เกษตรอินทรีย์
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักและคิดถึงยิ่ง ขอเป็นกำลังใจให้ท่านที่ประสบอุทกภัยในหลายๆ พื้นที่จนถึงขณะนี้นะครับ บางส่วนน้ำก็เริ่มลดจนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติแล้ว บางส่วนก็ยังอยู่กับน้ำต่อไปอีก กรุงเทพฯ และปริมณฑลในพื้นที่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยาก็ได้รับผลกระทบไม่น้อย เรียกว่าน้ำได้เกลี่ยไปหาผู้คนอย่างเท่าเทียม ไม่แยกว่าเป็นคนเมืองหรือชนบท เป็นอีกโจทย์ใหญ่ให้ภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องต้องหาทางแก้ไขกันต่อไป แต่ตอนนี้ ลมหนาววอยๆ เริ่มพัดมาให้ได้ชื่นใจกันบ้างแล้ว บ่งบอกถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวของพี่น้องชาวไร่ชาวนา พูดถึงเกษตรกรแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องได้ทราบข่าวคราวอยู่เสมอ นอกจากภัยธรรมชาติแล้ว เรื่องราคาผลผลิตก็ส่งผลกระทบไปถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก่อนนั้นผลไม้หลายอย่างราคาตกต่ำ มาถึงตอนนี้ข้าวเปลือกที่บางคนบอกว่าราคาถูกกว่าอาหารสุนัข ซึ่งก็เถียงไม่ออกเช่นกัน เพราะผมเองก็ซื้อทั้งข้าวและอาหารสุนัขเช่นกัน คำถามที่เราต้องหาคำตอบคือ “จะทำอย่างไรให้พี่น้องเกษตรกรได้กินอิ่ม นอนอุ่น ลืมตาอ้าปากได้บ้าง” ผมได้เจอและพูดคุยกับ (อดีต) ผู้ใหญ่สมศักดิ์ ผลจันทร์ ประธานกลุ่มศูนย์เกษตรยั่งยืนบ้านสวาสดิ์ หนุ่มใหญ่ผู้ได
คุณสุนทร คมคาย รองประธานกลุ่มสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ปราจีนบุรี อยู่บ้านเลขที่ 69 หมู่ที่ 4 ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เกษตรกรนักสู้ นักพัฒนา และเปรียบเสมือนผู้นำความยั่งยืนมาสู่ชุมชน ด้วยการลด ละ เลิก ใช้สารเคมี หันมาทำเกษตรอินทรีย์เพื่อความยั่งยืนจนประสบผลสำเร็จ สามารถสร้างรายได้จากสวนเกษตรอินทรีย์ได้มากกว่าปีละครึ่งล้าน คุณสุนทร คมคาย เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำเกษตรว่า ตนเคยทำงานเป็นพนักงานขายปุ๋ยเคมีมาก่อน เมื่อถึงจุดอิ่มตัวกับการเป็นลูกจ้างก็ได้ลาออกจากงานกลับมาเปิดร้านขายเคมีภัณฑ์เป็นของตัวเอง และมีการทำเกษตรปลูกไม้ผลควบคู่กันไป โดยการนำความรู้เรื่องสารเคมีมาประยุกต์ใช้กับวิชาการเกษตรที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จนกระทั่งในปี 2533 เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เมื่อกำลังจะมีโรงงานไฟฟ้ามาตั้งในหมู่บ้าน ตนได้มีส่วนร่วมเป็นแกนนำคัดค้านการก่อสร้างโรงงาน และมีภาคประชาชนจากหลายกลุ่มเข้ามาช่วย จากวิกฤตครั้งนั้นกลายเป็นโอกาสจบเรื่องราวต่างๆ ไป แต่ยังเหลือมิตรภาพดีๆ จากการที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้อาชีพจากเพื่อนๆ หลายกลุ่มที่เข้ามาช่วยกัน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต ท
ถั่วเหลือง เป็นพืชที่พบในประเทศจีน เมื่อเกือบ 5,000 ปีที่แล้ว บริเวณลุ่มแม่น้ำเหลือง จากนั้นแพร่กระจายพันธุ์ไปยังประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีก่อนเข้าสู่ยุโรปและอเมริกา ถั่วเหลือง เป็นอาหารโปรตีนชั้นยอดสำหรับวัว อเมริกามีพื้นที่การปลูกถั่วเหลืองและผลผลิตมากที่สุดในโลก ประเทศไทย เริ่มปลูกถั่วเหลืองกันกว่า 200 ปีแล้ว สันนิษฐานว่าเมล็ดพันธุ์ได้มาจากชาวจีนที่อพยพเข้ามาสู่ประเทศไทย สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2503 หน่วยงานของรัฐได้มีการปรับปรุงพันธุ์ถั่วเหลืองให้เหมาะสมกับภูมิอากาศบ้านเรา เช่น พันธุ์สุโขทัย 1-3 พันธุ์นครสวรรค์ 1 พันธุ์เชียงใหม่ 60 พันธุ์ สจ.4 และ สจ.5 ปัจจุบันนี้ การผลิตถั่วเหลืองยังไม่เพียงพอต่อความต้องการทำให้มีการนำเข้าถั่วเหลืองจากต่างประเทศมาบริโภคในครัวเรือนและส่วนใหญ่นำเข้ากากถั่วเหลืองมาเพื่อผลิตอาหารสัตว์ พื้นที่ปลูกในประเทศจะเป็นภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนจะเป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกถั่วเหลืองมากที่สุดเนื่องจากอากาศค่อนข้างเย็นกว่าภาคอื่น ถึงแม้ว่าถั่วเหลืองไม่ใช่พืชบ้านเรา แต่ก็มีการนำถั่วเหลืองมาใช้บริโภคกันอย่างแพร่หลาย เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำนมถ
โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเฉพาะพื้นที่บ้านหนองเขียวและกลุ่มบ้านบริวาร ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน กำลังก้าวหน้าอย่างโดดเด่นในการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวทางของโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง ดำเนินการโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) โครงการนี้มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิม สู่ระบบเกษตรอินทรีย์และพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร สร้างรายได้ที่มั่นคง พร้อมทั้งส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาเกษตรกรรมบนพื้นที่สูงที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเฉพาะพื้นที่บ้านหนองเขียวและกลุ่มบ้านบริวาร จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้รับการดำเนินงานโดย สวพส. ซึ่งเริ่มต้นจากการสำรวจและวิเคราะห์ปัญหาของชุมชน พบว่าประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภค บริโภค และการเกษตร รวมถึงขาดองค์ความรู้ด้านเกษตรที่ยั่งยืน ทำให้รายได้ไม่มั่นคงและต้องพึ่งพาการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่มีต้นทุนสูงและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้ สวพส. จึงร่วมมือกับกรมทรัพยากรน้ำและกรมชลประ
เกษตรอินทรีย์นอกจากจะเป็นเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่คนรักสุขภาพแล้ว เกษตรอินทรีย์ยังนับเป็นนวัตกรรมการเกษตรอีกรูปแบบหนึ่ง เนื่องจากมีลักษณะเด่นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนารูปแบบการผลิตใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับความยั่งยืน และในบางแง่มุมสามารถเกี่ยวโยงกับเทคโนโลยีได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การฟื้นฟูธรรมชาติ ใช้กระบวนการที่ส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น การใช้ปุ๋ยหมักแทนปุ๋ยเคมี หรือการปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อรักษาคุณภาพดิน การปรับกระบวนการผลิต ใช้เทคนิคการจัดการศัตรูพืชโดยไม่พึ่งพาสารเคมี เช่น การใช้ชีวภัณฑ์หรือศัตรูธรรมชาติ การมุ่งเน้นความยั่งยืน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างระบบเกษตรที่ยั่งยืน แม้เกษตรอินทรีย์จะไม่ได้พึ่งพาเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเหมือนเกษตรสมัยใหม่ แต่สามารถรวมกับเทคโนโลยีบางอย่างได้ เช่น การตรวจสอบคุณภาพดิน ใช้อุปกรณ์วัดค่าความเป็นกรด-ด่างในดินเพื่อปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับพืช การจัดการข้อมูล ใช้แอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มดิจิทัลในการวางแผนการผลิตและจัดการผลผลิต และ การตลาดออนไลน์ เชื่อมโยงเกษตรอินทรีย์กับผู้บริโภคผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล คุณแอม พรมศักดิ์ หรือ
โลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ภาคการเกษตรทั่วโลกต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพราะการแข่งขันในวันนี้ไม่ได้วัดกันเพียงปริมาณผลผลิตหรือราคาสินค้าอีกต่อไป แต่ยังรวมถึง “วิธีการผลิต” ว่าปลอดภัยต่อผู้บริโภค เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมจากประเทศคู่ค้า ไม่ว่าจะเป็น CBAM, EUDR, ESG, Carbon Footprint และ Carbon Credit กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าระหว่างประเทศ หากเกษตรกรหรือผู้ประกอบการไทยไม่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ ก็อาจมีโอกาสสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกในอนาคต แนวคิดนี้เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของ คุณวชิระวิชญ์ จารุพัฒนวาณิช ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท Organic Way Corporation ที่เชื่อว่า การพัฒนาเกษตรไทยต้องเริ่มจาก “ต้นทางของการผลิต” มากกว่าการมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มเฉพาะปลายทาง เริ่มต้นจากฟาร์มเล็กๆ สู่การค้นพบ Pain Point ของเกษตรกร ก่อนก่อตั้ง Organic Way คุณวชิระวิชญ์เริ่มทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์ที่อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่เกษต
กลุ่มรักอาหารคลีน (Clean Eating) ชื่นชอบการบริโภคอาหารธรรมชาติที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว ซึ่ง “ข้าวโพดหวานพันธุ์ราชินีทับทิมสยาม” เป็นหนึ่งในสินค้าขายดี ที่ถูกใจคนสายคลีน ทั้งสีสัน ความกรอบหวาน คุณค่าทางอาหาร สรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระ สร้างแรงบันดาลใจให้ “ชูใจฟาร์มมุกดาหาร” ตัดสินใจปลูกข้าวโพดหวานใส่ถุงกระสอบขายยกต้นให้ลูกค้าสายคลีนไปหักฝักกินสดๆ กันมือตัวเอง ในราคาต้นละ 300 บาท ตลาดตอบรับดี มียอดสั่งซื้อเข้ามาตลอดทั้งปี คุณป้อม หรือ นายกฤตย์ฑาลิศร์ บุตทศ เจ้าของชูใจฟาร์มมุกดาหาร และเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (YSF) จังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า ทางฟาร์มเน้นปลูกพืชผักอินทรีย์พื้นบ้าน รวมทั้งข้าวโพดราชินีทับทิมสยาม ซึ่งความพิเศษของข้าวโพดสายพันธุ์นี้คือ สามารถกินดิบได้ รสชาติเหมือนกับกินผลไม้ โดยนำสินค้าไปวางจำหน่ายงานแสดงสินค้าต่างๆ ในราคาเริ่มต้นที่ฝักละ 10 บาท มักถูกกลุ่มลูกค้าถามว่า ข้าวโพดที่นำมาขายสดจริงหรือเปล่า ตัดจากต้นมาแล้วกี่วัน ลูกค้าหลายคนมีความใฝ่ฝันอยากหักข้าวโพดกินสดๆ ด้วยมือตัวเอง ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจปลูกข้าวโพดหวานพันธุ์นี้ที่พร้อมเก็บเกี่ยวได้ในระย
คุณน้อย หรือ วิทยา เพชรมาลัยกุล ตัดสินใจกลับบ้านเกิดที่อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี เพื่อดูแลกิจการ “ไร่เพชรมาลัยกุล” ของครอบครัว ซึ่งมีรายได้หลักจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ทำไร่อ้อยและปลูกพืชไร่ มานานกว่า 50 ปี เลิกใช้สารเคมี ก้าวสู่เกษตรอินทรีย์ คุณน้อย เจ้าของไร่เพชรมาลัยกุล เล่าให้ฟังว่า เดิมที่บ้านทำไร่อ้อย ปลูกพืชไร่โดยใช้สารเคมี รวมทั้งปลูกมะลิ เก็บผลผลิตขายได้ทุกวัน แต่มะลิเป็นพืชที่ใช้สารเคมีสูงมาก ก่อนหน้านี้ ผมเคยทำธุรกิจขายส่งสารเคมีการเกษตรให้ร้านค้าทั่วไป ทั้งๆ ที่ไม่ได้สัมผัสสารเคมีโดยตรง แต่กลับมีกลิ่นสารเคมีติดตัวจนคนรอบข้างทักประกอบกับภรรยามีปัญหาด้านสุขภาพ เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน จึงตัดสินใจเลิกใช้สารเคมีและหันมาทำเกษตรอินทรีย์แทน คุณน้อยเริ่มต้นจากจัดสรรที่ดินประมาณ 10-20 ไร่ ปลูกพืชแบบผสมผสานตามศาสตร์พระราชา โดยปลูกป่า 5 ระดับ ป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง ทฤษฎีบันได 9 ขั้น เพื่อความสุข ความยั่งยืนของอาชีพและสร้างรายได้เป็นรายวัน รายเดือน และรายปี “ช่วงแรกของการปรับเปลี่ยน จากที่เคยใช้เคมี มาเป็นเกษตรอินทรีย์ ถือว่ายากพอสมควร เพราะได้ผลผลิตน้อย มีรายได้ลดลง และห่วงก
“แดรี่โฮม” ชื่อนี้คงคุ้นหูคนไทยมานานหลายสิบปีในฐานะผู้บุกเบิกตลาดนมออร์แกนิกในประเทศไทย จากวันแรกที่หลายคนยังไม่คุ้นเคยกับคำว่า “ออร์แกนิก” วันนี้ “แดรี่โฮม” ได้พิสูจน์แล้วว่าการทำธุรกิจที่ยั่งยืน ไม่เพียงแต่สร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นและผูกพันกับผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง จากฟาร์มเล็กๆ ที่มีแนวคิดไม่เหมือนใคร “แดรี่โฮม” ไม่ได้แค่ผลิตนม แต่ได้สร้าง “อาณาจักร” แห่งการทำเกษตรอินทรีย์ที่ใส่ใจทั้งคนเลี้ยง วัว และสิ่งแวดล้อม กลายเป็นแบรนด์ที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตคนไทย และเป็นสัญลักษณ์ของนมทางเลือกเพื่อสุขภาพที่ทุกคนไว้วางใจมาโดยตลอด คุณพฤฒิ เกิดชูชื่น ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร แดรี่โฮม ตั้งอยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เปิดบทสนทนากับ “เทคโนโลยีชาวบ้าน” และ “เส้นทางเศรษฐี” ด้วยแววตาที่มุ่งมั่นและจริงจัง แบบฉบับของเกษตรกรรุ่นเก๋าผู้มีประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย สะท้อนวิสัยทัศน์ของเขาที่ไม่ใช่เพียงแค่การทำธุรกิจเพื่อแสวงหากำไร พร้อมกับเล่าความเป็นมาที่กว่าจะเป็น “แดรี่โฮม” ที่ทุกคนรู้จักกันในวันนี้ต้องผ่านการล้มลุกคลุกคลานอะไรมาบ้าง “แดรี่โฮม เริ่มต้นเมื่อประมาณ 26
“จากเป็นคนที่ไม่เคยศรัทธาในอาชีพเป็นเกษตรกรมาก่อน เห็นพ่อกับแม่ทำ แต่ไม่นึกใส่ใจ แต่เมื่อเจอปัญหา อาชีพที่เรามองข้ามกลับมาช่วยเราปลดหนี้ พ่อเราจับจอบจับเสียมแต่สามารถช่วยเราปลดหนี้ที่เราไปทำล้มเหลวมาได้ จึงเริ่มเกิดความศรัทธาในอาชีพเกษตรกรรมขึ้น จนมีความคิดที่ว่าอาชีพเกษตรกรรมนี่แหละจะสามารถสร้างความยั่งยืนให้กับตัวเองและคนในครอบครัวต่อไปได้”…คำสารภาพ ของ คุณกัลยา คุณกัลยา พงสะพัง (พี่ยา) ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์สาวขอนแก่น อยู่บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 14 ตำบลบ้านเม็ง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น เล่าว่า อดีตตนเคยทำงานที่บริษัทเกี่ยวกับยางรถยนต์มาก่อน ทำอยู่ในส่วนฝ่ายจัดการผู้บริหารระดับสูง และประกอบธุรกิจส่วนตัวรับเหมาก่อสร้างควบคู่กันไป ไม่เคยศรัทธาในอาชีพเป็นเกษตรกรที่พ่อกับแม่ทำมาก่อนเลย คิดว่าจะทำงานอยู่กรุงเทพฯ ไปจนแก่ แต่ก็เกิดจุดพลิกผันธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ทำมีปัญหา ไปได้ไม่สวยอย่างที่คิด จำเป็นต้องยุบกิจการแล้วกลับบ้าน แต่ก็ไม่ได้กลับบ้านแบบสวยๆ เพราะติดหนี้จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเป็นเงินกว่า 10 ล้านบาท ส่วนงานประจำที่ทำอยู่ก็ยังสามารถทำต่อได้ แต่ด้วยสภาพจิตใจที่ท้อและหมดแรง
