางใจมาโดยตลอด คุณพฤฒิ เกิดชูชื่น ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร แดรี่โฮม ตั้งอยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เปิดบทสนทนากับ “เทคโนโลยีชาวบ้าน” และ “เส้นทางเศรษฐี” ด้วยแววตาที่มุ่งมั่นและจริงจัง แบบฉบับของเกษตรกรรุ่นเก๋าผู้มีประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย สะท้อนวิสัยทัศน์ของเขาที่ไม่ใช่เพียงแค่การทำธุรกิจเพื่อแสวงหากำไร พร้อมกับเล่าความเป็นมาที่กว่าจะเป็น “แดรี่โฮม” ที่ทุกคนรู้จักกันในวันนี้ต้องผ่านการล้มลุกคลุกคลานอะไรมาบ้าง “แดรี่โฮม เริ่มต้นเมื่อประมาณ 26
“จากเป็นคนที่ไม่เคยศรัทธาในอาชีพเป็นเกษตรกรมาก่อน เห็นพ่อกับแม่ทำ แต่ไม่นึกใส่ใจ แต่เมื่อเจอปัญหา อาชีพที่เรามองข้ามกลับมาช่วยเราปลดหนี้ พ่อเราจับจอบจับเสียมแต่สามารถช่วยเราปลดหนี้ที่เราไปทำล้มเหลวมาได้ จึงเริ่มเกิดความศรัทธาในอาชีพเกษตรกรรมขึ้น จนมีความคิดที่ว่าอาชีพเกษตรกรรมนี่แหละจะสามารถสร้างความยั่งยืนให้กับตัวเองและคนในครอบครัวต่อไปได้”…คำสารภาพ ของ คุณกัลยา คุณกัลยา พงสะพัง (พี่ยา) ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์สาวขอนแก่น อยู่บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 14 ตำบลบ้านเม็ง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น เล่าว่า อดีตตนเคยทำงานที่บริษัทเกี่ยวกับยางรถยนต์มาก่อน ทำอยู่ในส่วนฝ่ายจัดการผู้บริหารระดับสูง และประกอบธุรกิจส่วนตัวรับเหมาก่อสร้างควบคู่กันไป ไม่เคยศรัทธาในอาชีพเป็นเกษตรกรที่พ่อกับแม่ทำมาก่อนเลย คิดว่าจะทำงานอยู่กรุงเทพฯ ไปจนแก่ แต่ก็เกิดจุดพลิกผันธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ทำมีปัญหา ไปได้ไม่สวยอย่างที่คิด จำเป็นต้องยุบกิจการแล้วกลับบ้าน แต่ก็ไม่ได้กลับบ้านแบบสวยๆ เพราะติดหนี้จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเป็นเงินกว่า 10 ล้านบาท ส่วนงานประจำที่ทำอยู่ก็ยังสามารถทำต่อได้ แต่ด้วยสภาพจิตใจที่ท้อและหมดแรง
นับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา เชื่อแน่ว่าหลายคนที่อยู่ในวงการพืชปลอดสารพิษของจังหวัดชุมพร คงเคยได้ยินชื่อ “สวนศีล เกษตรอินทรีย์” ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านเขาเหลียง หมู่ที่ 11 ตำบลหาดพันไกร อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร บรรดาสื่อมวลชนจึงใช้เวลาว่างในวันหยุด เดินทางไปเยี่ยมชมสวนเกษตรดังกล่าว โดยได้รับการเชื้อเชิญจากสองสามีภรรยา คือ คุณบุญส่ง วันเสือ หรือ “พี่ปื๊ด” หนุ่มใหญ่วัย 58 ปี และ คุณสุมนมาลย์ หนูพันขาว หรือ “น้องมน” วัย 44 ปี ที่ลงมือทำอาหารมื้อเที่ยงไว้เตรียมต้อนรับพวกเรา มีทั้งแกงส้มแตงโมอ่อนใส่เนื้อปลา แกงเลียงฟักกับฟักทองและข้าวโพด ต้มกะทิเนื้อหมู ผัดผักกวางตุ้งน้ำมันหอย และน้ำพริกลูกมะอึก ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านที่สุดแสนอร่อย พร้อมทั้งฟังเพลงไพเราะ จาก “วงสวนศีล เกษตรอินทรีย์ ครู คลัง ช่าง หมอ” ที่สมาชิกล้วนเป็นญาติพี่น้องของสองสามีภรรยา นอกจากนั้น พี่ปื๊ดยังแสดงฝีมือในการดริปกาแฟสดๆ ที่บดและคั่วเองกับมือให้สื่อมวลชนได้ดื่มด้วย ท่ามกลางแมกไม้นานาชนิดในสวนที่มีเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ พี่ปื้ด เปิดเผยว่า พื้นที่สวนเกษตรของพวกตนเป็นของ คุณแม่เริ่ม หนูพันขาว อายุ 77 ปี มารดาของน้องมน ซึ่งเป็น
ปัจจุบัน ชาวสวนกลุ่มเล็กๆ ในพื้นที่ภาคตะวันออกได้รวมตัวกันจัดตั้ง “ กลุ่มเกษตรกรพอดีพอดี” เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนที่อยากเปลี่ยนแปลง ปลูกผลไม้ร่วมกับธรรมชาติ เพื่อให้ได้ผลไม้คุณภาพดี มีรสชาติอร่อยและปลอดภัย จุดต่างที่ทำให้กลุ่มฯนี้ไม่เหมือนใคร เพราะทุกคนช่วยกัน ใครมีวัตถุดิบ ใครมีตลาด ใครมีโรงงาน ทุกสวนต่างช่วยกันเปิดตลาด ทั้งในประเทศและส่งออก ไม่แย่งกันขาย ร่วมแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งกลับเข้ากลุ่ม เพื่อยกระดับสวนสมาชิก โดยไม่ทิ้งใครไว้กลางทาง แม้ยังไม่เป็นเกษตรอินทรีย์ก็มีที่ยืน กลุ่มเกษตรกรพอดีพอดี ปลูกผลไม้ด้วยความรู้ ความรัก และความรับผิดชอบ สนใจเรียนรู้การตลาด การแปรรูป และการขนส่งด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพื่อกำไรสูงสุด แต่เพื่อศักดิ์ศรี ความมั่นคง และอนาคตของเกษตรกรไทยทุกคน กลุ่มเกษตรกรพอดีพอดี คือระบบเกษตรที่ไม่แข่งกันแต่ “แบ่งกันโต”เพราะเชื่อว่า การแบ่งปัน ไม่ใช่การเสียเปรียบ แต่เป็นการอยู่รอดไปด้วยกัน สร้างเศรษฐกิจพอดี ที่เติบโตไปด้วยกัน คือรากฐานของความยั่งยืน แกนนำ กลุ่มเกษตรกรพอดีพอดี จุดเริ่มต้นของ กลุ่มเกษตรกรพอดีพอดี เกิดจากการรวมตัวของแกนนำ 4 ราย ประกอบด้วย 1. คุณสุธีร์
เวลาเลือกซื้อผักตามแผงตลาด หลายคนมักมองข้ามผักที่มีรอยหนอนกัดหรือดูไม่สวยงาม และเลือกหยิบผักหน้าตาดีแทน แต่รู้ไหมว่า ‘ผักขี้เหร่’ ที่หลายคนมองข้ามนั้น ไม่เพียงมีประโยชน์ไม่น้อยไปกว่าผักสวยๆ แต่ยังสามารถสร้างรายได้ได้ดีไม่แพ้กันอีกด้วย วันนี้ เทคโนโลยีชาวบ้าน ขอพาทุกคนไปรู้จักกับ คุณแพทตี้-ปิตุพร ภูโชคศิริ เจ้าของ Hug Hed Farm อดีตเชฟมืออาชีพในต่างประเทศ ที่ตัดสินใจหันหลังให้ครัวเมืองนอก กลับมาปลูกผักออร์แกนิกในบ้านเกิด จนสามารถต่อยอดความสำเร็จ ส่งผักสดคุณภาพสู่ชั้นวางในห้างได้อย่างภาคภูมิใจ หลายคนอาจสงสัยว่า อาชีพเชฟที่มีรายได้ดี ทำไมถึงเลือกเปลี่ยนเส้นทางมาทำเกษตร? คุณแพท เล่าว่า “ตอนที่ทำงานเป็นเชฟอยู่ต่างประเทศ มีช่วงวันหยุดยาวประมาณ 3-4 เดือน ก่อนเริ่มงานใหม่ เลยตัดสินใจกลับบ้าน และลองทำโรงเห็ดเล็กๆ หลังบ้าน คิดแค่ว่าจะปลูกเห็ดขายเล่นๆ ระหว่างพักงาน แล้วค่อยกลับไปทำงานตามแผนเดิม แต่ตอนนั้นเป็นเพียงความคิดเริ่มต้นเท่านั้น” ช่วงที่กลับมาอยู่บ้านตรงกับช่วงการระบาดของโควิด-19 ทำให้ต้องเลื่อนแผนกลับไปทำงานต่างประเทศออกไป จากนั้นจึงเริ่มต้นทำเกษตรอินทรีย์ โดยมองว่าโรคระบาดครั
หากพูดถึงร้านที่ผู้บริโภคเชื่อใจเรื่องอาหารปลอดภัย ชื่อของ “Lemon Farm” มักถูกนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ ไม่ใช่เพราะภาพลักษณ์ของสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เพราะเรื่องราวเบื้องหลังที่ค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกับเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้บริโภคที่เชื่อในคุณค่าของอาหารจากธรรมชาติ วันนี้ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณเล็ก – สุวรรณา หลั่งน้ำสังข์ เรื่องราวจึงไม่ใช่แค่บทสัมภาษณ์ทางธุรกิจ แต่เป็นการถอดบทเรียนจากผู้หญิงคนหนึ่งที่เลือกเดินบนเส้นทางเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่วันที่คำว่า “ออร์แกนิก” ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย จนถึงวันนี้ที่ Lemon Farm กลายเป็นพื้นที่เชื่อมโยงคนปลูกกับคนกินเข้าไว้ด้วยกัน จากความตั้งใจเล็กๆ ที่อยากให้ครอบครัวและผู้คนรอบตัวได้กินอาหารที่ปลอดภัย สู่การสร้างเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ทั่วประเทศ Lemon Farm เติบโตด้วยความเชื่อ ความอดทน และความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ สั่งสม วันนี้จะพาทุกท่านไปสัมผัสแนวคิด ประสบการณ์ และหัวใจของการทำงาน ที่ยังคงยึดมั่นว่า “อาหารที่ดี” ต้องดีต่อทั้งคนกิน คนปลูก และผืนดินไปพร้อมกัน จุดเริ่มต้นกว่าจะมาเป็น Lemon Farm ที่รู้จักในทุกวันนี้ คุณเล็กย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการก่อร่างสร้าง Le
คุณอุ้ม – กนกวรรณ อรุณคีรีวัฒน์ อดีตมนุษย์เงินเดือนตัดสินใจลาออกเพราะสำนึกรักบ้านเกิด พร้อมสืบสานอาชีพเกษตรกรจาก “รุ่นพ่อแม่” เปลี่ยนจากสวนเกษตรเคมี เป็นสวนเกษตรผสมผสานอย่างครบวงจร สร้างรายได้รายวัน-รายเดือน-รายปี พร้อมเปิดบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้ชุมชนด้านเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง จุดเปลี่ยนของชีวิตมนุษย์เงินเดือน “การทำอาชีพเกษตรให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องยาก หัวใจสำคัญคือ ต้องมีใจรัก มีความมุ่งมั่น ขยัน และอดทน ไม่หยุดที่จะค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม เมื่อตั้งใจจริง ย่อมประสบความสำเร็จได้แน่นอน” คุณอุ้ม YSF เกษตรกรรุ่นใหม่ราชบุรี ในวัย 35 ปี กล่าว คุณอุ้มมีใจรักและผูกพันกับอาชีพเกษตร เพราะเกิดและเติบโตในสวนเกษตรแห่งนี้ หลังเรียนจบสาขาบริหารธุรกิจ (การตลาด) คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ก็สมัครงานตามสายงานวิชาชีพ ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนได้ปีเศษ คุณอุ้มทดลองนำมะม่วงน้ำดอกไม้มันคุณภาพสูงจากสวนไปวางขายตลาดนัดในช่วงวันหยุด ปรากฏว่าขายดีมาก คุณอุ้มจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ หันกลับไปทำอาชีพเกษตรอย่างเต็มตัวตามรอยเท้าพ่อ (คุณจรัล อรุณคีรีวัฒน์) ปรับจากเกษต
“ไร่เตียวิเศษ” อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี นับเป็นต้นแบบของพลิกโฉมฟาร์มไก่ไข่และแปลงผักเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ภายใต้แนวคิด Zero Waste และต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้อย่างยั่งยืน จนได้รับรางวัลมาตรฐานการท่องเที่ยว STG Star ระดับ 4 ดาว ประจำปี 2567 จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไร่เตียวิเศษก่อตั้งปี 2553 บนพื้นที่ครอบครัว 3 ไร่ ดำเนินงานโดย นางสาวดวงเด่น เตียวิเศษ โดยพัฒนาเป็นเกษตรผสมผสาน มีไก่ไข่ 500 ตัว (โรงเรือน 186 ตารางเมตร) และแปลงผัก 1 ไร่ รวมถึงไม้ผลหลากชนิด ปรับเปลี่ยนสู่เกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ปี 2554 และได้รับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ปี 2560 พร้อมเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและศูนย์เรียนรู้สำหรับชุมชน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) ได้ติดตามความสำเร็จของ ไร่เตียวิเศษ ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนเศรษฐศาสตร์ธุรกิจเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม โมเดลไร่เตียวิเศษเป็นตัวอย่างการออกแบบธุรกิจให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค หรือการผลิตที่ยึดความต้องการของตลาดเป็นหลัก (Demand-oriented) ใน 2 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ (1) ผู้บริโ
