ไม้ป่า
ในวันที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตซ้ำซ้อน ทั้งสงครามที่ยืดเยื้อ ภาวะเศรษฐกิจที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ไปจนถึงภัยธรรมชาติจากปรากฏการณ์โลกเดือดที่รุนแรงขึ้นทุกปี หลายคนมักตั้งคำถามว่า “ในเมื่อปากท้องยังลำบาก เราจะปลูกต้นไม้ไปเพื่ออะไร” เรามักถูกสอนให้แยก ‘ปัญหาเศรษฐกิจ’ ออกจาก ‘ปัญหาสิ่งแวดล้อม’ โดยเชื่อว่าต้องเอาชีวิตให้รอดก่อน แล้วค่อยกลับมาดูแลธรรมชาติ แต่นั่นอาจเป็นกับดักทางความคิดที่ทำให้เรามองไม่เห็นทางออกที่แท้จริง เพราะในความเป็นจริงแล้ว ปากท้องกับสิ่งแวดล้อมคือเรื่องเดียวกัน การปลูกป่าในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำเพื่อการค้าหรือประโยชน์ส่วนตัว แต่มันคือการสร้างฐานรากให้กับทุกมิติของชีวิต เพราะเมื่อเรามีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีต้นไม้ที่ช่วยดูดซับคาร์บอนและคืนสมดุลให้สภาพอากาศ เมื่อนั้นเราจะทำงานได้ดีขึ้น พืชผลทางการเกษตรจะงอกงามขึ้น และบรรยากาศโดยรวมของสังคมไปจนถึงเศรษฐกิจก็จะขยับดีตามไปด้วย คุณขิม-ลีนา นาคะวิโรจน์ จากพนักงานออฟฟิศผู้หลงรักการเดินป่า สู่การเป็นอินฟลูเอนเซอร์เจ้าของช่อง “สาวใต้ปลูกต้นไม้” ที่ตัดสินใจทิ้งงานประจำมาปลูก “ไม้ป่าและไม้เศรษฐกิจ” อย่างเต็มตัว คุณขิมเล่าว่า ก่อนจะก้าวเข
“ต้นมะริด” ถือเป็นไม้ป่าโบราณของไทย และเคยมีปรากฏในประเทศไทยตั้งแต่สมัยโบราณ วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านได้มีโอกาศพูดคุยถึงการกลับมาของ “มะริด” เริ่มจากการทดลองปลูกของเกษตรกรท่านหนึ่ง ที่นำต้นกล้ามะริดจากตลาดต้นไม้มาปลูกในสวน แม้ช่วงแรกต้นไม้จะเติบโตช้า แต่เมื่อดูแลอย่างเหมาะสมก็สามารถเจริญเติบโตและออกผลได้ คุณบัญชา ตั้งสิน เจ้าของสวนตั้งสิน ในพื้นที่ตำบลคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม จุดเริ่มต้นของการปลูกต้นมะริดเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเจ้าของสวน ซึ่งในอดีตเคยทำงานอยู่ในธุรกิจโรงแรมมาก่อน จึงรู้สึกว่าอยากหาสถานที่ให้ลูกน้องวัยเกษียณได้ใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายอย่างสบาย จึงได้ตัดสินใจซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง ซึ่งเดิมเป็นสวนผลไม้ เช่น ฝรั่ง ชมพู่ และมะม่วง ในตอนแรกตั้งใจให้ลูกน้องที่อายุประมาณ 60 ปีมาอยู่และทำเกษตรที่สวนแห่งนี้ แต่เมื่อทำจริงกลับพบว่า การทำสวนผลไม้ต้องใช้แรงงานหนัก ไม่ว่าจะเป็นการห่อผลไม้ ฉีดยา หรือรดน้ำ ทำให้ลูกน้องไม่สามารถทำงานต่อได้ จนสุดท้ายเจ้าของสวนจึงย้ายมาอยู่และดูแลพื้นที่ด้วยตัวเอง หลายๆ คนอาจสงสัยว่า…เหตุใดคุณบัญชาถึงสนใจและตัดสินใจนำ “ต้นมะริด” มาปลูก
ซาอุดีอาระเบีย ได้ชื่อว่าเป็นผู้ค้าน้ำมันอันดับ 1 ของโลก ล่าสุดซาอุดีอาระเบียไม่ได้หวังเพียงแค่ต้องการพลิกฟื้นทะเลทรายเป็นพื้นที่สีเขียว แต่เตรียมมุ่งเป้าบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero) เพื่อลดโลกร้อน ก้าวสู่การเป็นประเทศผู้นำสีเขียว ซาอุดีอาระเบียจะนำเข้าต้นไม้จากทั่วโลกรวมถึงไทย เพื่อเปลี่ยนพื้นที่เสื่อมโทรมให้กลับมามีชีวิตชีวา โดยการปลูกต้นไม้ 10,000 ล้านต้น และร่วมสนับสนุนผลักดันโครงการปลูกต้นไม้ 50,000 ล้านต้น ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อให้บรรลุตามนโยบายซาอุดีอาระเบียสีเขียว (The Saudi Green Initiative) ปัจจุบันประเทศไทยได้ส่งต้นไม้ไปยังซาอุดีอาระเบียแล้วกว่า 200,000 ต้น และถือว่ายังมีโอกาสให้ไทยส่งออกต้นไม้ไปยังซาอุดีอาระเบียได้อีกมาก ซึ่งซาอุดีอาระเบียจะร่วมมือกับกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ หรือกลุ่มประเทศ GCC (Gulf Cooperation Council) และประเทศหุ้นส่วนอื่นๆ ในการปลูกต้นไม้ในเอเชียตะวันตกเพิ่มอีก 40,000 ล้านต้น สำหรับการส่งออกต้นไม้ไปยังซาอุดีอาระเบียนั้น ต้องทำความเข้าใจรายละเอียดเกี่ยวกับสเปกของต้นไม้ที่จะส่งไปอย่างละเอียด และต้องพิจารณาต้นไม้ที่ทา
ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าพื้นที่สีเขียว เป็นอีกหนึ่งอย่างที่คนมีพื้นที่บริเวณบ้านกว้างขวางอยากจะมี โดยเฉพาะผู้ที่อยู่อาศัยในเขตเมือง เพราะไม่เพียงแต่ให้ร่มเงาหรือให้ผลผลิตที่กินได้เท่านั้นในไม้บางชนิด แต่ยังช่วยให้สภาพแวดล้อมดีขึ้น เพราะต้นไม้จะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อไปใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสง จากนั้นจะผลิตก๊าซออกซิเจนออกมา จึงนับว่านอกจากจะให้ร่มเงาภายในบ้านแล้ว ยังช่วยสร้างก๊าซออกซิเจนให้กับทุกชีวิตในโลกอีกด้วย เมื่อคนที่มีพื้นที่บริเวณบ้านกว้างขวางมากพอ ความต้องการไม้ดอกไม้ประดับจึงมีมากขึ้น เพราะสามารถทำให้บริเวณบ้านมีพื้นที่สีเขียว ตลอดจนสีสันต่างๆ ของดอกไม้ ซึ่งจะรอแบบนำต้นเล็กๆ มาปลูกบางคนก็ไม่ค่อยชอบการรอคอย จึงได้หาซื้อไม้ที่ใหญ่แบบรวดเร็วทันใจมาปลูก เพื่อเป็นการย่นระยะเวลา จึงทำให้มีธุรกิจไม้ขุดล้อมมากขึ้นเป็นการตอบโจทย์ในเรื่องนี้ คุณทิพนาถ สุขสนิท อยู่บ้านเลขที่ 38 หมู่ที่ 15 ตำบลปรือ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เป็นผู้ที่มองเห็นโอกาสในเรื่องนี้ จึงได้มาทำการประกอบอาชีพไม้ขุดล้อม โดยหาพรรณไม้ป่าหายาก ตลอดจนไม้อื่นๆ ที่เจ้าของที่ดินยินดีจะขายต่อให้เธอ มาทำการดู
“อาชีพเพาะไม้ป่าขาย ถือเป็นอาชีพที่เกินความคาดหมายของคนอายุ 46 อย่างพี่ที่โตมาในยุคอุตสาหกรรม แล้วก้าวมาสู่ยุคดิจิตอล เราอยู่ระหว่างคาบเกี่ยว ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องเอาต้นไม้มายัดลงกล่อง คิดไม่ถึงจริงๆ ว่า ทุกวันนี้อะไรก็เป็นไปได้ แค่การขายกล้าพันธุ์ไม้ก็สามารถสร้างรายได้ให้เป็นหลักหลายแสนบาทต่อเดือน” นี่คือ คำพูดของเกษตรกรสาวมุกดาหารที่อึ้งกับโลกที่อยู่ในยุคออนไลน์ ที่อะไรก็เกิดขึ้นได้ ตามมาดูกันว่า เธอคนนี้มีเทคนิคพิเศษอะไร ในการทำธุรกิจเล็กๆ ให้เติบโตสร้างยอดขายเดือนละแสนในเวลาเพียง 2 ปี คุณพิชามาญชุ์ ปล้องพันธ์ หรือ พี่อ้วน อยู่บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่ 17 ตำบลคำป่าหลาย อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เกษตรกรสาวเจ้าของเพลินจิตรฟาร์ม ผู้หลงใหลธรรมชาติ ชอบอยู่กับต้นไม้จนกลายเป็นอาชีพสร้างตัว เลี้ยงครอบครัวให้อยู่สุขสบายมาจนถึงทุกวันนี้ โดยก่อนที่จะมาเพาะไม้ป่าขาย พี่อ้วน เล่าว่า เดิมทีตัวเองมีอาชีพเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูก สามีทำงานเพียงคนเดียว แต่อยู่มาวันหนึ่งตัวเองเกิดป่วยหนัก ซึ่งในตอนป่วยก็คิดตลอดว่าความสุขของตัวเองคืออะไร ถ้าหากว่าต้องตายวันนี้หรือพรุ่งนี้อยากทำอะไร ไปที่ไหน สรุปแล้ว
เมื่อได้สัมผัสลมหนาว หอมกลิ่นไอกรุ่นๆ แรงบันดาลใจที่จะเขียนงานให้เป็นวิชาการ ผสมผสานกับการอยากจะให้ผู้อ่านได้รู้จักตัวตนที่แท้จริง ได้เข้าถึงงานที่ผู้เขียนได้ทำได้ปฏิบัติมา ซึ่งค่อนข้างจะนานพอควร เนื้อหาในฉบับนี้จึงหนักไปที่เรื่องของการปรับปรุงพันธุ์ต้นไม้…หรือไม้ป่า นั่นเอง… การปรับปรุงพันธุ์ไม้ป่า (Forest tree improvement) ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการปรับปรุงพันธุ์เพื่อเพิ่มผลผลิต และคุณภาพไม้จากธรรมชาติ โดยควบคุมการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ร่วมกับการจัดการป่าไม้ หรือวนวัฒนวิธี การปรับปรุงพันธุ์ไม้ป่าจะประกอบด้วยกิจกรรมหลักๆ ดังนี้ การคัดเลือก (Selection) คือ การคัดเลือกแม่ไม้หรือต้นไม้ที่มีลักษณะที่ต้องการตามวัตถุประสงค์ของการปรับปรุงพันธุ์ การผสมพันธุ์ (Breeding) คือ การคัดพันธุ์แม่ไม้ หรือต้นไม้ที่คัดเลือกไว้ โดยมีการกำหนดรูปแบบของการผสมพันธุ์ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการปรับปรุงพันธุ์ การทดสอบทางพันธุกรรม (Testing) คือ การทดสอบทางพันธุกรรมของแม่ไม้หรือต้นไม้ที่คัดเลือกไว้ เพื่อยืนยันลักษณะการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากรุ่นพ่อ-แม่ ไปสู่รุ่นลูกในการปรับปรุงพันธุ์ และเมื่อได้พัน
ชื่อสามัญ มะพลับทอง ชื่อวิทยาศาสตร์ Diospyros transitorea วงศ์ EBENACEAE ขึ้นชื่อเรื่องอย่างนี้ หลายคนสงสัยว่า ใช่คอลัมน์ “ป่าเดียวกัน” หรือไม่…ไม่ต้องสงสัยเลย…สาวดำ…เป็นชื่อเรียกของต้นไม้ใหญ่ ที่อยู่ในป่าเขาหิน ลำต้นสูงโปร่ง สะโอดสะอง ดำทะมึน เหมือนหญิงสาวที่อยู่ท่ามกลางป่าเขา… สาวดำ เป็นไม้สกุลมะเกลือ แถบภาคใต้เรียกว่า “ไม้สาวดำ หรือไม้ขาวดำ” ตามลักษณะของต้น และเนื้อไม้ที่มีแก่นสีดำ แต่ภาษาทางการ เรียกว่า “มะพลับทอง” จากคำเล่าขาน “ต้นสาวดำ” เคยมีอยู่มากมายบนเทือกเขาบรรทัด แต่ตอนนี้สูญพันธุ์ไปแล้ว เพราะเนื้อไม้แข็ง มีลวดลายสวยงาม คนใต้จึงนิยมนำไปทำกรงนกเขา นกกรงหัวจุก เป็นเครื่องประดับใช้ตกแต่งบ้าน ด้ามอาวุธ ด้ามเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องดนตรี และของใช้ที่มีราคาแพง ว่ากันว่า ไม้ขนาด 8x8x20 นิ้ว ขายได้ในราคาท่อนละเกือบๆ 4,000 บาท เลยทีเดียว ในปี 2559 ผู้เขียนมีโอกาสได้รับทุนให้ทำวิจัย “เรื่องการสำรวจและขยายพันธุ์สาวดำ” ต้องขึ้นเขาปีนเขาเป็นประจำ เนื่องจากเป็นงานสำรวจ และเก็บตัวอย่างพันธุ์ไม้ หลังจากนั้น ไม่นานก็ได้สืบสานมาจนเป็นงานเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในปัจจุบั
สาละอินเดีย (Sal) ชื่อสามัญ สาละอินเดีย สาละใหญ่ มหาสาละ สาละ ชื่อวิทยาศาสตร์ Shorea robusta C.F. Gaertn. วงศ์ Dipterocarpaceae เมื่อเมฆฝนได้ผ่านพ้นไปเหมันตฤดูก็กำลังคืบคลานเข้ามา…ฉบับก่อนผู้เขียนมีโอกาสได้เล่าถึงต้นสาละอินเดียที่พวกเราเคยหลงเข้าใจผิดว่า (ตอนนี้ก็ยังมี)…ต้นสาละอินเดีย กับต้นลูกปืนใหญ่คือต้นเดียวกัน ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นคนละชนิดกันเลย สาละอินเดีย เป็นไม้วงศ์ยาง ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Shorea robusta C.F. Gaertn. ส่วนต้นลูกปืนใหญ่นั้น มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Couroupita guianensis สาเหตุหลักๆ ที่จุดประกายให้ผู้เขียนอยากจะนำต้นสาละอินเดียมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ก็เพราะสาละอินเดียไม่ได้มีให้เราเจอะเจอมากนัก และต้นแม่ใหญ่ๆ ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ต้นก็ไม่สามารถออกดอกออกผลได้ทุกปี หรือทุกฤดูกาล ต้องเว้นไปอีก 2-3 ปี จึงจะผลิตเมล็ดชุดใหม่ออกมา อีกสาเหตุหนึ่งก็เพราะสาละอินเดียเป็นต้นไม้สำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ผู้เขียนจึงอยากเพิ่มจำนวนต้นให้มีมากๆ เพื่อจะได้ช่วยกันปลูกให้ทั่วแผ่นดิน ให้คนไทยได้เห็น ได้รู้จัก ต้นสาละอินเดียมากยิ่งๆ ขึ้น และนับเป็นความโชคดีที่ผู้เขียนทำงานว
