กระแส “ใบโอบะ” มาแรง หลังจากเทคโนโลยีชาวบ้านนำเสนอเรื่องราวของพืชชนิดนี้ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน จนมีผู้อ่านให้ความสนใจจำนวนมาก
ทีมงานก็ไม่รอช้าในการเสาะหาต้นแบบเกษตรกรที่ปลูกใบโอบะจนสร้างฐานะมานานกว่า 20 ปี ซึ่งพิกัดก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ นี่เอง
คุณชาลี คำรักษ์ เกษตรกรผู้ปลูกใบโอบะ อยู่ที่จังหวัดปทุมธานี โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการเป็นเกษตรกรปลูกพืชผักสวนครัวและผลไม้มาก่อนจนวันหนึ่งมีเพื่อนมาแนะนำว่ามีลูกค้าไต้หวันสนใจใบโอบะ “จากจุดเริ่มต้นที่ทดลองปลูกแค่ 100 ต้น ก็ค่อยๆ ขยายพื้นที่จนปัจจุบันครอบคลุมกว่า 30 ไร่ เพื่อวางระบบปลูกหมุนเวียนให้มีผลผลิตป้อนตลาดได้ตลอดทั้งปี ต่อเนื่องยาวนานมากว่า 20 ปีแล้ว”
พี่ชาลีเล่าว่า ใบโอบะ เป็นพืชล้มลุกที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อก่อนคนไทยอาจจะยังไม่รู้จักกันแพร่หลายนัก แต่ในปัจจุบันวัฒนธรรมการกินในบ้านเรามีความหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารญี่ปุ่นที่เข้ามามีบทบาทอย่างมาก
อาชีพการปลูกใบโอบะในประเทศไทยจึงเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีเพิ่มขึ้น และยังขยายตัวไปถึงตลาดต่างประเทศ โดยเป็นการปลูกส่งให้กับโรงงานแปรรูป เพื่อนำใบโอบะไปห่อกับวัตถุดิบต่างๆ เช่น หมู ไก่ หรือลูกชิ้น เพื่อส่งออกกลับไปยังประเทศญี่ปุ่นอีกทีหนึ่ง

จากต้นกล้า 100 ต้น
สู่ฟาร์มใหญ่ระดับ 30 ไร่
พี่ชาลีเล่าว่า เส้นทางการปลูกใบโอบะของเขานั้นเริ่มต้นจากที่เพื่อนแนะนำให้ปลูก ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่รู้จักหรอกว่าใบโอบะคืออะไร ชื่อก็แปลกๆ ฟังแล้วไม่เหมือนพืชผักสวนครัวทั่วไปที่เคยปลูกกันมา แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจทดลองปลูกเพราะในขณะนั้นตลาดไต้หวันกำลังมีความต้องการ และที่สำคัญคือขายได้ราคาดีกว่าพืชผักผลไม้ไทยอีกหลายชนิด
จึงเริ่มศึกษาหาความรู้พร้อมกับลองผิดลองถูก มาตั้งแต่ราวปี 2547-2548 โดยในปีแรกๆ จะเริ่มนำเมล็ดเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น มาทดลองปลูกก่อน 100 เมล็ด ผลผลิตที่ได้มีดีมีเสียบ้างก็ค่อยๆ ปรับวิธีการไปเรื่อยๆ จนเมื่อผลผลิตเริ่มเข้าที่และได้คุณภาพ ก็เริ่มเก็บใบโอบะส่งเป็นตัวอย่างให้ผู้ซื้อดู เมื่อผู้ซื้อพอใจในคุณภาพจึงตกลงซื้อขายกัน จากนั้นที่สวนก็เริ่มขยายแปลงปลูกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกใบโอบะรวมทั้งหมดกว่า 30 ไร่

สำหรับข้อดีของใบโอบะที่ทำให้สวนของเขาปลูกมาจนถึงทุกวันนี้ หลักๆ คือเรื่องของราคาที่จูงใจ ขายได้ราคาดี และมีการประกันราคาก่อนปลูก โดยรูปแบบการขายสามารถขายได้ทั้งแบบนับใบขายหรือขายเป็นกิโลกรัมก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่าก่อนจะลงมือปลูก เกษตรกรควรหาตลาดรองรับให้ชัดเจนก่อน เพราะกลุ่มผู้บริโภคในไทยยังถือเป็นส่วนน้อย ส่วนในเรื่องของการปลูกนั้นมองว่าไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากจนเกินไปสำหรับฝีมือเกษตรกรไทย เพียงแค่เราต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้ทันตามสภาพภูมิอากาศในแต่ละฤดูกาลเท่านั้น
เทคนิคการปลูกใบโอบะ
ให้เป็นที่ต้องการของตลาด
ใบโอบะ เป็นพืชที่สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ในพื้นที่ดินร่วนซุยและน้ำไม่ท่วมขัง ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีแดดรำไร แสงประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น พื้นที่ปลูกต้องทำโรงเรือนที่พรางแสง แต่อากาศภายในต้องถ่ายเทสะดวก
“ขั้นแรกเราก็ต้องศึกษาธรรมชาติของพืชที่จะปลูกก่อนว่าเหมาะกับดินแบบไหน น้ำแบบไหน ชอบอากาศแบบไหน แล้วเราค่อยมาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพแวดล้อมบ้านเรา โดยธรรมชาติของใบโอบะ จะชอบดินร่วน ระบายน้ำได้ดี ชอบชื้นแต่ไม่ชอบแฉะ อย่างดินที่ปทุมธานีก็ไม่ได้เหมาะสมในการปลูก 100 เปอร์เซ็นต์ เราก็ต้องมาปรุงดินปลูกใหม่ เพื่อให้การระบายน้ำได้ดี ส่วนเรื่องอากาศที่ไทยไม่ได้เป็นปัญหาของการปลูก เพียงแค่เราต้องปรับการดูแลให้เหมาะสมกับฤดูกาลเท่านั้น”
เทคนิคการปรุงดิน จะเน้นการเพิ่มอินทรียวัตถุ โดยใช้มูลวัวเป็นหลัก เริ่มต้นจากการไถตากดินทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์เพื่อฆ่าเชื้อในดิน จากนั้นจึงนำปุ๋ยคอก เช่น มูลวัว หรือมูลไก่แกลบ มาโรยให้ทั่วและพรวนดินก่อนปลูก เพื่อช่วยให้ดินร่วนซุยขึ้น
เนื่องจากสภาพดินในแถบปทุมธานีค่อนข้างเป็นดินร่วนปนเหนียว เราจึงต้องใช้เครื่องมือสำคัญอย่างอินทรียวัตถุเข้าไปช่วย เพื่อให้ดินระบายน้ำได้ดียิ่งขึ้น โดยจะใช้ปริมาณปุ๋ยประมาณ 100 กระสอบต่อไร่
การเตรียมโรงเรือน หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องเสียเงินสร้างโรงเรือนแบบจริงจังเหมือนกับการปลูกเมลอน แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย คำว่าโรงเรือนในการปลูกใบโอบะของที่นี่ คือการกางซาแรนเพื่อพรางแสงประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงหน้าร้อน หรือในช่วงหน้าฝนก็แค่มีพลาสติกกางไว้เพื่อกันหยดน้ำฝนไม่ให้ตกลงกระทบใบโดยตรงเพียงเท่านั้น
วิธีการเพาะกล้า ในส่วนของการเพาะกล้า เราเลือกใช้พีทมอสเป็นวัสดุปลูก โดยเมล็ดพันธุ์ที่ใช้เป็นเมล็ดนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น เริ่มจากการโรยเมล็ดพันธุ์ในกระจาดที่มีรูระบายน้ำทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน จากนั้นจึงค่อยย้ายลงมาเพาะในถาดหลุมต่ออีกประมาณ 20 วัน จนต้นกล้าแข็งแรงพอที่จะย้ายลงแปลงปลูกได้
สำหรับการเว้นระยะปลูกนั้นจะขึ้นอยู่กับฤดูกาลเป็นหลัก หากเป็นหน้าฝนจะปลูกให้มีระยะห่างหน่อย เพื่อป้องกันการหมักหมมของเชื้อโรคและช่วยให้ระบายอากาศได้ดี โดยสรุปแล้วจะใช้ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 50 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร

การดูแลรดน้ำ จะเริ่มรดน้ำตั้งแต่หลังย้ายกล้าไปจนถึงช่วงเก็บเกี่ยว โดยจะให้น้ำเป็นประจำทุกวัน วันละ 1 ครั้ง ในช่วงเช้าหรือเย็น ผ่านระบบน้ำมินิสปริงเกลอร์ เปิดนานครั้งละประมาณ 10-15 นาที หรือให้คอยสังเกตที่ความชื้นของดินเป็นหลัก
การบำรุงใส่ปุ๋ย จะใส่ปุ๋ยทุกๆ 10 วันครั้ง โดยสูตรปุ๋ยที่ให้จะไม่ได้ระบุแน่นอน เพราะต้องเน้นการสังเกตอาการของพืชเป็นหลัก มีการปรับสูตรปุ๋ยเคมีไปตามความเหมาะสม ปริมาณการใส่จะอยู่ที่ประมาณ 1 ช้อนแกงต่อต้น
นอกจากนี้ ยังมีการบำรุงด้วยอาหารเสริมทางใบ ทั้งธาตุอาหารรองและธาตุอาหารรวม โดยจะเริ่มฉีดพ่นไปเรื่อยๆ ตามลักษณะของใบ หรือเริ่มฉีดในช่วงหลังย้ายกล้าเมื่อต้นมีอายุได้ประมาณ 20 วัน
การป้องกันและกำจัดโรคและแมลงสัตรูพืช ต้องยอมรับว่าใบโอบะเป็นพืชที่ค่อนข้างอ่อนแอ โรคและแมลงจะเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าพืชผักพื้นบ้านเรามาก มีแมลงรบกวนค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นหนอน เพลี้ยไฟ หรือไรแดง
ในเบื้องต้นที่สวนเราจะใช้สารชีวภัณฑ์อย่าง “น้ำส้มควันไม้” เข้ามาช่วยในการป้องกันเป็นหลัก แต่หากช่วงไหนมีการระบาดหนักจริงๆ ก็อาจจะต้องมีการใช้สารเคมีเข้ามาช่วยบ้างนานๆ ครั้ง เพื่อควบคุมสถานการณ์
การเก็บเกี่ยวผลผลิต หลังจากการย้ายกล้าลงแปลงปลูก จะใช้เวลาประมาณ 50 วัน ก็สามารถเริ่มเก็บเกี่ยวใบได้แล้ว ซึ่งข้อดีคือเราปลูกแค่ครั้งเดียวแต่สามารถเก็บผลผลิตต่อเนื่องได้นานถึง 3 เดือน และเก็บเกี่ยวได้ทุกวัน โดยที่สวนจะเน้นเก็บตามออร์เดอร์ที่ลูกค้าสั่งเป็นหลัก ซึ่งในแต่ละวันปริมาณความต้องการของออร์เดอร์อาจจะมีมากน้อยสลับกันไป
หาตลาดก่อนปลูก
อนาคตสดใสแน่นอน
พี่ชาลีบอกว่า ตลาดของใบโอบะของที่สวนหลักๆ จะมาจากกลุ่มร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย และโรงงานแปรรูปเพื่อส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสาเหตุที่เราส่งออกได้ดีเพราะทางญี่ปุ่นเองแม้จะปลูกได้ แต่เขายังขาดวัตถุดิบประกอบอื่นๆ ในการแปรรูป เช่น เนื้อสัตว์คุณภาพดีจากบ้านเรา เขาจึงนำใบโอบะไปห่อไก่ทอดหรือห่อลูกชิ้นแล้วส่งเข้าโรงงาน ซึ่งในส่วนนี้เราจะส่งเป็นรายเดือน

โดยมาตรฐานใบโอบะที่ตลาดต้องการคือ ใบต้องสวย สมบูรณ์ ไม่มีจุด ไม่มีรู และได้ขนาดตามที่ลูกค้ากำหนด ซึ่งถ้าเราทำคุณภาพได้ถึง ตลาดนี้จะไปได้เรื่อยๆ เพราะเป็นกลุ่มเฉพาะที่ต้องใช้งานเป็นประจำ
ส่วนสาเหตุที่ยังไม่ค่อยมีคนกล้าเข้ามาปลูกพืชชนิดนี้ เป็นเพราะเรื่องตลาด คือหัวใจสำคัญที่สุด ถ้าเราปลูกโดยที่ไม่มีตลาดรองรับก็ถือว่าจบเลย เพราะคนทั่วไปในบ้านเรายังบริโภคกันน้อยอยู่ แต่ถ้าใครปลูกได้และหาตลาดเป็น ผมมองว่าเป็นพืชที่น่าสนใจมาก อย่างตัวผมเองปลูกมา 20 กว่าปี มีตลาดรองรับตลอดและได้ราคาดีมาโดยตลอด เพราะเรายึดหลักการผลิตของที่มีคุณภาพและมีสินค้าส่งให้ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องตามที่เขาต้องการ
สำหรับเกษตรกรท่านใดที่สนใจสั่งซื้อผลผลิต หรือมีความสนใจอยากจะเริ่มต้นปลูกใบโอบะ สามารถติดต่อสอบถามหรือขอรับคำปรึกษาจากพี่ชาลีได้โดยตรงที่เฟซบุ๊ก: ชาลี คำรักษ์ หรือโทร. 089-772-2531

