สถานการณ์ราคามะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่ภาคกลางตอนล่างกำลังเผชิญวิกฤตหนัก หลังราคาผลผลิตดิ่งลงเหลือเพียงลูกละ 2–3 บาท ต่ำสุดในรอบหลายปี จากเดิมที่เคยทำราคาสูงกว่า 30 บาทต่อลูก ส่งผลให้ชาวสวนจำนวนไม่น้อยต้องแบกรับภาวะขาดทุนอย่างรุนแรง ไม่คุ้มค่าต้นทุนการผลิตและค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ขณะที่บางรายเริ่มตัดสินใจโค่นต้นมะพร้าวและปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น เพื่อประคองอาชีพและความอยู่รอดของครอบครัว

วันนี้ “เทคโนโลยีชาวบ้าน” ได้ถอดบทสรุปประเด็นสำคัญจากเวทีเสวนา Locals Voice x Rad ri Lab ในหัวข้อ “ล้อมวงพูดคุย : วิกฤตราคามะพร้าวตกต่ำ” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากหลายภาคส่วนมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวจากหลากหลายพื้นที่ ตัวแทนเกษตรกร นายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตลอดจนผู้ประกอบการล้ง เพื่อร่วมกันถกปัญหา วิเคราะห์สถานการณ์ และค้นหาคำตอบต่อทางออกของวิกฤตราคามะพร้าวในปัจจุบัน
เสียงแรกบนเวที คือเสียงจากเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ที่เต็มไปด้วยคำถามค้างคาใจ
เกษตรกรจากอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี สะท้อนปัญหาอย่างตรงไปตรงมาว่า วันนี้มะพร้าวน้ำหอมไม่ได้มีปัญหาเรื่องคุณภาพอีกต่อไป ทั้งความหอม ความหวาน หรือศักยภาพของผลผลิต ล้วนผ่านการพัฒนาและพิสูจน์มาแล้ว หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด ปัญหาที่เกษตรกรกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ คือ “ราคา” เพียงเรื่องเดียว
โดยเกษตรกรได้เปรียบสถานการณ์ราคามะพร้าวน้ำหอมในวันนี้ เหมือนร่างกายคนที่กำลังเผชิญภาวะ “โรคหัวใจตีบ” คำถามสำคัญคือ ทางเดินของราคานั้นไปตีบตันอยู่ตรงจุดใด และใครคือผู้ที่ถือกุญแจในการแก้ไขปัญหานี้
มะพร้าวน้ำหอมเป็นพืชที่ “เนื้อได้ น้ำได้” แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องตัดให้ตรงเวลา โดยปกติแล้วต้องตัดทุกๆ ประมาณ 20 วัน หากเลยกำหนด เนื้อมะพร้าวจะหนาขึ้นจนกลายเป็นมะพร้าวแก่ ส่งผลให้คุณภาพลดลงและไม่สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่ควรจะเป็น ความเสียหายจึงตกอยู่กับเกษตรกรโดยตรง
เกษตรกรย้ำว่า สถานการณ์ในวันนี้คล้ายกับหลัก “รู้เขา รู้เรา” แต่เป็นในด้านกลับกัน เพราะตลาดรู้ดีว่า หากเกษตรกรไม่ตัดมะพร้าวก็อยู่ไม่ได้ ทว่าเกษตรกรกลับไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว กลไกการกำหนดราคานั้นถูกบีบอัดอยู่ตรงจุดใด
เมื่อผลผลิตออกสู่ตลาด คนรับซื้อส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าคนกลางเพื่อนำส่งต่อไปยังล้ง คำถามที่ยังคงค้างคา คือ ล้งเป็นผู้กดราคาหรือไม่ เพราะในอีกด้าน ล้งเองก็สะท้อนว่า พวกเขาถูกกดราคามาจากปลายทางเช่นกัน แล้ว “ปลายทางนั้น” คือที่ใดกันแน่
ท่ามกลางคำถามที่ยังไร้คำตอบ สิ่งหนึ่งที่เกษตรกรยืนยันตรงกันคือ สถานการณ์ราคามะพร้าวน้ำหอมในขณะนี้ “ดิ่งลงถึงจุดต่ำสุดแล้ว” และหากยังไม่สามารถคลี่คลายปมปัญหาโครงสร้างตลาดได้ วิกฤตครั้งนี้อาจไม่ได้ส่งผลแค่ต่อผลผลิตในสวน แต่หมายถึงความอยู่รอดของเกษตรกรทั้งระบบ

สถานการณ์ราคามะพร้าวผันผวน ภาพสะท้อนจากเกษตรกรผู้ปลูก
คุณชนัญญา เชวงโชติ เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวจาก “สวนลุงชะเอม” เล่าย้อนถึงสถานการณ์ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในปี 2567 ซึ่งถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของปัญหาราคามะพร้าวที่ผันผวนอย่างรุนแรง
ในปีดังกล่าว ประเทศไทยเผชิญปรากฏการณ์เอลนีโญ สภาพอากาศร้อนจัดและแห้งแล้งต่อเนื่อง ส่งผลให้มะพร้าวเกิดภาวะ “ขาดคอ” หรือไม่มีผลผลิตให้ตัดยาวนานถึง 3–4 เดือน หลายสวนแทบไม่มีมะพร้าวออกสู่ตลาดเลย
ย้อนกลับไปในช่วงก่อนเกิดเอลนีโญ กลไกราคามะพร้าวยังคงมีความชัดเจนและค่อนข้างเสถียร โดยปกติล้งหรือโรงงานรับซื้อจะมีการประเมินปริมาณผลผลิตล่วงหน้าในช่วงวันอาทิตย์ ด้วยการสอบถามข้อมูลจากแต่ละพื้นที่ว่าอาทิตย์ถัดไปจะมีมะพร้าวออกมากน้อยเพียงใด จากนั้นจะประกาศราคารับซื้อในวันจันทร์ และราคานั้นจะยืนตลอดทั้งสัปดาห์ ก่อนจะปรับใหม่อีกครั้งในสัปดาห์ถัดไป
แต่เมื่อเกิดภาวะมะพร้าวขาดคอ ระบบดังกล่าวเริ่มสั่นคลอน ล้งและโรงงานเรียกของแต่กลับไม่มีผลผลิตส่งเข้า แม้จะขยับราคาขึ้น 1 บาท หรือแม้แต่ 5 บาท ก็ยังไม่สามารถหามะพร้าวได้ จนบางช่วงราคาถูกดันขึ้นไปสูงถึงลูกละ 30 บาท และล้งอื่นๆ จำเป็นต้องปรับราคาตามกันไป อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังราคาที่พุ่งสูงนั้น ล้งจำนวนไม่น้อยต้องแบกรับภาวะขาดทุนจากการรับซื้อในราคาสูง ขณะที่เกษตรกรเองก็ไม่ได้มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น
คุณชนัญญาอธิบายว่า แม้ราคาจะสูง แต่เมื่อไม่มีผลผลิต ปัญหาก็ยังคงตกอยู่กับเกษตรกรเช่นเดิม ตัวอย่างเช่น สวนมะพร้าวขนาด 10 ไร่ ในช่วงวิกฤตอาจมีผลผลิตเพียงร้อยกว่าลูก คิดเป็นรายได้ราว 3,000 บาท ซึ่งถือว่าหนักหน่วงยิ่งกว่าสถานการณ์ปัจจุบันเสียอีก
เมื่อก้าวเข้าสู่ปีถัดมา สภาพอากาศยังคงแปรปรวน ฝนตกไม่สม่ำเสมอ ภาคเหนือและภาคใต้เผชิญน้ำท่วม ขณะที่พื้นที่ราชบุรีกลับมีฝนน้อยกว่าปกติ ทั้งลมและฝนในฤดูฝนส่งผลให้การติดดอกของมะพร้าวลดลง จึงเป็นเหตุผลที่มะพร้าวมักมีราคาสูงในช่วงฤดูร้อน
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 4–5 เดือนที่ผ่านมา ผลผลิตมะพร้าวจากหลายพื้นที่กลับออกสู่ตลาดพร้อมกันในเวลาเดียวกัน ปริมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกินความต้องการของตลาด จึงกลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กดดันให้ราคามะพร้าวปรับตัวลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ราคาที่ลดลง ควรลดลงถึงจุดนี้จริงหรือ?
หนึ่งในคำถามสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาท่ามกลางวิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอม คือ “เมื่อราคาต่ำลงแล้ว ราคาควรต่ำลงมากถึงระดับนี้หรือไม่”
หากพูดถึงมะพร้าวน้ำหอม จังหวัดราชบุรี ถือเป็นพื้นที่ที่หลายคนยอมรับในคุณภาพ เกษตรกรในพื้นที่ต่างภาคภูมิใจว่า มะพร้าวน้ำหอมจากราชบุรีคือหนึ่งในมะพร้าวที่มีคุณภาพดีที่สุดของโลก ขณะเดียวกัน เมื่อมองในเชิงโครงสร้างการผลิต ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวรวมประมาณ 600,000 ไร่ โดยเฉพาะในจังหวัดราชบุรีเพียงแห่งเดียว มีพื้นที่ปลูกสูงถึงราว 200,000 ไร่
อย่างไรก็ตาม หากนำตัวเลขดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน จะเห็นภาพที่แตกต่างอย่างชัดเจน เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านมีเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง ครอบคลุมพื้นที่มากถึงประมาณ 1.3 ล้านไร่ หรือมากกว่าพื้นที่ปลูกของไทยเกือบเท่าตัว ความแตกต่างด้านปริมาณนี้ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
คุณชนัญญาอธิบายให้เห็นภาพของ “การสูญเสียตลาด” ผ่านตัวอย่างเปรียบเทียบเชิงการตลาด โดยเล่าว่า หากมีแม่ค้าอยู่ 2 ราย รายแรกเปรียบเสมือน “บริษัทสยาม” ซึ่งจำหน่ายสินค้าพรีเมียม คุณภาพดี ราคาสูง ขณะที่อีกรายหนึ่งคือ “บริษัทซินจ้าว” จำหน่ายผลไม้เช่นเดียวกัน แต่เป็นสินค้าคุณภาพรองลงมา หรือเกรด B
วันหนึ่ง มีผู้ซื้อรายใหญ่ชื่อ “หนีห่าว” เข้ามาติดต่อซื้อสินค้าจากบริษัทสยาม แต่กลับพบว่าสินค้าขาดตลาด ทำให้จำเป็นต้องหันไปซื้อจากบริษัทซินจ้าวแทน เนื่องจากซินจ้าวมีพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า สามารถจัดหาผลผลิตได้ตามปริมาณที่ต้องการ เช่น หากต้องการถึง 100 ตู้ ก็สามารถส่งมอบได้ทันที ในขณะที่บริษัทสยามยังไม่สามารถรวบรวมผลผลิตได้เกิน 30 ตู้
เมื่อหนีห่าวนำสินค้าจากซินจ้าวไปจำหน่าย ปรากฏว่าสินค้าเกรด B ก็ยังสามารถขายได้ แม้ในช่วงแรกผู้บริโภคอาจรู้สึกว่ารสชาติแตกต่างจากที่เคยคุ้น แต่เมื่อบริโภคต่อเนื่อง ความรู้สึกนั้นกลับกลายเป็นความเคยชิน และผู้บริโภคยังคงยอมรับสินค้าได้ในที่สุด
ผลที่ตามมาคือ โอกาสที่ผู้ซื้อรายเดิมจะหันกลับมาซื้อสินค้าพรีเมียมจากบริษัทสยามเริ่มลดลง นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของคุณภาพสินค้า แต่เป็นกลไกทางการตลาดที่สะท้อนให้เห็นว่า “ปริมาณ ความต่อเนื่อง และความมั่นคงของการส่งมอบ” มีบทบาทสำคัญไม่แพ้คุณภาพ และอาจเป็นหนึ่งในคำอธิบายว่าทำไมตลาดมะพร้าวน้ำหอมของไทยจึงเผชิญแรงกดดันด้านราคาอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
มุมมองผู้ประกอบการแปรรูปมะพร้าว เมื่อซัพพลายล้นตลาด แต่ต้นทุนยังเดินต่อ
นรเสฏฐ์ คูกิติขจรรัตน์ ผู้บริหารบริษัท NS.โอฬาร888 เฟรชฟรุ๊ต จำกัด ในฐานะผู้ประกอบการรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมเพื่อนำไปแปรรูปและส่งออกตามออร์เดอร์ลูกค้า สะท้อนภาพอีกด้านหนึ่งของวิกฤตราคาที่กำลังเกิดขึ้น โดยชี้ให้เห็นว่า ปัญหาที่เผชิญอยู่ในวันนี้ไม่ใช่เพียงเรื่อง “ราคาหน้าสวน” แต่คือโครงสร้างซัพพลายและดีมานด์ที่ไม่สมดุลกันอย่างรุนแรง
“ในฝั่งผู้ประกอบการ ต้นทุนพื้นฐานที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีอยู่แล้วประมาณลูกละ 6 บาท นี่คือค่าดำเนินการขั้นต่ำ แต่คำถามคือ ทำไมราคามะพร้าวในวันนี้ถึงตกลงมาอยู่ในระดับนี้” นรเสฏฐ์กล่าว
คุณนรเสฏฐ์ อธิบายว่า ปัจจุบันพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่ขึ้นทะเบียนมีมากกว่า 200,000 ไร่ และยังไม่นับรวมพื้นที่ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตต่อวันสูงมาก โดยเฉลี่ยมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่า 2 ล้านลูกต่อวัน ขณะที่ตลาดส่งออกหลักอย่างจีน รองรับการนำเข้าได้เฉลี่ยเพียงวันละประมาณ 1.3 ล้านลูกเท่านั้น
เมื่อย้อนกลับไปเมื่อราว 3 ปีก่อน ปริมาณผลผลิตยังไม่สูงเท่าปัจจุบัน ในช่วงนั้นราคามะพร้าวอยู่ในระดับดี ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนมากตัดสินใจขยายพื้นที่ปลูก และผลผลิตเหล่านั้นได้ออกสู่ตลาดพร้อมกันในปีนี้ ขณะเดียวกัน โครงสร้างฝั่งผู้รับซื้อกลับหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่เคยมีล้งมากกว่า 600 แห่ง ทั้งที่มีและไม่มีมาตรฐาน ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงประมาณ 200 ล้งเท่านั้น
“อย่างที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดพูดไว้ชัดเจน วันนี้ดีมานด์กับซัพพลายไม่บาลานซ์กัน และหากในอนาคตมีการตรวจสอบล้งที่มีมาตรฐานและไม่มีมาตรฐานอย่างเข้มงวด จำนวนล้งก็อาจลดลงอีก ขณะที่ปริมาณมะพร้าวยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นี่คือภาพของฝั่งผู้ผลิตที่ต้องเผชิญ”
ในฝั่งตลาดปลายทาง คุณนรเสฏฐ์ เปิดเผยข้อมูลราคาขายที่สามารถตรวจสอบได้ว่า มะพร้าวน้ำหอมที่ส่งออกไปยังจีน จำหน่ายในราคากล่องละประมาณ 40 หยวนต่อ 9 ลูก แต่เมื่อนำต้นทุนโลจิสติกส์และค่าใช้จ่ายตลอดกระบวนการจากประเทศไทยไปถึงตลาดปลายทางมาคำนวณ จะมีต้นทุนรวมอยู่ที่ราว 21 หยวนต่อกล่อง
เมื่อเฉลี่ยต่อลูก ต้นทุนดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 8–9 บาทต่อลูก แต่ราคาที่รับซื้อหน้าล้งในช่วงนี้อยู่เพียง 3–4 บาทต่อลูก นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบการแทบไม่เหลือค่าดำเนินการ หรือเหลือเพียงประมาณ 4 บาทเท่านั้น
“วันนี้หลายคนถามว่ารู้ว่าขาดทุนแล้วทำไมยังทำต่อ คำตอบคือ ผมมีพนักงานที่ต้องดูแล และผลผลิตที่เกษตรกรตัดเข้ามา หากไม่รับไปแปรรูป มันก็จะเสียหาย ผมหยุดได้ไหม ผมหยุดได้ แต่ถ้าวันหนึ่งจะกลับมาเริ่มใหม่ ผมอาจหาพนักงานไม่ได้อีกแล้ว”
คุณนรเสฏฐ์ ยังย้ำถึงบทเรียนจากประสบการณ์ค้าผลไม้สดในตลาดสี่มุมเมืองกว่า 7 ปีว่า ไม่ว่าสินค้าจะราคาถูกหรือแพง สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความต่อเนื่องในการป้อนสินค้าให้ลูกค้า” เพราะหากวันใดไม่สามารถส่งของได้ ลูกค้าก็พร้อมจะหันไปซื้อจากรายอื่นทันที
“ผมไม่ได้บอกว่าของเราไม่ดี มะพร้าวน้ำหอมของเราขึ้นทะเบียน GI และเป็นสินค้าที่ได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่ถ้าเราไม่มีของป้อนตลาดอย่างสม่ำเสมอ ต่อให้คุณภาพดีแค่ไหน ตลาดก็ไม่รอเรา”
คุณนรเสฏฐ์ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างด้านระบบการวางแผนการผลิตระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามว่า เกษตรกรในหลายประเทศจะไม่ตัดสินใจปลูกพืชจากกระแสราคาเพียงอย่างเดียว หากแต่เริ่มจากการเข้าปรึกษาสำนักงานเกษตรก่อนว่า พืชชนิดที่ตั้งใจปลูกมีปริมาณในตลาดมากน้อยเพียงใด หากพบว่าพื้นที่ปลูกเริ่มเต็มหรือมีผลผลิตล้นตลาดแล้ว ก็จะได้รับคำแนะนำให้เปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน เพื่อให้ปริมาณผลผลิตสอดคล้องกับความต้องการของตลาดตั้งแต่ต้นน้ำ ส่งผลให้โครงสร้างดีมานด์และซัพพลายของผู้ซื้อและผู้ขายเดินไปในทิศทางเดียวกัน
เมื่อพูดถึงคำถามที่หลายฝ่ายสงสัยว่า “ต้นทุนของเวียดนามถูกกว่าไทยจริงหรือไม่” คุณนรเสฏฐ์ชี้ให้เห็นว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ราคามะพร้าวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นต้นทุนรวมตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต ซึ่งเวียดนามมีต้นทุนต่ำกว่าไทยอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง ค่าขนส่ง และต้นทุนด้านโลจิสติกส์อื่นๆ
นอกจากนี้ เวียดนามยังมีความได้เปรียบด้านนโยบายการค้า โดยมีข้อตกลงความร่วมมือทางการค้า (MOU) กับจีน ซึ่งอาจทำให้ภาษีนำเข้าอยู่ในระดับต่ำหรือเป็นศูนย์ ขณะที่มะพร้าวจากประเทศไทยเมื่อส่งออกไปยังจีนยังต้องแบกรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ประมาณ 9 เปอร์เซ็นต์ ต้นทุนที่แตกต่างกันนี้จึงกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เวียดนามสามารถจำหน่ายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าไทยได้
อีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่อาจมองข้าม คือความสามารถในการป้อนสินค้าอย่างต่อเนื่อง เวียดนามสามารถส่งมอบผลผลิตให้ตลาดได้สม่ำเสมอ ในขณะที่ประเทศไทยยังประสบปัญหาผลผลิตขาดช่วงเป็นระยะ ทำให้ผู้ซื้อฝั่งปลายทางไม่สามารถพึ่งพาแหล่งเดียวได้ และจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงด้วยการแบ่งตลาดไปยังประเทศอื่น
“ผมไม่ได้กดราคา แต่ตลาดมันเป็นแบบนี้จริงๆ” คุณนรเสฏฐ์กล่าว พร้อมย้ำว่า หากวันใดตลาดกลับมาดีขึ้น ต้นทุนลดลง และการค้าขายมีกำไร ไม่ว่าจะเหลือกำไรเพียง 5 บาท หรือ 20 บาทต่อผล เขาก็พร้อมรับซื้อในราคาที่สูงขึ้น เพราะในสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่เพียงเกษตรกรเท่านั้นที่ทำงานยาก แต่ผู้ประกอบการเองก็เผชิญความท้าทายไม่ต่างกัน
ขอบคุณคลิปไลฟ์สด : หัวข้อ ฟังเสียงเกษตรกร พ่อค้าแม่ค้ากับวิกฤตราคามะพร้าวตกต่ำ Locals Voice x Rad ri Lab
เผยแพร่ออนไลน์ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569
