เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับ “ใบเตย” กันเป็นอย่างดี เรามักเห็นใบเตยอยู่ในเมนูต่างๆ รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นสังขยาใบเตย น้ำใบเตย ขนมเปียกปูน หรือขนมไทยอีกหลายชนิดที่มี “กลิ่นหอมของเตย” เป็นเอกลักษณ์สำคัญ แต่รู้หรือไม่ว่า…พืชธรรมดาๆ อย่างใบเตย สามารถ “เพิ่มมูลค่าได้มากถึง 10 เท่า” เมื่อถูกนำมาแปรรูปอย่างสร้างสรรค์

วันนี้ เทคโนโลยีชาวบ้าน ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณยุ้ย-วีณา เทศนา เจ้าของแบรนด์ ‘เตยย์’ ผู้ผลักดันพืชที่หลายคนเคยมองว่า “ไม่มีราคา” ให้กลายเป็นพืชที่ตลาดส่งออกต้องการ และสามารถยกระดับสู่สินค้าพรีเมียมได้สำเร็จ กว่าที่คุณยุ้ยจะมาถึงจุดนี้ เธอใช้เวลากว่า 7 ปี ในการพัฒนา ค้นคว้า ทดลอง และต่อยอดผลิตภัณฑ์อย่างจริงจัง จนกลายเป็น “ผงใบเตยพรีเมียม” ที่ทั้งมีคุณค่า มีมาตรฐาน และพร้อมแข่งขันในตลาดโลก

หลายคนอาจสงสัยว่า…เหตุใดคุณยุ้ยจึงตัดสินใจ “เลือกใบเตย” มาเป็นพืชที่อยากผลักดัน
คุณยุ้ย เล่าว่า ก่อนหน้านี้ทำธุรกิจเบเกอรี่ และมีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเนยฝรั่งเศส หรือช็อกโกแลตเบลเยียม แต่เมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 ทุกอย่างสะดุด ทำให้เธอมองเห็นว่า “เราไม่จำเป็นต้องพึ่งแต่วัตถุดิบต่างประเทศ” หากลองหันกลับมามองวัตถุดิบไทยใกล้ตัว ก็น่าจะต่อยอดได้ไม่แพ้กัน
ใบเตยคือหนึ่งในนั้นพืชที่อยู่คู่ครัวไทยมานาน ปลูกง่าย โตไว จนหลายคนมองว่าไม่มีมูลค่า แต่สำหรับคุณยุ้ย ความธรรมดานี้แหละคือสิ่งที่มีคุณค่า เพราะใบเตยคือกลิ่นอายความเป็นไทยชัดเจน ทั้งในขนม เครื่องดื่ม และอาหารหลายชนิด เพียงแค่ได้กลิ่น ก็รู้สึกถึงความเป็น “ไทย” ขึ้นมาทันที
จากความคิดนี้เอง ทำให้คุณยุ้ยเริ่มหยิบ “ใบเตย” มาเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างสรรค์เมนูภายใต้แบรนด์ La Veena และพัฒนาต่อยอดอย่างจริงจังในเชิงธุรกิจ จนนำไปสู่เส้นทางใหม่ของการยกระดับใบเตยให้มีคุณค่า
การที่เริ่มต้นจาก ‘เตย’ มาได้นั่นมาจากสิ่งที่คุณพ่อของคุณยุ้ยได้ทำการปลูกไว้ เป็นที่มาของ ‘ใบเตยของพ่อ’ นิยามกับใบเตยที่พ่อปลูกเอามาแปรรูปเป็นขนมเบเกอรี่ต่างๆ แต่เมื่อคุณพ่อประสบอุบัติเหตุทำให้คุณพ่อปลูกต่อไม่ได้ ตอนนั้นในใจของคุณยุ้ยก็เกือบเลิกไปแล้ว เนื่องจากเราไม่เคยปลูก ไม่รู้จะต้องดูแลยังไง
แต่ด้วยความตั้งใจและคำแนะนำจากคุณพ่อที่ยังคอยถ่ายทอดความรู้ ทำให้คุณยุ้ยตัดสินใจ “สานต่อ” สิ่งที่พ่อเริ่มต้นไว้ ค่อยๆ ศึกษา เริ่มขยายพันธุ์ และมองหาแนวทางทำงานร่วมกับเกษตรกรในจังหวัดพิจิตร ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก คุณยุ้ยก็มองหาเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี นำใบเตยไปปลูกในแปลงของพวกเขา และรับซื้อผลผลิตกลับมาเป็นวัตถุดิบในการผลิต เพื่อเป็นรายได้เสริมให้กับคนในชุมชน
ปัจจุบันจึงเกิดเป็นเครือข่าย ซึ่งตอนนี้มีอยู่ประมาณ 10 ราย และยังมีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้มาตรฐานอินทรีย์อย่างเป็นทางการ ล่าสุดมีการซื้อที่ดินเพิ่มอีก 4 ไร่ โดยตั้งใจพัฒนาให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ และจะกันพื้นที่ประมาณ 1 ไร่สำหรับปลูกใบเตยโดยเฉพาะ เพื่อเป็นทั้งฐานการผลิตและแหล่งเรียนรู้อนาคตของใบเตยไทยอย่างยั่งยืน
เตยเป็นพืชที่มีข้อดีสำคัญอย่างหนึ่ง คือปลูกเพียงครั้งเดียว แต่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ยาวนานถึง 10 ปี เมื่อมีการตัดใบออกไป ต้นก็จะค่อยๆ แตกหน่อใหม่ขึ้นมาทดแทนอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถตัดสลับเวียนกันไปได้โดยไม่ต้องปลูกใหม่อยู่ตลอด เท่ากับว่าเพียงการลงทุนครั้งเดียว ก็สามารถสร้างผลผลิตระยะยาวได้หลายปี โดยทั่วไปหลังการตัดในแต่ละครั้ง จะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ต้นเตยก็พร้อมแตกหน่อและให้ผลผลิตรอบใหม่อีกครั้ง ซึ่งเดือนหนึ่งโดยเฉลี่ยจะใช้เตยประมาณ 400-500 กิโลกรัมต่อเดือน

พืชธรรมดาในบ้านเรา…แต่ ‘ล้ำค่า’ ในสายตาต่างชาติ
ปัจจุบันแบรนด์ไม่ได้มองเพียงตลาดในประเทศเท่านั้น แต่กำลังขยายสู่ตลาดต่างประเทศด้วย จากการสำรวจตลาดพบว่า “ใบเตยจากไทย” ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากหลายประเทศไม่สามารถปลูกใบเตยที่มีกลิ่นหอมเทียบเท่าของไทยได้ โดยเฉพาะเมื่อสินค้าของเราเป็นธรรมชาติ 100% จึงช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น
ล่าสุดแบรนด์ได้รับการสนับสนุนจากโครงการสตาร์ทอัพของฮ่องกง ทำให้มีโอกาสทดลองตลาดจริง และผลตอบรับดีเกินคาด ขนมและเบเกอรี่รสใบเตยกลายเป็นกระแสฮิต ติดอันดับ Top 3 ในฮ่องกง ทั้งสังขยาใบเตย เค้กใบเตย และขนมปังใบเตย ซึ่งปัจจุบันใบเตยสดที่ส่งออกมีราคาสูงขึ้นหลายเท่า แต่ก็เผชิญปัญหาเรื่องคุณภาพ เพราะต้องผ่านกระบวนการฟรีซ ทำให้กลิ่นและสีค่อยๆ ลดลง ในขณะที่ใบเตยสดมีอายุคุณภาพเพียงประมาณ 3 วัน
เมื่อได้นำ “ผงใบเตยพรีเมียม” ไปให้ทดลองใช้ จึงได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะให้กลิ่นและรสชาติใกล้เคียงใบเตยสดถึงราว 80% และช่วยลดปัญหาเรื่องการเก็บรักษาได้อย่างสิ้นเชิง ทำให้เห็นชัดว่านี่คือโอกาสสำคัญในการรุกตลาดฮ่องกงและจีนในอนาคต
ปัจจุบันผู้คนทั่วโลกให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น อย่างตลาดจีนก็เห็นชัดว่ามีความสนใจ “สมุนไพรไทย” สูงมาก และเชื่อมั่นในมาตรฐานการปลูกของไทย โดยเฉพาะหากสามารถยกระดับสู่มาตรฐานออร์แกนิก ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการก้าวสู่ตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น เพราะไม่ใช่แค่ปลูกให้ปลอดภัย แต่ผู้บริโภคยังมองเห็น “คุณค่าที่แท้จริง” ของใบเตย ทั้งในแง่สรรพคุณช่วยบำรุงหัวใจ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด รวมถึงมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ยังคงอยู่ เป็นพืชธรรมดาที่ซ่อนคุณประโยชน์ไว้อย่างน่าทึ่ง

กุญแจสู่ตลาดโลก มาตรฐานไหนคือหัวใจของความเชื่อมั่น
เรื่องของ “มาตรฐาน” ถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการก้าวสู่ตลาดส่งออก คุณยุ้ยเล่าว่า ในปีนี้จึงกลับมาให้ความสำคัญกับการยกระดับโรงงานอย่างจริงจัง โดยกำลังดำเนินการขอมาตรฐาน GHP และ HACCP เพื่อยืนยันความปลอดภัยในทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่ต้นทางในแปลงปลูก การคัดเลือกใบเตย ไปจนถึงกระบวนการแปรรูปเป็นผงใบเตย ทุกอย่างต้องได้มาตรฐานและเชื่อถือได้
ส่วนเหตุผลที่เลือกพัฒนาเป็น “ผงใบเตยพรีเมียม” เริ่มจากแนวคิดว่า หากต้องการบุกตลาดต่างประเทศในวงกว้าง สินค้าควรมีคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการขนส่ง น้ำหนักเบา และใช้งานได้หลากหลาย เดิมทีมีกระบวนการทดลองผลิตหลายรูปแบบ ทั้งการทำขนมและผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ ก่อนจะมองเห็นศักยภาพว่า “ผงใบเตย” จะสามารถเป็นวัตถุดิบ (Ingredient) ที่เข้าไปอยู่ในอาหาร ขนม และเครื่องดื่มได้แทบทุกประเภท และยังเป็นการช่วยเกษตรกรในเครือข่ายได้จริง
การคัดเลือกสวนคู่ค้า ต้องเป็นสวนที่เรามั่นใจได้ว่าให้วัตถุดิบที่มีคุณภาพจริง ไม่ “ยัดไส้” ใบที่ไม่ได้มาตรฐานมาให้ เราจึงกำหนดมาตรฐานชัดเจนตั้งแต่ขั้นตอนการเก็บเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นอายุใบ ขนาด ความกว้าง รวมถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม พร้อมจัดทำเอกสาร SOP ให้สวนยึดตามข้อกำหนดเดียวกัน เมื่อเก็บเกี่ยวตามมาตรฐานที่กำหนด ก็ช่วยลดการสูญเสีย และมั่นใจได้ว่าใบเตยที่ส่งเข้ามาเป็นวัตถุดิบที่ดีที่สุดสำหรับการผลิต
สิ่งที่ทำให้ผงใบเตยของแบรนด์ “เตยย์” โดดเด่น คือกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยี Freeze Dry ที่ช่วยรักษาสี กลิ่น และคุณค่าของสารสำคัญให้ใกล้เคียงใบเตยสดมากที่สุด จนได้รับการรับรองเป็นแบรนด์แรกที่ อย. ให้ใช้คำว่า “ผงใบเตยพรีเมียม” จากผลทดสอบคุณภาพด้านกลิ่นและสีที่ใกล้เคียงใบเตยสดสูงถึง 80% พร้อมสารสำคัญอย่าง 2AP ซึ่งเป็นตัวให้ความหอม มีปริมาณสูงกว่าข้าวหอมมะลิถึง 10 เท่า (จากทั่วไปประมาณ 0.34 แต่ผลิตภัณฑ์ของเตยย์อยู่ที่ 4.8)
คุณยุ้ยมองว่า นี่ไม่ใช่แค่การทำสินค้าผงใบเตยเท่านั้น แต่คือการสร้างแบรนด์ที่แข็งแรง และสร้างมาตรฐานให้สมุนไพรไทยยืนหยัดได้บนเวทีโลก หากผงใบเตยสามารถเติบโตในตลาดต่างประเทศได้จริง ก็เป็นโอกาสสำคัญที่จะเปิดทางให้สมุนไพรไทยชนิดอื่นๆ ก้าวตามไปได้เช่นกัน นั่นหมายความว่าไม่เพียงช่วยเกษตรกรผู้ปลูกใบเตยเท่านั้น แต่ยังช่วยขับเคลื่อนพืชสมุนไพรไทยทั้งระบบในระยะยาวอีกด้วย

พลิกคุณค่าใบเตย! จากราคาหลักสิบ สู่สินค้าพรีเมียมหลักพันต่อกิโล
เดิมทีราคาใบเตยสดเคยอยู่ที่ราวกิโลกรัมละ 15-20 บาท แต่ปัจจุบันเมื่อรับซื้อจากเกษตรกรภายใต้มาตรฐานที่กำหนด ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 25-30 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือเป็นมูลค่าปกติของใบเตยสดในตลาดทั่วไป เมื่อใบเตยถูกนำมาแปรรูปและพัฒนาเป็น “ผงใบเตย” กลับสามารถเพิ่มมูลค่าได้สูงถึงกิโลกรัมละ 2,500 บาท ถือเป็นการยกระดับจากพืชธรรมดาไปสู่สินค้าพรีเมียมที่สร้างโอกาสใหม่ให้กับเกษตรกร
หลังจากเปิดตัวผลิตภัณฑ์ได้ไม่นาน ผลตอบรับถือว่าดีเกินคาด คุณยุ้ยเล่าว่า กระแสตอบรับจากลูกค้าเป็นแรงผลักดันสำคัญ จนตัดสินใจสร้างโรงงานผลิตของตัวเอง เดิมทีใช้รูปแบบการจ้าง OEM แต่เมื่อยอดสั่งซื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องรอคิวผลิตนานและไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้ทัน จึงตัดสินใจลงทุนตั้งโรงงานเพื่อควบคุมการผลิตให้มีประสิทธิภาพและเพียงพอต่อความต้องการ
ในปีหน้า ผลิตภัณฑ์ของ “เตยย์” เตรียมจะขยายช่องทางจัดจำหน่ายไปยังร้านสุขภาพและซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียม อาทิ Lemon Farm, Gourmet Market และ The Mall รวมถึงยังสามารถหาซื้อได้ที่คาเฟ่ La Veena ทั้ง 2 สาขา และคาเฟ่ดังในจังหวัดพิจิตรอย่าง Make Sense อีกด้วย

เปลี่ยนผลผลิตให้มีเรื่องเล่า เปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นเจ้าของแบรนด์
สำหรับ “แบรนด์” ไม่ได้หมายถึงแค่ชื่อหรือโลโก้เท่านั้น แต่คือการสื่อสารให้ผู้คนเห็นว่าเราตั้งใจจะส่งมอบคุณค่าอะไร และยืนอยู่บนจุดยืนแบบไหน ตัวอย่างเช่นแบรนด์ “เตยย์” ที่หยิบพืชธรรมดาอย่างใบเตย มาพัฒนาด้วยนวัตกรรมให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง แต่ยังคงเคารพธรรมชาติและรักษาเอกลักษณ์ความเป็นธรรมชาติเอาไว้
ทำให้ผู้บริโภคจดจำได้ทันทีว่า “เตยย์” คือผงใบเตยที่ให้ความรู้สึกธรรมชาติ ดีต่อสุขภาพ และดีต่อโลก การสร้างแบรนด์จึงเปรียบเสมือนการประกาศจุดยืน ว่าเราเป็นใคร เชื่อในอะไร และต้องการส่งต่อสิ่งใดให้ลูกค้า เมื่อผู้บริโภครับรู้ได้อย่างชัดเจน ก็ยิ่งจดจำแบรนด์ได้ง่ายขึ้น เชื่อมั่นมากขึ้น และทำให้การขายง่ายขึ้นตามไปด้วย
ในยุคที่ใครๆ ก็ปลูกพืชได้เหมือนกัน การสร้างแบรนด์จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ เพราะไม่ใช่แค่การ “ผลิต” เท่านั้น แต่คือการ “ส่งต่อเรื่องราวและคุณค่า” จากผลผลิตไปถึงผู้บริโภคอย่างมีความหมายจริงๆ

การทำการตลาดของคุณยุ้ย คือการพาแบรนด์ออกไป “ให้คนได้เห็นตัวจริง” ผ่านการเข้าร่วมและส่งผลงานเข้าประกวดในโครงการต่างๆ หนึ่งในเวทีสำคัญคือโครงการ ‘นิลมังกร’ ที่ช่วยเปิดโอกาสให้คนจำนวนมากรู้จักแบรนด์และศักยภาพของใบเตยไทยมากขึ้น แม้จะเป็นธุรกิจเล็กๆ จากจังหวัดพิจิตร แต่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ‘ของดี’ ไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ในเมืองใหญ่
อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญที่คุณยุ้ยอยากส่งต่อถึงผู้ประกอบการรายเล็ก คือความพยายามและความอดทนตลอดเส้นทางกว่า 7 ปี ที่ทุ่มเทพัฒนาสินค้าจนมาถึงจุดนี้ สิ่งที่ย้ำกับตัวเองมาเสมอคือ ‘สู้’ และไม่หยุดเดินต่อไป ที่สำคัญคืออย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับรายใหญ่ แต่ให้มองกลับมาที่ตัวเองว่าเรา ‘มีคุณค่าอะไร’ เราทำอะไรได้ดีที่สุด และมีทรัพยากรแค่ไหน จากนั้นให้ภูมิใจในสิ่งที่เรามี ตั้งใจพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อเราเชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเองและไม่หยุดพัฒนา เราก็จะสามารถก้าวไปได้ไกลกว่าที่คิด
สำหรับท่านที่สนใจอยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรืออยากเลือกชมผลิตภัณฑ์ สามารถติดตามและติดต่อได้ผ่านทาง Facebook Page : เตยย์ – ผงใบเตยพรีเมียมจากประเทศไทย | Thai Premium Pandan แหล่งรวมเรื่องราวของใบเตยและผลิตภัณฑ์คุณภาพ เพื่อใครที่อยากสัมผัสคุณค่าของสมุนไพรไทยในรูปแบบใหม่
