เมื่อ 10 ปีก่อน ใครพูดว่าจะ “ลงทุนในธรรมชาติ” คนส่วนใหญ่คงนึกภาพไม่ออกว่าหมายความว่าอะไร แต่วันนี้ภาพนั้นชัดเจนมากขึ้นทุกวัน และมีตัวเลขพิสูจน์ให้เห็น
งานวิจัยล่าสุดจาก Forest Trends และ The Nature Conservancy เผยว่าเม็ดเงินลงทุนภาคเอกชนที่ไหลเข้าสู่โครงการจัดการและฟื้นฟูธรรมชาติทั่วโลกพุ่งสูงถึง 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5 แสนล้านบาท) ในปี 2568 เพิ่มขึ้นประมาณ 5 เท่าจากระดับ 2,800 ล้านดอลลาร์ที่บันทึกไว้ในปี 2559
ตัวเลขนี้บอกอะไรกับเกษตรกรและคนทำงานด้านสิ่งแวดล้อมในไทย? คำตอบคือ โลกกำลังให้ราคากับ “ธรรมชาติ” อย่างจริงจัง และประเทศที่พร้อมก่อนจะได้เปรียบมากที่สุด
ย้อนกลับไปช่วงปี 2559–2563 การลงทุนเพื่อความยั่งยืนในภาคเกษตรกรรมกินสัดส่วนถึง 68% ของเม็ดเงินลงทุนด้านธรรมชาติทั้งหมด แต่ตัวเลขในปี 2567–2568 ลดลงมาเหลือเพียง 36%
ฟังดูน่าตกใจ แต่ความจริงคือ เกษตรยั่งยืนไม่ได้หดตัว มูลค่าการลงทุนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพียงแต่ “พายทั้งก้อนโตขึ้นเร็วกว่า” เพราะมีหมวดการลงทุนใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย
นั่นแปลว่านักลงทุนทั่วโลกไม่ได้มองแค่เกษตรกรรมอีกต่อไป แต่มองไปถึงการฟื้นฟูป่า การสร้างพื้นที่ชุ่มน้ำ ระบบนิเวศที่หลากหลาย และตลาดคาร์บอนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
4 แนวโน้มที่น่าจับตา
1. “การฟื้นฟูระบบนิเวศ” กลายเป็นสินทรัพย์ที่กองทุนบำเหน็จบำนาญสนใจ
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดในทศวรรษนี้ไม่ใช่ตัวเลข แต่คือ ประเภทนักลงทุนที่เข้ามา
ในปี 2559 มีกองทุนบำเหน็จบำนาญสาธารณะในสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียวที่ลงทุนในโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศ แต่ปัจจุบันบริษัท Ecosystem Investment Partners (EIP) มีกองทุนบำเหน็จบำนาญอย่างน้อย 10 แห่งเข้าร่วมลงทุนในห้ากองทุนของบริษัท
ทำไมถึงสำคัญ? เพราะกองทุนบำเหน็จบำนาญไม่ได้ลงทุนด้วยแรงจูงใจด้านสิ่งแวดล้อม แต่ลงทุนเพราะคิดว่า “มันปลอดภัยและให้ผลตอบแทนที่มั่นคง” นั่นคือสัญญาณว่าการลงทุนในธรรมชาติกำลังกลายเป็นสินทรัพย์กระแสหลัก ไม่ใช่แค่เรื่องของคนรักสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป
2. ปลูกป่าอย่างไรให้ได้ทั้ง “รายได้” และ “ธรรมชาติ” โมเดลลงทุนระดับพันล้านดอลลาร์ฯ ในละตินอเมริกา
ในเดือนเมษายน 2569 กองทุน Timberland Investment Group ของ BTG Pactual ระดมทุนได้ 1,240 ล้านดอลลาร์ (ราว 4.4 หมื่นล้านบาท) เพื่อลงทุนในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมในลาตินอเมริกา โดยครึ่งหนึ่งของพื้นที่ประมาณ 133,500 เฮกตาร์ถูกกำหนดให้ปลูกป่าทดแทนด้วยพืชพื้นเมืองและอนุรักษ์ไว้ ขณะที่อีกครึ่งหนึ่งใช้เพื่อการค้าไม้แบบยั่งยืน โดยมีรายได้คาดหวังจากทั้งการขายไม้ที่ได้มาตรฐาน FSC และคาร์บอนเครดิต
โมเดลนี้น่าสนใจมากสำหรับไทย เพราะมันไม่ได้เลือกระหว่าง “อนุรักษ์” กับ “สร้างรายได้” แต่ทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน
3. เกษตรกรรมฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเกษตรทั่วไป
เกษตรกรรมฟื้นฟูให้ผลตอบแทนรายได้สูงกว่าเกษตรกรรมทั่วไปถึง 2–3% แม้ยังไม่นับรวมรายได้พิเศษจากโปรแกรมสนับสนุนเกษตรฟื้นฟูต่างๆ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าวิธีการเกษตรฟื้นฟูสามารถเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนปัจจัยการผลิตในระยะกลางถึงยาว และทำผลงานได้ดีกว่าเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมในช่วงภัยแล้งและสภาพอากาศสุดขั้ว
พูดง่ายๆ คือ เกษตรฟื้นฟูไม่ได้แค่ดีต่อโลก แต่ ดีต่อกระเป๋าเงินเกษตรกรด้วย โดยเฉพาะในยุคที่สภาพอากาศแปรปรวนมากขึ้นทุกปี
4. ตลาดคาร์บอนเครดิตกำลังจะเข้าสู่ยุคบังคับใช้จริง
โครงการ CORSIA ซึ่งเป็นระบบชดเชยคาร์บอนสำหรับอุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศ จะเข้าสู่ระยะบังคับใช้อย่างเป็นทางการในปี 2570 ซึ่งจะเพิ่มความต้องการคาร์บอนเครดิตอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่บริษัทที่ลงนามในกรอบ Science Based Targets Initiative (SBTI) จะต้องซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซที่เหลืออยู่ภายในปี 2578
ความต้องการกำลังจะพุ่งสูง แต่อุปทานของคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงกลับมีน้อยมาก นั่นคือโอกาสของเกษตรกรและผู้จัดการป่าไม้ที่พร้อมก่อนใคร
การลงทุนในธรรมชาติครอบคลุมพื้นที่แล้วอย่างน้อย 105 ล้านเฮกตาร์ ซึ่งเทียบเท่ากับพื้นที่ประเทศสเปนสองเท่า โดยมีเงินทุนอีกกว่า 183,500 ล้านดอลลาร์ที่กำหนดจะนำไปลงทุนภายในปี 2571
และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือขนาดของดีลที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จำนวนดีลที่นำโดยนักลงทุนสถาบันเพิ่มขึ้นสามเท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และมูลค่าเฉลี่ยต่อดีลเพิ่มจาก 70 ล้านดอลลาร์ในปี 2560 เป็น 167 ล้านดอลลาร์ในปี 2568
มีความหมายอะไรกับไทย?
รายงานฉบับนี้ไม่ได้พูดถึงประเทศไทยโดยตรง แต่สัญญาณที่ปรากฏในข้อมูลโลกบ่งชี้ชัดว่า ประเทศที่มีฐานทรัพยากรธรรมชาติและภาคเกษตรขนาดใหญ่อย่างไทย มีโอกาสที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนประเภทนี้ได้ ถ้าเตรียมพร้อมในเรื่องสำคัญ 3 ด้าน คือ
- มาตรฐานที่ตรวจสอบได้ นักลงทุนต้องการ Traceability และข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่าเงินไปฟื้นฟูอะไรได้จริงแค่ไหน
- กลไกตลาดคาร์บอนที่ชัดเจน เกษตรกรและผู้จัดการป่าไม้ที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้จริงต้องมีช่องทางขาย “คาร์บอนเครดิต” ที่โปร่งใสและเป็นธรรม
- การสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงโมเดลเกษตรฟื้นฟูได้จริง ไม่ใช่แค่บริษัทใหญ่เท่านั้นที่ได้ประโยชน์
โลกกำลังให้ราคากับ “ธรรมชาติ” ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน คำถามที่เหลืออยู่ไม่ใช่ว่าควรทำหรือเปล่า แต่คือ ไทยจะเตรียมตัวให้ทันหรือไม่
ที่มา: World Economic Forum / Forest Trends & The Nature Conservancy, State of Private Investment in Nature 2026 เผยแพร่ครั้งแรก: 5 สิงหาคม 2569
