ในวันที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตซ้ำซ้อน ทั้งสงครามที่ยืดเยื้อ ภาวะเศรษฐกิจที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ไปจนถึงภัยธรรมชาติจากปรากฏการณ์โลกเดือดที่รุนแรงขึ้นทุกปี หลายคนมักตั้งคำถามว่า “ในเมื่อปากท้องยังลำบาก เราจะปลูกต้นไม้ไปเพื่ออะไร”
เรามักถูกสอนให้แยก ‘ปัญหาเศรษฐกิจ’ ออกจาก ‘ปัญหาสิ่งแวดล้อม’ โดยเชื่อว่าต้องเอาชีวิตให้รอดก่อน แล้วค่อยกลับมาดูแลธรรมชาติ แต่นั่นอาจเป็นกับดักทางความคิดที่ทำให้เรามองไม่เห็นทางออกที่แท้จริง เพราะในความเป็นจริงแล้ว ปากท้องกับสิ่งแวดล้อมคือเรื่องเดียวกัน
การปลูกป่าในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำเพื่อการค้าหรือประโยชน์ส่วนตัว แต่มันคือการสร้างฐานรากให้กับทุกมิติของชีวิต เพราะเมื่อเรามีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีต้นไม้ที่ช่วยดูดซับคาร์บอนและคืนสมดุลให้สภาพอากาศ เมื่อนั้นเราจะทำงานได้ดีขึ้น พืชผลทางการเกษตรจะงอกงามขึ้น และบรรยากาศโดยรวมของสังคมไปจนถึงเศรษฐกิจก็จะขยับดีตามไปด้วย
คุณขิม-ลีนา นาคะวิโรจน์ จากพนักงานออฟฟิศผู้หลงรักการเดินป่า สู่การเป็นอินฟลูเอนเซอร์เจ้าของช่อง “สาวใต้ปลูกต้นไม้” ที่ตัดสินใจทิ้งงานประจำมาปลูก “ไม้ป่าและไม้เศรษฐกิจ” อย่างเต็มตัว

คุณขิมเล่าว่า ก่อนจะก้าวเข้าสู่วงการเกษตร คุณขิมทำงานสายการตลาดในกรุงเทพฯ ดูเป็นสายงานที่ห่างไกลจากผืนป่าอย่างมาก ชีวิตในตอนนั้นวนเวียนอยู่กับลูปเดิมๆ ทั้งการตื่นเช้า ต่อรถสาธารณะหลายต่อเพื่อไปทำงาน และใช้ชีวิตเพียงเพื่อรอคอยวันหยุดกับวันเงินเดือนออก “เราเริ่มรู้สึกไม่อยากให้ถึงวันจันทร์ และนับถอยหลังรอแค่วันที่จะได้ออกไปเที่ยวป่า” ความรู้สึกนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “จะทำอย่างไรให้เราหลุดจากวังวนนี้ ไปสู่สิ่งที่เราตื่นมาแล้วมีความสุขทุกวัน”
แม้จะมีใจรักธรรมชาติจากการเดินป่ามาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา แต่ก็ไม่ได้ลาออกด้วยความวู่วาม เธอใช้พื้นฐานครอบครัวที่เป็นเกษตรกรบวกกับความรู้ใหม่ๆ โดยเริ่มจากศึกษาผ่านสื่อและผู้เชี่ยวชาญ เก็บข้อมูลรอบด้านเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้ เข้าคอร์สอบรม ปูพื้นฐานทักษะเกษตรอย่างจริงจังในขณะที่ยังทำงานประจำ จนตกผลึกว่าสิ่งที่ชอบคือ “เกษตรยั่งยืน” ที่สามารถสร้างรายได้และเยียวยาจิตใจไปพร้อมกัน
“หลังลาออก ขิมสร้างตัวตนในฐานะคนรุ่นใหม่ที่กลับมาทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง โดยเน้นไปที่ไม้ป่าและไม้เศรษฐกิจ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการทำเกษตรเพื่ออาชีพเท่านั้น แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนและตอบโจทย์ความสุขในแบบที่เธอโหยหามาตลอด”
จุดเริ่มต้นของ “คนปลูกป่า”
สู่ “อาชีพรับจ้างปลูกป่า”
คุณขิมบอกว่า ในช่วงแรกเริ่มต้นจากการไปเรียนรู้การปลูกผัก ทำปุ๋ยหมัก เหมือนเกษตรกรทั่วไป แต่พอได้ไปเจอกับไม้ป่า ทำให้หวนไปถึงความทรงจำในวัยเด็กที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมาตลอด จึงเริ่มศึกษาเกี่ยวกับชนิดของไม้ป่ามาเรื่อยๆ ประกอบกับที่สังเกตเห็นว่าพื้นที่ป่าธรรมชาติค่อยๆ ลดน้อยลง ขณะที่กฎหมายในปัจจุบันได้เปิดโอกาสให้เราสามารถปลูกและตัดไม้หวงห้ามในที่ดินตัวเองได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ยังคงมีความกังวลและไม่กล้าปลูกเพราะกลัวการถูกจับกุม จึงตั้งใจเข้ามาทลายกำแพงความเชื่อเดิมๆ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าไม้ป่าคือหัวใจสำคัญของการทำเกษตรยั่งยืน เพราะนอกจากจะช่วยบำรุงดินและคืนความชุ่มชื้นให้ป่าแล้ว ยังทำหน้าที่เยียวยาที่พืชผลชนิดอื่นในสวนได้เป็นอย่างดี
ด้วยเหตุนี้ หลังตัดสินใจลาออกมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว ต้นไม้ชนิดแรกที่เลือกปลูกคือ “กระถินเทพา” ซึ่งเป็นไม้ที่ตอบโจทย์ทั้งในแง่ของระบบนิเวศและเป้าหมายที่มองข้ามไปถึงเรื่องที่อยู่อาศัย แทนที่จะต้องแบกภาระผ่อนบ้านนานถึง 30 ปี ก็เลือกที่จะปลูกกระถินเทพาที่ใช้ระยะเวลาในการปลูกเพียง 5-8 ปี เพื่อนำไม้มาสร้างบ้านในฝันด้วยตัวเอง แม้ในช่วงแรกครอบครัวและญาติพี่น้องจะยังไม่เห็นด้วยเพราะติดภาพจำการทำเกษตรแบบดั้งเดิมที่เน้นพืชระยะสั้น แต่ก็ยังมุ่งมั่นพิสูจน์แนวคิดนี้ จนนำไปสู่จุดเริ่มต้นของอาชีพที่ไม่มีใครคาดคิด

จากการปลูกเพื่อสร้างบ้านและเยียวยาจิตใจ ได้ต่อยอดความตั้งใจนี้ บนโลกออนไลน์ โดยเลือกที่จะเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับคนดูผ่านการเปิดทุกแพลตฟอร์มโซเชียลตั้งแต่วันแรกๆ ที่ลาออก อาศัยความสม่ำเสมอในการลงคลิปเพื่อบอกเล่าความเรียลและความจริงใจทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เกินคาด เพราะนอกจากคนดูจะได้เห็นทั้งความสำเร็จและบทเรียนไปพร้อมกับเราแล้ว ยังกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญ เมื่อมีผู้คนที่มีทุนและที่ดินแต่ขาดความรู้ติดต่อเข้ามาให้ช่วยวางผังและปลูกป่าให้ จนกลายเป็นเงินก้อนแรกจากสิ่งที่รักที่พิสูจน์ให้เห็นว่าอาชีพ “รับจ้างปลูกป่า” นั้นทำได้จริง จากจุดเริ่มต้นที่รับงานเพียง 1 ไร่ จนปัจจุบันสามารถรับงานใหญ่ได้ถึง 30 ไร่ ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการปลูกไม้ป่าไม่เพียงแต่จะช่วยคืนธรรมชาติให้โลก แต่ยังสร้างรายได้ที่มั่นคงและสร้างความสุขที่ยั่งยืนให้กับชีวิตได้อย่างแท้จริงอีกด้วย
เบื้องหลังอาชีพดาวรุ่ง
รับจ้างปลูกป่าเศรษฐกิจทั่วไทย
คุณขิมได้สะท้อนภาพรวมของวงการไม้ป่าที่กำลังคึกคักอย่างยิ่งในขณะนี้ โดยชี้ให้เห็นว่าหัวใจสำคัญของการปลูกไม้ป่าไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของธรรมชาติ แต่คือการแก้ปัญหาความไม่แน่นอน ที่เกษตรกรเชิงเดี่ยวต้องเจอมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา หรือปาล์มน้ำมัน ที่ราคามักขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้
“หลายคนเริ่มเปลี่ยนแนวคิด จากสวนเดิมที่เคยปลูกพืชชนิดเดียว ก็เริ่มเอาไม้ป่าไปแซม เพราะมันช่วยประหยัดต้นทุนปุ๋ยได้มากพอสมควร ใบที่ร่วงหล่นและรากที่หยั่งลึกกลายเป็นปุ๋ยชั้นดี ช่วยคืนชีวิตให้ระบบนิเวศ น้ำใต้ดินก็กลับมาสมบูรณ์ แถมยังร่มรื่นจนต่อยอดเป็นธุรกิจท่องเที่ยวได้อีก”
ในแง่ธุรกิจ คุณขิมมองเห็นโอกาสที่หลายคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอาชีพนี้อยู่จริง นั่นคือการรับจ้างจัดการพื้นที่ว่างเปล่าให้กลายเป็นป่าเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันความต้องการสูงมากจนงานล้นมือ โดยเฉพาะกลุ่มเจ้าของที่ดินในเมืองที่ต้องการบริหารจัดการภาษีที่ดิน

“การปลูกป่าถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจมากๆ สำหรับคนที่มีที่ดินรกร้าง เพราะไม้ป่าสร้างมูลค่าเป็นเนื้อไม้หรือไม้ล้อมได้ในอนาคต มันคือการคืนทุนที่สร้างมูลค่ากลับมาให้เจ้าของที่ดิน ที่น่าสนใจที่สุดคือ แรงขับเคลื่อนจากวิกฤตโลก ท่ามกลางความตึงเครียดของสถานการณ์ระหว่างประเทศ ทำให้คนเมืองและคนวัยทำงานเริ่มตระหนักถึงความปลอดภัยของแหล่งอาหาร หลายคนหันมาซื้อที่ดินเพื่อปลูกต้นไม้ป่าโดยเฉพาะ เพื่อสร้างคลังอาหารส่วนตัว ไม่ว่าโลกจะเกิดสงครามหรือวิกฤตเศรษฐกิจ แต่คนที่มีไม้ป่า มีพืชผล และมีน้ำใช้ในที่ดินของตัวเอง จะสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนที่สุด”
ปลูกป่าเศรษฐกิจ 1 ไร่
เลือกไม้ “โตไว-ได้พลังงาน”
ทางรอดที่ยั่งยืนกว่าพืชเชิงเดี่ยว
ในมุมมองของคุณขิม พืชพลังงานที่เราคุ้นเคยอย่าง อ้อย มันสำปะหลัง หรือปาล์มน้ำมัน แม้จะแปรรูปเป็นพลังงานได้จริง แต่หากมองในกลุ่มไม้ยืนต้น ยูคาลิปตัสและกระถินเทพา ถือเป็นพืชที่น่าสนใจไม่น้อย
แต่ประเด็นสำคัญที่เป็นอุปสรรคใหญ่คือนโยบายรัฐ ที่ให้ค่าตอบแทนด้านพลังงานต่ำมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ทำให้เกษตรกรไทยขาดแรงจูงใจในการปลูกป่าพลังงาน ต่างจากเมืองนอกที่รัฐสนับสนุนจนคนอยากปลูกต้นไม้กันทั้งประเทศ
คุณขิมเน้นย้ำว่า ในเมื่อกลไกหลายอย่างไม่เอื้อ เราต้องผลักดันกันเองในภาคประชาชนและอุตสาหกรรม ด้วยการสร้างวงจร ปลูกเอง-แปรรูปเอง เพื่อให้เราเป็นผู้กำหนดราคาไม้ในมือเราได้ ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ “กระถินเทพา” ซึ่งใช้เวลาเพียง 3 ปี ก็สามารถสับส่งโรงไฟฟ้าชีวมวลได้แล้ว ซึ่งตอนนี้กลุ่มอุตสาหกรรมและนักลงทุนเริ่มขยับตัวทำเรื่องนี้กันมาสักพักใหญ่ เพราะเล็งเห็นความคุ้มค่าในการจัดการพลังงานด้วยตัวเอง
ยกตัวอย่าง 3 พืชเศรษฐกิจโตไวที่คุณขิมยกนิ้วให้
1. กลุ่มไม้ยืนต้น (กระถินเทพา ยูคาลิปตัส) ให้ได้ทั้งเนื้อไม้และพลังงานชีวมวล
“เรื่องความแตกต่างระหว่างยูคาลิปตัสกับกระถินเทพา แม้จะโตเร็วเหมือนกัน แต่ยูคาลิปตัสถ้าปลูกเชิงเดี่ยวจะกินแร่ธาตุและน้ำจนดินเสีย เหมาะสำหรับคนที่คิดว่าจะไม่ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ตรงนั้นแล้ว จะไม่ปลูกพืชผลอื่นๆ แล้วก็สามารถปลูกไม้ยูคาลิปตัสได้ พอถึงเวลาจะมีคนมาตัดและนำไปแปรรูปทำกระดาษ ได้ผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจเมื่อเทียบกับการที่ไม่ต้องดูแลอะไรเลย ในขณะที่กระถินเทพา (หรือพืชตระกูลถั่ว) ยิ่งปลูกดินยิ่งดี ระบบนิเวศจะฟื้นตัว น้ำใต้ดินจะกลับมา กระถินเทพาคือไม้เนื้อปานกลางที่ใช้แทนไม้สักทองได้ดีมากๆ ถ้าใครรอไม้สักไม่ไหว ปลูกตัวนี้ 5-8 ปีได้ไม้คุณภาพดีมาทำบ้าน ทำเฟอร์นิเจอร์ได้เลย แต่ต้องตัดก่อนอายุ 13 ปี ไม่อย่างนั้นไม้จะกลวงข้างใน”
การนำไม้มาใช้งาน (กระถินเทพา)
ระยะ 3 ปี ปลูก 400 ต้น (2×2 เมตร) ได้น้ำหนักไม้ประมาณ 16 ตัน ราคาตันละประมาณ 1,000 บาท
ระยะ 5-8 ปี หากปล่อยให้โต น้ำหนักจะเพิ่มเป็น 50-60 ตันถ้าเหมาขายจะได้ต้นละประมาณ 10,000 บาท
2.กลุ่มพืชให้แป้งและกากน้ำตาล เช่น อ้อย มันสำปะหลัง สำหรับผลิตเอทานอล
3. กลุ่มหญ้า (เนเปียร์) บดสับให้ละเอียด ทำให้เกิดไอน้ำ แปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า
การบริหารพื้นที่ 1 ไร่ ให้ได้ประโยชน์สูงสุด
คุณขิมแนะนำสูตรการวางผังที่ปรับตามเป้าหมายลูกค้าเป็นหลัก ปลูกในระยะมาตรฐาน (4×3 เมตร) เหมาะสำหรับไม้ป่าคละชนิด ให้ลำต้นยืดตรงสวย หรือปลูกในระยะเน้นปริมาณ (2×2 เมตร) สำหรับพื้นที่น้อยแต่อยากได้ไม้เยอะ แนะนำสำหรับพื้นที่ 1 ไร่ ควรปลูกไม้ผสมผสาน หากต้องการขายไม้หรือทำพลังงาน แนะนำให้ปลูก ผสม 5-10 ชนิด เช่น กระถินเทพา (ตัวยืนพื้น) สลับกับสัก ยางนา พฤกษ์ จามจุรี หรือไม้แดง เพื่อให้ป่าเกื้อกูลกันเอง
ไม้ทางเลือกอื่นๆ ที่น่าปลูก
สะเดาไทย: เบอร์หนึ่งที่ส่งออกซาอุดีอาระเบีย เพราะทนแล้งจัดและทนปลวกได้ดีเยี่ยม
ขี้เหล็ก: หลายคนไม่รู้ว่าเนื้อไม้สวยมาก เป็นทูโทน (น้ำตาล-ดำ) แข็งแรงและเหมาะทำเฟอร์นิเจอร์
พฤกษ์ / จามจุรี: สำหรับพื้นที่ที่แล้งจัดจริงๆ สองชนิดนี้คือผู้รอดชีวิต
“จากประสบการณ์ เป้าหมายหลักของลูกค้าส่วนใหญ่ คือการปลูกเพื่อสร้างมูลค่า ทั้งในแง่การนำไปแปรรูปสร้างบ้าน ทำเฟอร์นิเจอร์ใช้เอง หรือปลูกไว้เป็นทรัพย์สินเพื่อตัดขายในอนาคต ด้านราคาซื้อขาย หากไม่นับกลุ่มไม้หอม ไม้ที่มีราคาสูงที่สุดในตลาดตอนนี้คือกลุ่ม Rosewood หรือพืชตระกูลชิงชัน-พะยูง ไม้กลุ่มนี้มีเสน่ห์ที่เนื้อไม้สวยงาม แข็งแรง และที่สำคัญคือต้องใช้เวลาปลูกนานมาก ความหายากและระยะเวลาที่สั่งสมมาทำให้ราคาประเมินค่าไม่ได้ แค่ท่อนเล็กๆ สำหรับทำด้ามมีดหรืองานศิลปะราคาหน้าสวนก็พุ่งไปถึง 3,000-4,000 บาทแล้ว กลุ่มลูกค้าหลักจึงเป็นกลุ่มนักสะสมและช่างฝีมือชั้นสูงที่ต้องการความประณีต”
แชร์ 5 เคล็ดลับปลูกต้นไม้ให้รอด
โตไว แม้ไม่มีระบบน้ำ
หลายคนถามขิมว่าปลูกต้นไม้ยังไงให้รอด คุณขิมบอกว่า จริงๆ แล้วการดูแลไม้ป่าไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด หัวใจสำคัญคือการ วางแผนล่วงหน้าเตรียมตัวที่ดีตั้งแต่ก้าวแรก ดังนี้
1. เลือกจังหวะในการปลูก
อย่างแรกที่สำคัญที่สุดคือ ต้องปลูกให้ถูกช่วง แนะนำให้ปลูกช่วงต้นถึงกลางฤดูฝน ชนิดที่ว่าปลูกตอนฝนกำลังตกอยู่ดีที่สุด เพราะต้นไม้จะได้รับน้ำเต็มที่ตั้งแต่ลงดิน ช่วยให้รากเดินเร็วและตั้งตัวได้ทันก่อนหมดฝน

2. ใส่ปุ๋ยรองก้นหลุม
ก่อนวางต้นไม้ลงไป ควรมีปุ๋ยรองก้นหลุมเพื่อเป็นธาตุอาหารเบื้องต้น จะใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยขี้ไก่ก็ได้
3. “ห่มดิน” เคล็ดลับรักษาความชื้น
ปลูกเสร็จแล้วอย่าปล่อยให้โคนต้นแห้ง เราต้อง “ห่มดิน” เพื่อกักเก็บความชื้น มีฟางใช้ฟาง มีกาบมะพร้าวหรือหญ้าแห้งก็ใช้ได้ แม้แต่ใบไม้แห้งแถวนั้น กวาดมาสุมไว้ที่โคนต้นก็ช่วยได้มาก หรือถ้าใครพอมีงบให้ใช้ถ่านโรยรอบโคนด้วย เพราะรูพรุนในถ่านจะช่วยเก็บทั้งความชื้นและปุ๋ยไว้ให้ต้นไม้ได้นานขึ้น

4. การดูแลเมื่อเข้าหน้าแล้ง
พอฝนหมด ความท้าทายจะเริ่มขึ้น แนะนำให้ตัดหญ้า อย่าปล่อยให้หญ้าขึ้นรกจนแย่งอาหารต้นไม้ และปักไม้หลักตรงนี้สำคัญมาก เพื่อให้เรามองเห็นต้นไม้ชัดเจน และเป็นที่ยึดเกาะไม่ให้เถาวัลย์มาเลื้อยพันจนต้นไม้เราหักหรือโตช้า
ระบบน้ำ ถ้ามีงบ ติดตั้งระบบน้ำง่ายๆ ไว้จะดีมาก แต่ถ้าใครไม่มีจริงๆ แล้วต้นไหนไม่รอด ก็ค่อยมาปลูกซ่อมกันใหม่ในปีถัดไปในช่วงต้นฝน
5. หมั่นสังเกตและสร้างรายได้ระหว่างรอ
สภาพอากาศบ้านเราเปลี่ยนไว พอฝนทิ้งช่วง ศัตรูพืชอาจจะตามมา แนะนำว่าอย่างน้อยควรมีคนเฝ้าแปลงสัก 1 คน เพื่อคอยสังเกตความเปลี่ยนแปลง และในช่วงที่รอไม้ใหญ่โต เรายังสามารถปลูกพืชระยะสั้นหรือพืชแซมอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนไปพร้อมกันได้ด้วย
คู่มือมือใหม่ “หัดปลูกป่า”
สำหรับใครที่อยากเริ่มต้นปลูกไม้ป่าแต่ยังไม่รู้จะเริ่มตรงไหน คุณขิม มี 4 ขั้นตอนง่ายๆ มาแนะนำ เพื่อให้การปลูกต้นไม้ครั้งนี้คุ้มค่าและตอบโจทย์ความต้องการมากที่สุด
1. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน
ก่อนจะลงมือปลูก ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าปลูกไปเพื่ออะไร เพราะเป้าหมายที่ต่างกันจะกำหนดชนิดไม้และระยะห่างที่ต้องใช้ เช่น ถ้าอยากปลูกเพื่อสร้างบ้านในอนาคต การเลือกพันธุ์ไม้และการวางผังก็จะต่างจากการปลูกเพื่อตัดขายเนื้อไม้ อย่าเพียงแค่ปลูกตามกระแสสื่อ แต่ต้องปลูกตามความต้องการจริงของตัวเอง
2. ไม่มีที่ดิน ก็ปลูกไม้ป่าได้
การไม่มีที่ดินไม่ใช่ปัญหา ปัจจุบันการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีราคาไม่แพง เราสามารถเช่าเพื่อปลูกไม้เศรษฐกิจควบคู่ไปกับการทำเกษตรผสมผสานได้ ขอแค่มีเป้าหมายที่ชัดเจน พื้นที่ก็ไม่ใช่เงื่อนไขที่จำกัดอีกต่อไป
3. วางผังและตรวจสอบเอกสารสิทธิ
ควรวิเคราะห์สภาพพื้นที่ร่วมกับประเภทเอกสารสิทธิของที่ดิน เพื่อให้มั่นใจว่าไม้ที่เราลงแรงปลูกไปนั้น สามารถตัดและแปรรูปได้จริงตามกฎหมาย การวางแผนที่ดีจะทำให้เราเดินหน้าต่อได้อย่างสบายใจ

4. ปลูกไว้เป็นพืชสร้างรายได้หลังเกษียณ
การปลูกป่าเหมาะมากสำหรับพนักงานประจำหรือนักธุรกิจที่ไม่มีเวลาดูแลจุกจิก เพราะต้นไม้จะเติบโตไปพร้อมกับมูลค่าที่เพิ่มขึ้นในทุกปี ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน สงคราม หรือวิกฤตโลกเดือด การมีต้นไม้คือความมั่นคงที่จับต้องได้
“หลายคนบอกว่าขอแก้ปัญหาปากท้องก่อน เรื่องสิ่งแวดล้อมเอาไว้ทีหลัง แต่ความจริงแล้ว ‘สิ่งแวดล้อมกับปากท้องคือเรื่องเดียวกัน’ ถ้าอากาศดี สิ่งแวดล้อมดี เราก็ทำงานได้ดีขึ้น พืชผลเกษตรก็งอกงามขึ้น เพราะธรรมชาติคือรากฐานของทุกอย่าง” คุณขิมกล่าวทิ้งท้าย
สำหรับท่านที่สนใจเริ่มต้นปลูกไม้ป่าเศรษฐกิจ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เพจ : สาวใต้ปลูกต้นไม้ Leena Nakawirot
เผยแพร่ออนไลน์ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////
30 ตุลาคมนี้ พบกับคุณขิม–ลีนา นาคะวิโรจน์ อินฟลูเอนเซอร์จากช่อง “สาวใต้ปลูกต้นไม้” 🎙️ ผู้ดำเนินรายการที่จะพาไปมองเรื่องต้นไม้และคาร์บอนในมุมใหม่ พร้อมเจาะลึกไปกับนักวิจัยและคนทำงานจริงในชุมชนว่า จากการปลูกต้นไม้ การเก็บข้อมูล และการพัฒนาธนาคารต้นไม้ จะต่อยอดสู่โอกาสด้านคาร์บอนเครดิตได้อย่างไร 🌱
.
⏰ ช่วงเวลา 13.30–14.30 น. พบกับเวที Talks ที่จะพาไปทำความเข้าใจตั้งแต่ Carbon Footprint, Net Zero ไปจนถึง Carbon Credit ผ่านมุมมองของทั้งนักวิจัยและคนที่ลงมือทำจริงในชุมชน
.
“โอกาสทองของคนอยากเปลี่ยนพื้นที่ว่างให้เป็นเงินล้าน!” หากสนใจอยากปลูกวานิลลาเพิ่มเติม 30 ตุลาคมนี้ มาพบกันได้ที่งานสัมมนา “เทคโนโลยีชาวบ้าน NEXT MOVE เกษตรไม่เหมือนเดิม”
.
รับฟรี! ข้าวสารจากข้าวตราไก่แจ้
สมุนไพรจาก JSP
น้ำผลไม้จากดอยคำ
พลิกวิกฤตดินพัง สู่ช่องทางทำเงินล้าน! กับสัมมนาโค้งสุดท้าย NEXT MOVE เกษตรไม่เหมือนเดิม
ภาคบ่ายนี้เราเปิดรอบพิเศษสำหรับคุณ! ใครที่อยากเข้าฟังบรรยายเสวนาเจาะลึกเทรนด์เกษตรเพลินๆ ตอนนี้เรามีบัตรเฉพาะภาคบ่าย (13.00 – 16.00 น.) ลดกระหน่ำจาก 490 บาท เหลือเพียง 199 บาท!
โค้งสุดท้าย! โปรสุดคุ้ม…ชวนฟังสัมมนา “เฉพาะภาคบ่าย” ราคาพิเศษเพียง 199 บาท! (จากราคาปกติ 490 บาท)
.
อยากอัปเดตเทรนด์เกษตรยุคใหม่ แต่ไม่มีเวลาเต็มวัน?
เทคโนโลยีชาวบ้านจัดให้! กับบัตรเข้างานเฉพาะภาคบ่าย (เวลา 13.00 – 16.00 น.) ในราคาสุดพิเศษ ลดเหลือเพียง 199 บาท เท่านั้น!
ตั้งแต่วันนี้ – 23 ตุลาคมนี้เท่านั้น!
สิทธิพิเศษคุ้มเกินคุ้มสำหรับผู้ร่วมงานภาคบ่าย
เปิดตารางความรู้ภาคบ่ายที่คุณจะได้รับ (คุ้มเกินราคาบัตร)
13.00 – 13.30 น. | เกษตรไทยยุคใหม่ ขับเคลื่อนด้วยดาต้า โตด้วยเทคโนโลยี
โดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
13.30 – 14.30 น. | Talks: Carbon Credit โอกาสใหม่ของเกษตรกรรายย่อย
โดย ดร.อัมพร โพธิ์ใย และ คุณธนพิสิฐ ใจกว้าง (ดำเนินรายการโดย คุณลีนา TikTok: สาวใต้ปลูกต้นไม้)
14.30 – 15.30 น. | เสวนา: เปลี่ยนเศษไม้เป็น ‘ถ่านไบโอชาร์’ สูตร ‘กู้ดินโทรม’ ปลูกพืชเงินล้าน
โดย น้องเจนทำฟาร์ม และ คุณณัฐวุฒิ จันทร์เรืองฟาร์ม
15.30 – 16.00 น. | เสวนา: เกษตรไซซ์เล็ก พลิกพื้นที่จำกัด สู่เกษตรมูลค่าสูง
โดย คุณอ้อ เจ้าของ The Vanilla House นครปฐม
พิเศษ! โซน Green Market ช้อปและปรึกษาตัวจริงหน้าบูธ พร้อมรับผลิตภัณฑ์ไบโอชาร์จาก 3 รายดัง (สวนจันทร์เรือง, สวนไผ่โป๋ยแจ่ม, ร้าน รีเจนซอยล์)
อยู่ร่วมงานภาคบ่าย รับฟรีทันที! ข้าวสารตราไก่แจ้, สมุนไพร JSP และน้ำผลไม้ดอยคำ หิ้วกลับบ้านสบายใจ
ย้ำอีกครั้ง! ราคานี้เข้าได้เฉพาะภาคบ่ายเท่านั้น 490 เหลือ 199 บาท
หมดเขต 23 ตุลาคมนี้ ช้าหมด สิทธิ์เต็มแน่นอน!
ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน https://forms.gle/YmKGMSaeCTvkb1j27
พบกัน วันที่ 30 ตุลาคม 2569
เวลา : 13.00 – 16.00 น.
ณ ห้องประชุมอาคารหนังสือพิมพ์ข่าวสด ถนนเทศบาลนิมิตใต้ หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ
Google Map : https://maps.app.goo.gl/c4ddJPHW5aiwfk468
สถานีรถไฟฟ้าสายสีแดง สถานีวัดเสมียนนารี
ติดตามข้อมูลและกิจกรรมดีๆ ของเทคโนโลยีชาวบ้านได้ที่ www.technologychaoban.com
เทคโนโลยีชาวบ้านNEXTMOVEเกษตรไม่เหมือนเดิม#คาร์บอนเครดิต#ไบโอชาร์#พืชมูลค่าสูง#วานิลลา#พลิกโฉมเกษตรกรไทย#เกษตรยุคใหม่#สัมมนาการเกษตร#เทคโนโลยีชาวบ้าน#technologychaoban
