คำถามว่า “ทำเกษตรแล้วทำไมยังจน?” อาจไม่ใช่คำถามใหม่สำหรับประเทศไทย แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปกว่าราคาพืชผลในแต่ละฤดูกาล จะพบว่าปัญหาของเกษตรกรไทยอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า “ปลูกอะไรไม่เก่ง” หรือ “ขายไม่เป็น” เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ในระบบที่เกษตรกรต้องรับความเสี่ยงตั้งแต่ต้นน้ำ ขณะที่กำไรส่วนใหญ่กลับไหลไปอยู่ในช่วงกลางน้ำและปลายน้ำ
ดร.นุ่น – รัสรินทร์ ชินโชติธีรนันท์ CEO บริษัท ListenField จำกัด และคณะกรรมการสภาพัฒน์ฯ มองคำถามนี้จากตัวเลขและโครงสร้างของภาคการเกษตร และพบว่าคำว่า “เกษตรกรไทยยิ่งทำยิ่งจน” ไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึก เพราะเมื่อย้อนดูข้อมูลหนี้สินของเกษตรกรในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา พบว่าหนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่รายได้จากการทำเกษตรกลับไม่ได้เติบโตมากพอที่จะทำให้ชีวิตของเกษตรกรมีความมั่นคงขึ้น

“เกษตรกรไทยความเสี่ยงในการทำเกษตรสูงมาก แต่มาร์จิ้นที่ได้รับหรือกำไรที่ได้รับมันต่ำมาก แต่ในภาคส่วนอื่นตรงกลางน้ำ กลายเป็นว่าความเสี่ยงมันน้อยกว่า มาร์จิ้นมันสูงกว่า ยิ่งปลายทางปลายน้ำยิ่งความเสี่ยงน้อย มีมาร์จิ้นในเชิงกำไรสูงขึ้น จะเห็นได้ว่าในเชิงเกษตรกรเป็นคนที่รับความเสี่ยง”
ภาพนี้ทำให้เห็นชัดว่า คนที่ลงแรงปลูกกลับเป็นคนที่ต้องรับความเสี่ยงมากที่สุด ทั้งเรื่องฝนฟ้าอากาศ ราคาผลผลิต โรคและแมลง ต้นทุนปัจจัยการผลิต รวมถึงความไม่แน่นอนของตลาด ขณะที่เมื่อสินค้าเดินทางเข้าสู่ระบบแปรรูป การตลาด และการจำหน่าย ความเสี่ยงบางส่วนกลับลดลง แต่โอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มกลับสูงขึ้น
ปุ๋ยก็แพง น้ำก็เสี่ยง
แล้วไทยจะเป็นครัวโลกได้อย่างไร?
เมื่อมองย้อนกลับมาที่ต้นทุน ดร.นุ่น เล่าว่า สิ่งที่เกษตรกรควบคุมได้ยากคือปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ยและสารเคมี ซึ่งเป็นรายจ่ายก้อนสำคัญของการทำเกษตร และยังมีเรื่องของน้ำ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่สำคัญไม่แพ้กัน

ประเทศไทยมีระบบชลประทานที่สามารถส่งน้ำไปถึงพื้นที่เกษตรได้เพียงประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นั่นหมายความว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ที่เหลือต้องพึ่งพาน้ำฝนและสภาพอากาศในแต่ละปีเป็นหลัก หากฝนมาช้า ฝนทิ้งช่วง หรือเกิดภัยแล้ง ผลผลิตก็ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ต้นทุนที่ลงทุนไปแล้วไม่ได้ลดลงตาม
ปัญหาเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเกษตรกรรายคน หากแต่เป็นเรื่องของโครงสร้างที่ทำให้คนทำเกษตรต้องแบกรับความเสี่ยงจำนวนมาก ขณะที่มีพื้นที่ในการสร้างกำไรค่อนข้างจำกัด
ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ประเทศไทยพูดถึงเป้าหมาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” มาโดยตลอด แต่คำถามคือ ถ้าประเทศไทยจะเป็นครัวของโลกจริง คนที่ปลูกวัตถุดิบให้ครัวแห่งนี้จะต้องมีชีวิตเป็นอย่างไร
หนี้เพิ่ม-เสี่ยงสูง จุดเปลี่ยนเกษตรไทย
จากผลิตวัตถุดิบสู่สร้างมูลค่า
ดร.นุ่น มองว่า สิ่งที่พูดกันมานานกลับยังไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ เพราะเมื่อย้อนกลับมาดูที่ตัวเกษตรกร กลับพบว่าผลิตมากขึ้น หนี้สินก็เพิ่มขึ้นตาม ขณะที่โครงสร้างของภาครัฐยังไม่ได้เอื้อให้เกษตรกรสามารถสร้างมาร์จิ้นที่สูงขึ้น หรือมีระบบที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการทำเกษตรได้อย่างจริงจัง
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา การบริหารจัดการภาคเกษตรจำนวนมาก จึงเป็นลักษณะของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นการพักหนี้หรือการประกันราคา ซึ่งช่วยให้เกษตรกรผ่านสถานการณ์ในช่วงเวลานั้นไปได้ แต่ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างที่ทำให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำขึ้นมาอีก

“ประเทศไทยจะเป็นครัวโลกได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่สามารถคุมความเสี่ยงได้เลย ทั้งในเรื่องของสภาพอากาศ และในเรื่องของน้ำ เราไม่มีการพัฒนาให้ดินเรามีคุณภาพ เพราะดินเองก็ถือว่าเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้ผลผลิตคุณภาพดี เราก็ต้องไปใช้ในเรื่องของปุ๋ย ที่เราควบคุมซัพพลายไม่ได้ นำเข้าปุ๋ยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะนำมาใช้ผลิตอาหาร พอควบคุมปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ ทำให้เมื่อเกิดภัยสงคราม ราคาปุ๋ยก็ยิ่งสูงขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายเหล่านี้สูงขึ้นไปอีก”
ดังนั้น การจะพาประเทศไทยไปสู่การเป็นครัวโลก อาจต้องเปลี่ยนจากการคิดว่า “ผลิตให้ได้มากที่สุด” ไปสู่การคิดว่า “ผลิตอย่างไรให้ทั้งระบบมีมูลค่ามากขึ้น” เพราะการผลิตที่ดีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากไม่มีการแปรรูป ไม่มีการเพิ่มมูลค่า และไม่มีตลาดรองรับ สินค้าเกษตรก็ยังคงถูกขายในรูปแบบวัตถุดิบที่มีอำนาจต่อรองไม่มากนัก
เกษตรไทยจะรอด
ต้องคิดทั้งห่วงโซ่ ไม่ใช่แค่แก้หนี้
ดร.นุ่น กล่าวเสริมอีกว่า ที่ผ่านมาแม้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ช่องว่างสำคัญยังอยู่ที่การนำผลผลิตไปแปรรูป เพิ่มมูลค่า และเชื่อมต่อไปยังตลาดปลายทาง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้สินค้าเกษตรไทยสามารถแข่งขันได้จริงในระดับประเทศและระดับโลก
เมื่อเกิดปัญหา ระบบที่เข้ามาช่วยเกษตรกรจึงมักวนกลับไปที่การพักหนี้ การประกันราคา หรือมาตรการเยียวยา ซึ่งเป็นการทำให้ระบบเดินต่อได้ในระยะสั้น แต่ยังไม่ได้สร้างความแข็งแรงให้กับโครงสร้างในระยะยาว

“การที่จะส่งเสริมให้ภาคการเกษตรมีความเข้มแข็ง การมองภาคการเกษตรอาจต้องมองตลอดซัพพลายเชน จากที่เคยไปญี่ปุ่นมา การผลิตน้ำตาลของที่นั้น จะได้จากบีทรูท ซึ่งการผลิตน้ำตาลที่นั้นต่างจากไทย คือน้ำตาลของเราผลิตจากอ้อย ส่วนของญี่ปุ่นผลิตจากบรีทรูท ซึ่งสิ่งที่เขาต่างจากเราคือเขามองไปทั้งซัพพลายเชน เพื่อให้ทุกคนได้รับผลประโยชน์สูงสุด”
นี่จึงนำไปสู่คำถามว่า หากต้องการให้ภาคเกษตรไทยแข็งแรงจริง ใครควรเข้ามามีบทบาทบ้าง เพราะการแก้ปัญหาเกษตรกรไม่สามารถฝากไว้กับเกษตรกรเพียงฝ่ายเดียวได้ ทั้งภาคเอกชน รัฐบาล ผู้ประกอบการ ผู้ซื้อ ผู้แปรรูป และภาคเทคโนโลยี ล้วนต้องเข้ามาทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ
เป้าหมายจึงไม่ควรเป็นเพียงการทำให้เกษตรกร “มีอาชีพ” แต่ต้องทำให้การทำเกษตรสามารถสร้างรายได้ที่มากพอ จะเลี้ยงครอบครัวและลงทุนต่อได้ โดยไม่ใช่การทำเกษตรเพื่อรักษาวิถีชีวิตเพียงอย่างเดียว หรือทำไปเพื่อเพิ่มหนี้ทุกปี

เพราะเมื่อหนี้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้น การพึ่งพาภาครัฐก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และเมื่อระบบพึ่งพากันในลักษณะนี้มากขึ้น การพัฒนาและวิวัฒนาการของภาคเกษตรก็เกิดขึ้นได้ยาก ขณะเดียวกันภาคเอกชนเองก็ยังเข้ามามีบทบาทไม่มากพอ ที่จะสร้างกลไกความร่วมมือที่ทำให้ทั้งห่วงโซ่เติบโตไปพร้อมกัน
เกษตรไทยติดกับดัก ‘พื้นที่เล็ก’
ลงทุนเทคโนโลยีไม่คุ้ม รายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย
อีกเรื่องที่ ดร.นุ่น มองว่าสำคัญคือ ขนาดของการทำเกษตร เพราะเทคโนโลยี เครื่องจักร และระบบจัดการสมัยใหม่ล้วนต้องอาศัยการลงทุน หากเกษตรกรแต่ละรายมีพื้นที่ขนาดเล็กมาก การซื้อเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีมาใช้เพียงคนเดียวอาจไม่คุ้มกับต้นทุน
“การทำเกษตรกรที่ดี คือต้องมีในเรื่องของการลดความเสี่ยง หรือการกำหนดอีโคโนมีสเกล เพราะการที่จะทำให้มีสิ่งเหล่านี้ได้นั้น ก็ต้องมีเทคโนโลยีการสั่งของเครื่องจักรกลเข้ามา แต่ถ้าในประเทศยังมีในเรื่องของการใช้แรงงานเป็นหลัก ยังมีเครื่องจักรกลเข้ามา ทำให้ระบบเหล่านี้ก็จะทำได้ยาก เพราะพื้นที่การทำเกษตรของไทย ค่าเฉลี่ยต่อหัวยังถือว่าเล็กมาก เมื่อต้องมาลงทุนทั้งเทคโนโลยีและเครื่องจักรเองรายเดียว จะไม่คุ้มค่า”

ประเทศที่พัฒนาแล้วจึงไม่ได้หมายความว่า ทุกคนต้องมีพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่สิ่งสำคัญคือการบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพ เกษตรกรอาจมีจำนวนไม่มาก แต่ระบบการผลิตสามารถเชื่อมโยงกันจนเกิด “Economy of Scale” ทำให้การลงทุนในเครื่องจักร เทคโนโลยี และระบบจัดการมีความคุ้มค่ามากขึ้น
ขณะที่ถ้ามองกลับมาที่รายได้ของเกษตรกรไทย ตัวเลขก็ยังเป็นโจทย์ใหญ่ เพราะจากการวิเคราะห์ข้อมูลรายได้เฉลี่ย พบว่าเกษตรกรมีรายได้ประมาณ 200-250 บาทต่อวัน ซึ่งเมื่อเทียบกับกำไรที่เหลือจริงแล้ว ถือว่าน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ ขณะที่รายได้ที่เพิ่มขึ้นต่อปีอยู่ที่ประมาณ 9,000 บาท แต่รายจ่ายกลับเพิ่มขึ้นประมาณ 15,000 บาทต่อปี
เมื่อรายจ่ายเติบโตเร็วกว่ารายได้ สิ่งที่ตามมาจึงไม่ใช่ความมั่นคง แต่เป็นการขาดสภาพคล่อง หนี้สิน และสุดท้ายคือการรอความช่วยเหลือจากภาครัฐ
คำถามเรื่อง “พื้นที่เท่าไรถึงจะอยู่ได้” จึงน่าสนใจ เพราะ ดร.นุ่น เคยพูดคุยกับเกษตรกรญี่ปุ่นถึงเรื่องนี้ และได้คำตอบที่สะท้อนให้เห็นความแตกต่างของโครงสร้างการทำเกษตรอย่างชัดเจน
“จากที่เคยไปคุยกับเกษตรกรญี่ปุ่น ถามเขาว่าต้องมีพื้นที่ทำเกษตรเท่าไร ถึงจะมีรายได้ที่เพียงพอกับรายจ่าย เกษตรกรญี่ปุ่นบอกว่าต้องทำเกษตรอย่างน้อย 120 ไร่ จะช่วยทำให้มีผลผลิตที่เพียงพอกับรายจ่ายที่เกิดขึ้น และสามารถมีเงินพอที่จะลงทุนในเครื่องจักรกล รวมไปถึงเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อเป็นการลดต้นทุนในการบริการจัดการของเขาได้”

เทคโนโลยีต้องไปถึงเกษตรกร
เชื่อมต้นน้ำ-ปลายน้ำ สู่ตลาดที่ใช่
อย่างไรก็ตาม ปัญหาของไทยไม่ได้แปลว่าเกษตรกรทุกคนต้องขยายพื้นที่ไปถึง 120 ไร่ แต่โจทย์คือจะทำอย่างไรให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงเครื่องจักร เทคโนโลยี และตลาดได้โดยไม่ต้องลงทุนทุกอย่างด้วยตัวเอง ซึ่งอาจเป็นเรื่องของการรวมกลุ่ม การใช้เครื่องจักรร่วมกัน การสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการ หรือการออกแบบระบบบริการทางการเกษตรรูปแบบใหม่
เรื่องเทคโนโลยีก็เช่นกัน ดร.นุ่น เล่าว่า ทุกวันนี้เกษตรกรไทยเริ่มเปิดรับมากขึ้น เพราะสภาพแวดล้อมในการทำเกษตรไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จากการลงพื้นที่ทั่วประเทศ พบว่าเกษตรกรจำนวนมากเริ่มสนใจข้อมูล ที่จะช่วยให้พวกเขารู้ล่วงหน้าว่าฝนจะมาเมื่อไร ฝนจะทิ้งช่วงหรือไม่ หรือสภาพแวดล้อมในแปลงกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร

นี่เป็นสัญญาณสำคัญว่าเกษตรกรไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยี เพียงแต่เทคโนโลยีนั้นต้องตอบโจทย์ชีวิตและต้นทุนจริงของพวกเขา
เพราะเทคโนโลยีการเกษตรในยุคใหม่ไม่ควรถูกพูดถึงแค่เรื่อง “ปลูกอย่างไรให้ได้ผลผลิตมากขึ้น” แต่ต้องไปไกลกว่านั้นว่า เมื่อปลูกแล้วจะขายให้ใคร ราคาเท่าไร ใครคือผู้ซื้อ และจะทำอย่างไรให้ผลผลิตเดินทางจากต้นน้ำไปถึงปลายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น เทคโนโลยีที่เกษตรกรนำมาใช้ควรเชื่อมโยงกันทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ไปจนถึงผู้ประกอบการและภาครัฐ พร้อมกับการกระจายเทคโนโลยีให้เข้าถึงเกษตรกรมากขึ้น ไม่ใช่เพียงนำเทคโนโลยีไปทดลองในบางพื้นที่แล้วจบลง แต่ต้องทำให้เกิดการใช้งานจริงและใช้อย่างต่อเนื่อง
มีแผน แต่ไปไม่ถึงเป้า!
ถึงเวลาปลดล็อก โครงสร้างเกษตรไทย
ประเทศไทยเองมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งในมุมมองของ ดร.นุ่น ถือว่าเป็นแผนที่มีคุณภาพและหลายประเทศยังนำไปศึกษาเป็นตัวอย่าง แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ไม่มีแผน” หากอยู่ที่การนำแผนไปปฏิบัติจริง
เมื่อคนคิดแผนเป็นหน่วยงานหนึ่ง คนจัดสรรงบประมาณเป็นอีกหน่วยงานหนึ่ง ส่วนคนบริหารคือรัฐบาล และทุกอย่างต้องผ่านระบบราชการ การขับเคลื่อนจึงมักกลับไปสู่การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า มากกว่าการเดินไปตามภาพใหญ่ของประเทศที่ต้องการจะเป็นในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

เมื่อพูดถึงการพัฒนาประเทศ ดร.นุ่นมองว่าภาคเอกชนต้องมีบทบาทมากกว่านี้ เพราะอุตสาหกรรมใดก็ตามที่พึ่งพาภาครัฐมากเกินไป โอกาสที่จะเติบโตอย่างแข็งแรงก็จะลดลง ขณะที่อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่ต้องยอมรับคือเรื่องการทุจริต ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนประเทศที่ทุกฝ่ายมองเห็นร่วมกัน
“อุตสาหกรรมอะไรก็ตาม เมื่อต้องพึ่งพิงภาครัฐมากขึ้นเท่าไร มันก็ยิ่งไม่โตมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งอุตสาหกรรมที่จะโตได้ ต้องขับเคลื่อนด้วยภาคเอกชน และเรื่องใหญ่เลยสำหรับภาครัฐ คือเรื่องของการคอรัปชัน ถือเป็นปัญหาของการขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งทุกคนเห็นเหมือนกันหมด”
ท้ายที่สุดแล้ว คำถามว่า “ทำเกษตรทำไมยิ่งจน” จึงอาจไม่ได้มีคำตอบอยู่ที่ตัวเกษตรกรเพียงคนเดียว แต่ต้องย้อนกลับไปดูทั้งระบบ ตั้งแต่ดิน น้ำ ปุ๋ย เทคโนโลยี เครื่องจักร เงินทุน การผลิต การแปรรูป ตลาด ไปจนถึงนโยบายและโครงสร้างการบริหารประเทศ
ดันเกษตรเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ
ให้คนปลูกได้กำไรจากครัวโลก
สำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ที่กำลังจัดทำขึ้น ดร.นุ่นมองว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นควรเป็นฉันทามติร่วมกันของทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะการปฏิรูปภาครัฐ การจัดการปัญหาคอร์รัปชัน และการสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ เพราะสิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานที่จะทำให้กฎระเบียบต่างๆ เอื้อต่อการทำธุรกิจและการลงทุนมากขึ้น
และหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ควรถูกผลักดันอย่างจริงจังคือ “การเกษตรและการผลิตอาหาร” เพราะประเทศไทยมีต้นทุนสำคัญอยู่แล้ว ทั้งทรัพยากร ผู้ผลิต อุตสาหกรรมอาหาร และตลาด แต่โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไร ให้คนที่อยู่ต้นน้ำไม่ได้เป็นเพียงคนรับความเสี่ยง ขณะที่คนปลายน้ำเป็นฝ่ายรับมูลค่า

หากประเทศไทยต้องการเป็น “ครัวโลก” อย่างแท้จริง เกษตรกรจึงไม่ควรเป็นเพียงคนปลูกอาหารให้โลก แต่ต้องเป็นหนึ่งในคนที่ได้รับประโยชน์จากมูลค่าของอาหารที่ตัวเองผลิตด้วย
เพราะการทำเกษตรที่ยั่งยืนในวันนี้ อาจไม่ใช่แค่การปลูกให้ได้ผลผลิตมากที่สุด แต่คือการทำให้ รายรับมากกว่ารายจ่าย ลดความเสี่ยง มีเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ มีตลาดที่แน่นอน และมีระบบที่ทำให้คนทั้งห่วงโซ่เติบโตไปพร้อมกัน
เมื่อถึงวันนั้น คำถามว่า “ทำเกษตรทำไมยิ่งจน”
อาจค่อยๆ เปลี่ยนเป็นคำถามใหม่ว่า
“ทำอย่างไรให้การเกษตรกลายเป็นธุรกิจที่คนรุ่นใหม่อยากเข้ามาทำ และทำแล้วมีอนาคต”
เรียบเรียง : สุรเดช สดคมขำ
สามารถติดตามคลิปสัมภาษณ์เต็มได้ที่ https://youtu.be/dl-TTiWSyGo
