Featured ประมง

“ผู้ใหญ่โก๋” ปั้นฟาร์มปลานิลครบวงจร ลดต้นทุน-แปรรูปเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้สู่ชุมชน

ในวันที่ต้นทุนการเลี้ยงสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาผลผลิตและความต้องการของตลาดเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การเลี้ยงปลาให้ได้ผลผลิตเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอสำหรับการสร้างอาชีพที่มั่นคงอีกต่อไป เกษตรกรจึงต้องมองให้ไกลกว่าขอบบ่อ ตั้งแต่การลดต้นทุน การผลิตลูกพันธุ์เอง การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการแปรรูปและสร้างตลาด เพื่อให้ผลผลิตหนึ่งชนิดสามารถสร้างมูลค่าได้ตลอดทั้งห่วงโซ่

ผู้ใหญ่โก๋ – นุชรี บุญมี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลานิลแปลงใหญ่ ตำบลท่าข้าม อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ที่เริ่มต้นจากการเห็นคุณพ่อเลี้ยงปลามาตั้งแต่ประมาณปี 2530 ก่อนนำประสบการณ์มาศึกษาและพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นอาชีพของตัวเอง จากการซื้อลูกพันธุ์มาเลี้ยง สู่การเพาะฟักลูกพันธุ์เอง ขยายพื้นที่เลี้ยง และพัฒนาธุรกิจให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

จากประสบการณ์ในครอบครัว

สู่ฟาร์มปลาครบวงจร


ผู้ใหญ่โก๋ เล่าให้ฟังว่า ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี 2530 ผู้ใหญ่โก๋ได้เห็นคุณพ่อเริ่มต้นเลี้ยงปลาด้วยการซื้อลูกพันธุ์มาเลี้ยงเอง ด้วยลักษณะของอาชีพที่ไม่ได้ใช้เวลาตลอดทั้งวัน และยังสามารถแบ่งเวลาไปทำกิจกรรมอื่นได้ จึงเกิดความสนใจและเริ่มศึกษาเรื่องการเลี้ยงปลาอย่างจริงจัง จนกระทั่งมองเห็นโอกาสว่า หากสามารถผลิตลูกพันธุ์เองได้ ก็จะช่วยสร้างความต่อเนื่องให้กับอาชีพและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้

จากนั้นจึงทดลองและเรียนรู้การเพาะพันธุ์ปลาหลากหลายชนิด ทั้งปลานิล ปลาตะเพียน และปลาดุก ฯลฯ ก่อนนำลูกพันธุ์ที่เพาะได้ออกจำหน่าย จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจที่เติบโตขึ้น จากที่ดินจำนวน 12 ไร่ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่มอบให้เป็นทุนตั้งต้น

“หลังจากที่เราได้ไปเรียนรู้และต้องการทำเป็นอาชีพ เราเองมีตั้งแต่ปลานิล ปลาตะเพียน ปลาดุก เราเพาะแล้วออกจำหน่ายเอง เลยทำให้เรามีธุรกิจนี้เป็นต้นมา”

จากพื้นที่ 12 ไร่ ธุรกิจค่อยๆ ขยับขยายขึ้นตามประสบการณ์และโอกาสทางตลาด ทั้งการซื้อที่ดินเพิ่มเติมและเช่าพื้นที่เพื่อทำฟาร์ม จนสามารถบริหารจัดการการผลิตได้ครบวงจรมากขึ้น โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ การฉีดผสมเทียมและเพาะฟักลูกพันธุ์บนพื้นที่ประมาณ 200 ไร่ และการเลี้ยงปลาเนื้อเพื่อส่งจำหน่ายเข้าแพปลามากกว่า 200 ไร่

ลดต้นทุนอาหาร

ใช้ทรัพยากรในฟาร์มให้คุ้ม

ผู้ใหญ่โก๋ เล่าต่ออีกว่า เมื่อมีพื้นที่การผลิตขนาดใหญ่ ต้นทุนจึงเป็นโจทย์ที่ต้องบริหารอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะค่าอาหารปลา ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของการเลี้ยงปลาเนื้อ จึงพยายามนำทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่มาใช้ประโยชน์ เพื่อช่วยลดการพึ่งพาอาหารเม็ดและสร้างอาหารธรรมชาติภายในบ่อ

หนึ่งในวิธีที่นำมาใช้คือการทำ “แซนด์วิชปลา” โดยนำฟางและขี้วัวมาซ้อนกันเป็นชั้นๆ เพื่อช่วยให้เกิดไรแดง ซึ่งเป็นอาหารธรรมชาติของปลา แนวทางดังกล่าวช่วยลดต้นทุนบางส่วน ขณะเดียวกันยังเป็นการนำวัสดุที่หาได้ในพื้นที่กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์

ส่วนปลาเนื้อจะวางแผนการเลี้ยงให้ได้ขนาดตรงกับความต้องการของตลาด โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ก่อนจับจำหน่าย

“ต้นทุนการเลี้ยงของเรา ผู้ใหญ่เคยคำนวณ โดยปกติอาหารเม็ด 100 เปอร์เซ็นต์ ค่า FCR จะอยู่ที่ 1.2 สมมุติปลา 1 กิโลกรัม จะกินอาหารอยู่ที่ประมาณ 30 กว่าบาท เพราะฉะนั้นการขายปลาสดของเรา ต้องทำอย่างไรก็ได้ให้ได้ราคาที่ 40 บาทขึ้นไปถึงจะได้กำไร อันนี้ถือว่าเป็นโจทย์ที่เกษตรกรทำยาก เพราะฉะนั้นการทำอาหารลดต้นทุนต่างๆ ถือว่าสำคัญมาก จะช่วยทำให้ต้นทุนเราลดลง”

สำหรับผู้ใหญ่โก๋การลดต้นทุน จึงไม่ได้หมายถึงการลดปริมาณอาหาร หรือคุณภาพการเลี้ยง แต่คือการออกแบบระบบให้เหมาะกับต้นทุนที่มีอยู่ และใช้ทรัพยากรในฟาร์มให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะเมื่อราคาปลาผันผวน การควบคุมต้นทุนตั้งแต่ต้นทางย่อมช่วยให้เกษตรกรมีพื้นที่ในการบริหารจัดการมากขึ้น

แปรรูปปลานิล สร้างมูลค่าเพิ่ม

 จากผู้ผลิตสู่ผู้ประกอบการชุมชน

เมื่อการผลิตมีความพร้อมมากขึ้น อีกโจทย์สำคัญคือการทำอย่างไรให้ปลานิลสามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่าการขายเป็นปลาสด เพราะหากผลผลิตทั้งหมดถูกส่งเข้าแพปลาเพียงช่องทางเดียว โอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มย่อมมีข้อจำกัด

ผู้ใหญ่โก๋จึงส่งเสริมให้สมาชิกให้ความสำคัญกับคุณภาพการเลี้ยง ก่อนนำผลผลิตบางส่วนเข้าสู่กระบวนการแปรรูป เพื่อสร้างช่องทางการตลาดที่หลากหลายขึ้น ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์จากปลานิลมากกว่า 13 รายการ อาทิ หอยจ๊อปลานิลไส้ทะลัก ปลานิลตากแห้ง ปลานิลกรอบ และน้ำพริกปลานิล

การแปรรูปจึงเป็นมากกว่าการเพิ่มราคาสินค้า แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ผลิตวัตถุดิบไปสู่ผู้ประกอบการ ที่สามารถจัดการผลผลิตของตัวเองได้ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการกระจายรายได้กลับเข้าสู่ชุมชน

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยังมีข้อจำกัด ทั้งเรื่องกำลังการผลิต แรงงาน และปัจจัยการผลิตที่ต้องมีคุณภาพและได้มาตรฐานอุตสาหกรรม ทำให้การขยับจากระดับโอท็อปชุมชนไปสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรมยังต้องอาศัยการพัฒนาอีกหลายด้าน

สูตรชุมชน สร้างอัตลักษณ์

เพิ่มมูลค่าปลานิลสู่สินค้าเด่น

จุดเด่นอีกด้านของผลิตภัณฑ์แปรรูป ผู้ใหญ่โก๋ เล่าว่า คือการนำองค์ความรู้ และสูตรอาหารที่มีอยู่ในชุมชนมาพัฒนาเป็นสินค้า ทำให้ปลานิลไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบ แต่กลายเป็นสินค้าที่มีเรื่องราวและอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่

“สินค้าทุกตัวได้มาตรฐาน อย. และเป็นสินค้าที่มีความเป็นอัตลักษณ์ของชุมชน โดยบางสูตรก็เป็นแนวคิดของคุณยายในชุมชนที่ทำมายาวนาน และเป็นผู้พิการทางสายตาด้วย ท่านมีความรู้ความสามารถในการทำกับข้าว และขายดีมาตลอด เราเลยได้ผลิตผลที่เป็นสูตรเฉพาะของชุมชน”

เรื่องราวของสูตรอาหารจากคนในชุมชน จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ และทำให้การแปรรูปเชื่อมโยงกับคนในพื้นที่มากกว่าการผลิตสินค้าเพื่อขายเพียงอย่างเดียว

ใช้เทคโนโลยียกระดับฟาร์ม

เพิ่มมาตรฐานปลานิล สู่ตลาดส่งออก

อีกหนึ่งทิศทางที่ผู้ใหญ่โก๋ให้ความสำคัญ คือการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยบริหารจัดการฟาร์ม โดยมีการศึกษาและอบรมความรู้ใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้โซลาร์เซลล์ และการนำระบบตรวจวัดอุณหภูมิน้ำภายในบ่อมาใช้ ซึ่งสามารถดูข้อมูลผ่านโทรศัพท์มือถือได้

ผู้ใหญ่โก๋ บอกว่า เทคโนโลยีเหล่านี้ ช่วยให้การเลี้ยงปลามีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น และลดการพึ่งพาประสบการณ์เพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน การเข้าร่วมอบรมในโครงการเกษตรกรหัวขบวน กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ DIPROM ยังช่วยเปิดมุมมองใหม่ ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ มาตรฐาน และการต่อยอดธุรกิจเกษตร

เมื่อมาตรฐานการผลิตและการจัดการถูกยกระดับ เป้าหมายของผู้ใหญ่โก๋จึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงตลาดภายในประเทศ แต่เริ่มมองถึงโอกาสในการพัฒนาปลานิลให้สามารถเข้าสู่ตลาดส่งออกได้ในอนาคต

จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ “ทำน้อยได้มาก”

สร้างมูลค่าปลานิล สู่รายได้ชุมชน

จากวันที่เริ่มต้นเห็นคุณพ่อเลี้ยงปลา จนกลายมาเป็นผู้ประกอบการที่บริหารจัดการฟาร์มตั้งแต่การเพาะพันธุ์ การเลี้ยงปลาเนื้อ การลดต้นทุน การแปรรูป และการพัฒนามาตรฐาน เส้นทางของผู้ใหญ่โก๋สะท้อนให้เห็นว่า หัวใจของการทำเกษตรในวันนี้ อาจไม่ได้อยู่ที่การผลิตให้ได้มากที่สุด แต่อยู่ที่การรู้จักจัดการสิ่งที่ตัวเองมีให้เกิดมูลค่าสูงที่สุด

“การประกอบอาชีพเกษตรที่ดี เราต้องทำในสิ่งที่เราชอบ และต้องยึดหลักทำน้อยได้มาก ทำในสิ่งที่เราถนัด มันเป็นการตอบโจทย์มากเลย แล้วยิ่งเราเป็นต้นน้ำ มันมีมูลค่ามหาศาลที่สร้างรายได้มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ และการแปรรูปของเราประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้”

แนวคิด “ทำน้อยได้มาก” จึงไม่ใช่เพียงคำพูด แต่เป็นวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาฟาร์มของผู้ใหญ่โก๋ ตั้งแต่การผลิตลูกพันธุ์เอง ลดต้นทุนอาหาร ใช้เทคโนโลยีช่วยจัดการ ไปจนถึงการนำผลผลิตมาแปรรูปและสร้างตลาดใหม่

เพราะสุดท้ายแล้ว ปลานิลหนึ่งตัวอาจไม่ได้มีคุณค่าเพียงตอนที่ถูกจับขึ้นจากบ่อ แต่สามารถสร้างมูลค่าได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และเมื่อระบบเหล่านี้เชื่อมโยงกันได้อย่างลงตัว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้กลับคืนสู่เกษตรกรเพียงคนเดียว หากยังสามารถหมุนเวียนเป็นรายได้และโอกาสให้กับชุมชนโดยรอบได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน

สำหรับท่านใดที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ผู้ใหญ่โก๋ – นุชรี บุญมี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลานิลแปลงใหญ่ หมายเลขโทรศัพท์ 081-664-4817

ผู้เขียน : สุรเดช สดคมขำ

Related Posts