ท่ามกลางกระแสการพูดถึงความมั่นคงทางอาหารและเกษตรยั่งยืน “เมล็ดพันธุ์” คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของระบบอาหารทั้งหมด แต่มีคนไม่มากนักที่รู้ว่า เบื้องหลังเมล็ดเล็กๆ ที่เกษตรกรนำไปปลูก คืออาชีพเฉพาะทางอย่าง “นักเก็บเมล็ดพันธุ์” ผู้ทำหน้าที่รักษา คัดเลือก และส่งต่อพันธุกรรมพืชให้คงอยู่ต่อไป
วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะพาทุกคนไปรู้จัก คุณกอล์ฟ–จงกล พารา นักเก็บเมล็ดพันธุ์ ที่ไม่ใช่เพียงแค่การเก็บเมล็ดจากพืชแล้วนำไปขาย แต่เป็นงานที่ต้องอาศัย ความรู้ ความเข้าใจ และความละเอียดรอบคอบ ตั้งแต่กระบวนการปลูก คัดเลือกต้นแม่พันธุ์ ไปจนถึงการเก็บรักษาเมล็ดให้คงคุณภาพสูงสุด
อาชีพนี้อาจไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่กลับมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และยังสามารถสร้างรายได้สูงถึง หลักหมื่นบาทต่อกิโลกรัม สำหรับเมล็ดพันธุ์บางชนิดที่มีคุณภาพและความต้องการโดยเฉพาะ

คุณกอล์ฟ–จงกล พารา เล่าย้อนถึงเส้นทางการทำงานในอดีตว่า ก่อนจะก้าวมาจับงานด้านเกษตรเคยทำงานเป็นเอ็นจีโอในบทบาทของนักพัฒนา ที่มุ่งขับเคลื่อนประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภคควบคู่ไปกับการทำเกษตรในชีวิตประจำวัน
ในช่วงเวลานั้น คุณกอล์ฟมีโอกาสทำงานร่วมกับเยาวชนระดับมัธยมศึกษาในเขตเทศบาลประมาณ 5–6 โรงเรียน โดยชวนกันตั้งคำถามง่ายๆ แต่สำคัญต่อสุขภาพของทุกคน นั่นคือ“ผักที่เราซื้อจากตลาดทั่วไป ปลอดภัยจริงหรือไม่” จึงมีการสุ่มนำผักจากตลาดมาทำการตรวจสอบสารเคมีตกค้าง
ผลลัพธ์ที่ได้กลับน่าตกใจไม่น้อย เพราะพบว่าผักจำนวนมากมีสารเคมีปนเปื้อน แม้กระทั่งผักพื้นบ้านที่หลายคนเชื่อกันว่าไม่น่าจะมีสารเคมีหลงเหลืออยู่ การค้นพบครั้งนั้นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ที่ทำให้คุณกอล์ฟหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องเมล็ดพันธุ์ ความปลอดภัยของอาหาร และระบบเกษตรที่ยั่งยืน
ในช่วงเวลานั้น คุณกอล์ฟกำลังเผชิญกับบทบาทใหม่ในชีวิต เมื่อมีลูกน้อยแรกเกิดที่มีน้ำหนักเพียง 1.4 กิโลกว่าๆ ความห่วงใยในฐานะแม่ทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามสำคัญว่า จะทำอย่างไรให้ลูกเติบโตท่ามกลางอาหารที่ปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง ความกังวลเรื่องสุขภาพของลูก ประกอบกับสุขภาพของตนเองที่ไม่แข็งแรงนัก จึงกลายเป็นแรงผลักดันให้คุณกอล์ฟตัดสินใจครั้งใหญ่ ลาออกจากงานประจำ และหันกลับมาปลูกผักกินเองอย่างจริงจัง

คุณกอล์ฟเลือกใช้ “เกษตรบำบัด” เป็นทั้งแนวทางการดูแลสุขภาพและการเยียวยาชีวิต เริ่มจากการซื้อที่ดินและปลูกผักด้วยตัวเอง จากผักไม่กี่แปลงเพื่อบริโภคในครัวเรือน ค่อยๆ กลายเป็นพื้นที่ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในแง่สุขภาพของเขาเองและลูกน้อย เมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้น อาหารที่ปลูกเองก็กลายเป็นคำตอบที่จับต้องได้ของความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน
ต่อมา พื้นที่เล็กๆ แห่งนี้เริ่มเป็นที่สนใจของหน่วยงานราชการและคนเมืองที่แวะเข้ามาเยี่ยมชม เพราะได้เห็นตัวอย่างการปลูกผักในพื้นที่จำกัด แต่ให้ผลผลิตที่งอกงามและมีคุณภาพ ไม่เพียงสะท้อนถึงผลผลิตที่ดีเท่านั้น หากยังสะท้อนถึงผลลัพธ์ด้านสุขภาพอย่างชัดเจน จนเกิดแนวคิดว่า พื้นที่แห่งนี้น่าจะพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ให้คนเมืองได้เข้ามาศึกษาและนำไปปรับใช้ในชีวิตจริง จึงเกิดเป็น “ศูนย์เรียนรู้สวนผักคนเมือง” ในเวลาต่อมา
ในช่วงเดียวกันนั้น คุณกอล์ฟยังเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ซึ่งมีการรวมกลุ่มของเกษตรกรที่มุ่งทำเกษตรยั่งยืนจากหลายจังหวัด โดยได้รับการสนับสนุนทางวิชาการจากอาจารย์ฉันทนา แห่งมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผู้ทำงานด้านเมล็ดพันธุ์ เครือข่ายนี้ประกอบด้วยสมาชิกจากจังหวัดร้อยเอ็ด สุรินทร์ ขอนแก่น มหาสารคาม และกาฬสินธุ์ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเครือข่ายจึงไม่เพียงต่อยอดองค์ความรู้ด้านเกษตรทางเลือก แต่ยังช่วยหล่อหลอมแนวคิดเรื่องความมั่นคงทางอาหารและการพึ่งพาตนเอง

อะไรคือที่มาที่ไปหันมา ‘เก็บเมล็ดพันธุ์’ ไว้ปลูกและจำหน่าย
คุณกอล์ฟเล่าว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้หันมาให้ความสำคัญกับ “การเก็บเมล็ดพันธุ์” อย่างจริงจัง เกิดจากการศึกษาเรื่องระบบเกษตรในเชิงลึก จนพบว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เกษตรกรจำนวนมากคุ้นชินกับการซื้อเมล็ดพันธุ์จากซองเป็นหลัก แตกต่างจากภาพจำในวัยเด็กที่ยังชัดเจน เมื่อเห็นแม่ น้า และป้า เลือกต้นพืชที่แข็งแรง สมบูรณ์ และให้ผลดี ก่อนเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อในฤดูกาลถัดไป วิถีเรียบง่ายเช่นนี้เคยเป็นเรื่องปกติของชุมชนเกษตรในอดีต
เมื่อได้เรียนรู้โครงสร้างของระบบเกษตรผ่านเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกและเวทีของมูลนิธิต่างๆ แนวคิดเรื่อง “อธิปไตยทางอาหาร” จึงค่อยๆ ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะจากการอบรมของอาจารย์ฉันทนา แห่งมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่ชี้ให้เห็นว่า เมล็ดพันธุ์ไม่ใช่เพียงจุดเริ่มต้นของการปลูกพืช แต่เป็นหัวใจของห่วงโซ่อาหารทั้งหมด หากเกษตรกรไม่มีเมล็ดพันธุ์เป็นของตนเอง และต้องพึ่งพาการซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง ย่อมหมายถึงการขาดความมั่นคงในระยะยาว
ด้วยเหตุนี้ คุณกอล์ฟจึงเลือกเส้นทางการพึ่งพาตนเอง และตั้งใจเป็นหนึ่งในผู้สร้างความมั่นคงทางอาหาร แม้ในปัจจุบันจะมีผู้เก็บเมล็ดพันธุ์น้อยลง เพราะความสะดวกสบายของการหาซื้อได้ง่าย ทั้งจากร้านค้าและช่องทางออนไลน์
โดยเฉพาะในระบบเกษตรอินทรีย์ ปัญหานี้ยิ่งเห็นได้ชัด เมื่อเมล็ดพันธุ์บางชนิดที่ซื้อมา กลับถูกคลุกสารเคมีตั้งแต่ต้นทาง ทั้งที่กระบวนการปลูกและการผลิตตั้งใจทำแบบอินทรีย์ทั้งหมด ความไม่สอดคล้องนี้ทำให้คุณกอล์ฟตั้งคำถามว่า หากต้องการทำเกษตรอินทรีย์อย่างแท้จริง เหตุใดจุดเริ่มต้นอย่างเมล็ดพันธุ์จึงไม่เป็นอินทรีย์ไปพร้อมกัน ท้ายที่สุด การเก็บเมล็ดพันธุ์ด้วยตนเองจึงไม่ใช่เพียงการลดต้นทุนการผลิต แต่คือการทวงคืนอำนาจการผลิตอาหารกลับมาอยู่ในมือเกษตรกร เป็นการสร้างความมั่นคงตั้งแต่ต้นน้ำ และยืนยันว่าเกษตรอินทรีย์ควรเริ่มต้นจากเมล็ดพันธุ์ที่สะอาดและบริสุทธิ์

การเก็บเมล็ดพันธุ์ไม่ใช่เพียงการเก็บไว้ปลูกต่อในฤดูกาลหน้าเท่านั้น หากแต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยองค์ความรู้และความเข้าใจอย่างรอบด้าน ตั้งแต่พื้นฐานที่สุด คือ
1. การคัดเลือกต้นแม่พันธุ์ ต้องเลือกจากต้นที่แข็งแรง สมบูรณ์ ให้ผลดี
2. จังหวะเวลาในการเก็บเมล็ดพันธุ์ ควรเก็บในช่วงใดของฤดู หรือหลังการเก็บเกี่ยวต้องดูแลรักษา เพื่อให้เมล็ดพันธุ์แข็งแรง และพร้อมสำหรับการปลูกในรอบถัดไป ความรู้เหล่านี้ล้วนเป็น “ภูมิปัญญา” ที่สั่งสมและถ่ายทอดกันมารุ่นต่อรุ่น โดยเฉพาะวิธีการดูแลเมล็ดพันธุ์โดยไม่พึ่งพาสารเคมี
ในหลายชุมชน ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องชนเผ่า หรือแม้แต่ในครัวเรือนของคุณกอล์ฟเอง วิธีการจัดเก็บเมล็ดพันธุ์แบบดั้งเดิมยังคงถูกนำมาใช้ เช่น การนำเมล็ดพันธุ์ไปแขวนไว้ใกล้บริเวณที่ก่อไฟสำหรับทำอาหาร ภายในบ้านจะมีราวแขวนเหนือเตาไฟ เมื่อก่อไฟ ควันจากเตาจะช่วยไล่มอดและแมลงศัตรูเมล็ดพันธุ์ได้ตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีใดๆ
วิธีการเรียบง่ายเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการเก็บเมล็ดพันธุ์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นความรู้ที่ผูกพันกับวิถีชีวิต ความเข้าใจธรรมชาติ และการอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล องค์ความรู้เหล่านี้จึงไม่เพียงช่วยรักษาคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ หากยังเป็นรากฐานสำคัญของการพึ่งพาตนเองและความมั่นคงทางอาหารในระยะยาวอีกด้วย

เมื่อมองย้อนกลับไปยังคำถามสำคัญว่า เหตุใดเกษตรกรส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อด้วยตนเอง พี่กอล์ฟมองว่าสาเหตุหลักๆ มีอยู่หลายประการ
- การขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับการคัดเลือก การเก็บรักษา และการดูแลเมล็ดพันธุ์อย่างถูกวิธี ทำให้หลายคนรู้สึกว่าการซื้อเมล็ดพันธุ์สำเร็จรูปเป็นทางเลือกที่ง่ายและปลอดภัยกว่า
- การยังไม่เห็นความสำคัญของเมล็ดพันธุ์ในฐานะต้นน้ำของระบบอาหาร เมื่อราคาเมล็ดพันธุ์ในปัจจุบันยังไม่สูงมากนัก บางชนิดซองละ 10 บาท หรือแม้ขยับขึ้นมาเป็น 20 บาท ก็ยังรู้สึกว่าคุ้มค่า ได้เมล็ดจำนวนมาก และสามารถหาซื้อได้สะดวก เกษตรกรจำนวนไม่น้อยจึงเลือกซื้อจากบริษัทเป็นหลัก โดยเชื่อว่าเมล็ดพันธุ์เชิงการค้าที่ให้ผลผลิตสูง จะช่วยให้ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
อีกประเด็นสำคัญ คือโครงสร้างของเมล็ดพันธุ์เชิงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ไฮบริด ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ระบบปิด แม้จะสามารถปลูกให้เจริญเติบโตได้ แต่เมล็ดที่ได้จากรุ่นถัดไปมักไม่ให้ผลผลิตดกเหมือนเดิม หรือไม่คงลักษณะตรงตามสายพันธุ์เดิม
หากเกษตรกรพยายามเก็บเมล็ดพันธุ์จากพืชไฮบริดมาปลูกต่อ ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่แน่นอน เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้เกษตรกรจำนวนมากคุ้นชินกับการซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ในทุกฤดูกาล โดยไม่ทันได้ตระหนักว่า การพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากบริษัทเพียงอย่างเดียว อาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสในการสร้างความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว เมื่อองค์ความรู้ค่อยๆ เลือนหาย และการเก็บเมล็ดพันธุ์ไม่ถูกส่งต่อ เมล็ดพันธุ์ซึ่งเป็นหัวใจของการเกษตร ก็ยิ่งห่างไกลจากมือของเกษตรกรมากขึ้นทุกที

คุณกอล์ฟ เล่าว่า หากนับรวมเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดที่เก็บสะสมไว้ในปัจจุบัน มีอยู่ประมาณ 50–60 สายพันธุ์ และตัวเลขนี้ไม่ได้หยุดนิ่ง เพราะการเก็บเมล็ดพันธุ์ไม่ได้ทำเพียงลำพัง ยังเชื่อมโยงกับเครือข่ายชาวบ้านที่ทำงานร่วมกัน โดยพยายามชักชวนและกระตุ้นให้แต่ละคนเห็นความสำคัญของการเก็บพันธุ์ไว้ใช้เองในชุมชน
การเก็บเมล็ดพันธุ์ของคุณกอล์ฟจะสอดคล้องไปกับฤดูกาลเป็นหลัก ในช่วงหน้าฝน ซึ่งพืชผักเจริญเติบโตได้ดี ก็จะเป็นกลุ่มพืชตระกูลเถาและพืชกินผล ไม่ว่าจะเป็นถั่วฝักยาว บวบ ฟักแฟง น้ำเต้า และฟักเขียว พืชเหล่านี้ให้ผลผลิตสมบูรณ์ เหมาะสำหรับการคัดเลือกต้นแม่พันธุ์เพื่อนำมาเก็บเมล็ดไว้ปลูกต่อในฤดูกาลถัดไป

ส่วนในช่วงหน้าหนาว คุณกอล์ฟจะหันมาเก็บเมล็ดพันธุ์ของพืชผักเมืองหนาวและผักกินใบ เช่น ขึ้นฉ่าย สลัด หัวไชเท้า และพืชชนิดอื่นๆ ที่สามารถให้เมล็ดได้ดีในสภาพอากาศเย็น ทุกขั้นตอนล้วนเป็นการเรียนรู้ไปพร้อมกับธรรมชาติ ปรับวิธีการให้เหมาะสมกับฤดูกาลและพื้นที่ปลูก
นอกจากนี้ เมล็ดพันธุ์บางส่วนยังเป็นผลจากการแลกเปลี่ยนในเครือข่ายชุมชน อย่างผักชีหอมพันธุ์หนึ่งที่แม่คนหนึ่งนำมาแบ่งปันให้ ลักษณะภายนอกคล้ายผักชีจีน แต่มีขนาดต้นเล็กกว่า และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวมากกว่า ในภาคอีสานเรียกกันว่า “หอมป้อม” เมล็ดพันธุ์พื้นบ้านเช่นนี้ ไม่เพียงเพิ่มความหลากหลายให้กับคลังเมล็ดพันธุ์ของคุณกอล์ฟ แต่ยังสะท้อนคุณค่าของการแบ่งปันองค์ความรู้และการอนุรักษ์พันธุ์พืชท้องถิ่น ที่ยังคงมีชีวิตอยู่ผ่านมือของเกษตรกรในชุมชน
ปัจจุบัน มีการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืชหลากหลายชนิด ครอบคลุมทั้งกลุ่มผักสลัด ผักพื้นบ้าน พืชไร่ สมุนไพร และไม้ดอก รวมกว่า 45 รายการ ได้แก่
กลุ่มผักสลัด
สลัดกรีนคอส, สลัดเรดโอ๊คลีฟ, สลัดกรีนโอ๊คลีฟ, สลัดแก้ว, สลัดมินิคอส และสลัดเรดปัตตาเวีย
กลุ่มผักกินใบและผักพื้นบ้าน
ผักชีหอม, ผักชีลาว, กวางตุ้ง, กะเพราม่วง, ผักปังญี่ปุ่น, ผักปังพื้นบ้าน, ยี่หร่า, ผักกาดกระจ้อน (กวางตุ้งดอก) และหัวไชเท้า
กลุ่มพืชตระกูลถั่วและพืชไร่
ถั่วแปบ, ถั่วฝักยาว, ถั่วพู, ถั่วพุ่มลายเสือ, ข้าวโพดข้าวเหนียวม่วงขาว, งาขาว และงาดำ
กลุ่มพืชตระกูลฟัก–บวบ
ฟักทองไข่มันลืมผัว, น้ำเต้า, บวบเหลี่ยม, บวบหอม, ฟักแฟง และฟักเขียวลูกใหญ่
กลุ่มพืชผักผล
มะเขือเทศราชินี, มะเขือเทศเชอร์รี่สีเหลือง, มะเขือเทศสีส้ม (มะเขือเคีย), มะเขือขื่น, มะเขือพวง, มะละกอพื้นบ้าน และมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์
กลุ่มไม้ดอกและไม้ประดับกินได้
ดอกทานตะวัน, ดอกคอสมอสคละสี, ดอกอัญชันสีม่วงดอกซ้อน และชบาเมเปิ้ล
กลุ่มพืชสมุนไพรและอื่นๆ
กระเจี๊ยบเขียว, กระเจี๊ยบแดง และเม็ดมะกล่ำ (ผักอีหล่ำ)
กลุ่มพริก
พริกขี้หนูสวน, พริกใหญ่ยอยไฮ (ลูกเรียวยาว รสไม่เผ็ดจัด เหมาะกินเป็นผักแนม หรือประกอบอาหารรสอ่อน) และพริกจินดาโคกก่อ ซึ่งมีรสเผ็ดและกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์
“ในปีนี้ พี่ตั้งใจต่อยอดแนวคิดดังกล่าวอย่างจริงจัง ด้วยการเปิดพื้นที่การเรียนรู้ให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามาศึกษาดูงาน ควบคู่กับการจัดอบรมที่ศูนย์ผักคนเมืองขอนแก่น โดยมีแผนเปิดอย่างน้อย 2 คอร์สหลัก ได้แก่ การเก็บเมล็ดพันธุ์สำหรับคนเมือง และการจัดการข้อมูลเมล็ดพันธุ์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจจากหลากหลายกลุ่มได้เข้ามาเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมกันสืบสานให้เมล็ดพันธุ์พื้นบ้านของไทยยังคงเติบโต มีคุณค่า และมีชีวิตอยู่ต่อไปในอนาคต” คุณกอล์ฟ กล่าวทิ้งท้าย
หากท่านไหนสนใจสั่งซื้อเมล็ดพันธุ์ หรืออยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่เพจ Facebook : สวนผักคนเมืองขอนแก่น Khon Kaen City Farm
