Featured News

สทนช. เฝ้าระวัง “เอลนีโญ” ปรับแผนเข้มจัดการน้ำ รับมือภัยแล้ง

ในปี 2569 ประเทศไทยเสี่ยงเผชิญภาวะฝนน้อย จากสภาวะเอลนีโญ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน–สิงหาคม 2569 และอาจต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี ในช่วงต้นฤดูฝน (ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569) กรมชลประทานคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในภาคกลางและภาคตะวันออก อาจต่ำกว่า 50% ของความจุเก็บกักรวม ส่วนเขื่อนแม่มอก เขื่อนคลองสียัด และเขื่อนวชิราลงกรณ มีแนวโน้มลดลงจนต่ำกว่าเกณฑ์กักเก็บน้ำต่ำสุด

ทั้งนี้เพื่อรองรับสภาพอากาศที่มีความแปรปรวนสูงซึ่งยากต่อการคาดการณ์ และเก็บสำรองปริมาณน้ำต้นทุนให้มากที่สุด พร้อมรับมือกับวิกฤตเอลนีโญในอนาคต สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันบูรณาการข้อมูลโดยคาดการณ์ฝนล่วงหน้า 6 เดือนประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ และคาดการณ์น้ำไหลลงอ่างฯ ใช้บริหารจัดการน้ำอย่างรัดกุม สอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากที่สุด

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะโฆษก สทนช. เปิดเผยว่า   ประเทศไทยมีแนวโน้มจะเข้าสู่สภาวะเอลนีโญ ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม2569 ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกรกฎาคม2570 จึงปรับแผนการบริหารจัดการน้ำให้รัดกุม เพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองเพียงพอสำหรับทุกกิจกรรม

สำหรับพื้นที่ภาคตะวันออก เสี่ยงประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เนื่องจากเขื่อนสียัด มีปริมาณน้ำสำรองแค่ 30 ล้าน ลบ.ม. ต้องวางแผนจัดสรรน้ำอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ทางกรมชลประทานวางแผนผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยานุชิต มาเติมน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำ แก้ปัญหาภัยแล้งและรองรับความต้องการใช้น้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พร้อมสูบน้ำจากแม่น้ำจันทบุรีไปยังหนองกะเพลิง เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับใช้ในการเกษตร การอุปโภค และการบริโภคของประชาชนในพื้นที่


ด้านภาคตะวันตก มีอ่างเก็บน้ำสำคัญคือ เขื่อนวชิราลงกรณ จัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ช่วยเหลือภาคเกษตรกว่า 7 จังหวัด ในปีนี้ตรงกับช่วงบำรุงรักษาเขื่อนตามวาระเพื่อคงประสิทธิภาพการใช้งานและรักษามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดของตัวเขื่อน ได้ปรับลดปริมาณน้ำสำรองเหลือเพียง 40%  กรมชลประทานจึงต้องผันน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิต์มาชดเชยในโซนนี้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความต้องการใช้น้ำชลประทานในพื้นที่อำเภออู่ทอง สุพรรณบุรี ฯลฯ

นายไพฑูรย์กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีเขื่อนลำตะคอง เขื่อนปราณบุรี เขื่อนกิ่วคอหมา ซึ่งมีปริมาณน้ำสำรอง 35% อยู่ในเกณฑ์ที่มีน้ำน้อย จำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำอย่างปราณีต โดยเขื่อนกิ่วคอหมา วางแผนจัดสรรน้ำปลูกพืชฤดูแล้งตามรอบเวรการส่งน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งปีถัดไป ส่วนเขื่อนปราณบุรี งดจ่ายน้ำทำนาปรัง สำรองน้ำเพื่อรองรับการท่องเที่ยวเป็นหลัก และเขื่อนลำตะคอง งดทำนาปรัง สำรองน้ำเพื่อผลิตน้ำประปาอย่างเดียว

“  ตอนนี้ ยังไม่มีรายงานขาดแคลนน้ำในภาคเกษตร พื้นที่ปลูกข้าว พืชไร่ ไม้ผลในปีนี้ยังรอด แต่ในปีหน้า แหล่งปลูกไม้ผลในภาคตะวันตก อาจประสบปัญหาขาดแคลนน้ำได้  เพราะเป็นเขตเงาฝน ที่มีฝนตกน้อย โดยเฉพาะอำเภอบ้านไร่ อุทัยธานี จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์  ปีหน้าทุเรียนป่าละอูอาจไม่มีผลผลิตให้กิน หากประสบปัญหาภัยแล้ง  ” นายไพฑูรย์กล่าว

ที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ(GISTDA )ได้วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งล่วงหน้า  6 เดือนว่า มีจุดใดที่มีความเสี่ยง สทนช.ได้ส่งข้อมูลดังกล่าวให้กระทรวงเกษตร กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมการปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อทำการมอนิเตอร์พื้นที่เสี่ยงภัยขาดแคลนน้ำ

ทุกตำบลควรการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ว่ามีวิเคราะห์น้ำต้นทุนอยู่เท่าไหร่ เปรียบเทียบกับปริมาณน้ำที่ต้องใช้ในพื้นที่จริง หากคำนวณแล้ว “ ติดลบ” ก็ต้องทำแผนแม่บทพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มเติมในพื้นที่ ยกตัวอย่างที่จังหวัดกระบี่ได้วางแผนสูบน้ำจากคลองกระบี่น้อยมาเติมที่คลองกระบี่ใหญ่ ตลอดช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม  เพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองเพียงพอสำหรับรับมือภัยแล้งและแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำดิบสำหรับผลิตประปาในเขตเทศบาลเมืองกระบี่

“ สิ่งที่ประเทศไทยควรเร่งดำเนินงานคือ สร้างการรับรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งวางแผนรับมือว่า ควรจะสูบน้ำจากแหล่งไหน เมื่อน้ำสำรองแห้งหมด  สำหรับจังหวัดจันทบุรี ชาวบ้านใช้วิธีจะขุดสระไว้กลางแม่น้ำ หากเจอปัญหาน้ำแห้งก็จะขุดสระจากตรงนี้” นายไพฑูรย์กล่าว

ชาวบ้านขุดสระน้ำกลางแม่น้ำคลองวังโตนด ที่แห้งขอดจากภัยแล้งติดต่อกัน 2 ปี ในปี 2558 – 2559

นอกจากนี้ สทนช.อยากขอความร่วมมือจาก นายก อบต.ทั่วประเทศ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งสูบน้ำในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือน ส.ค.- ก.ย.  เก็บให้เต็มสระเพื่อเป็นแหล่งน้ำสำรองสำหรับฤดูแล้งปีหน้า หากพื้นที่ใดไม่ได้มีสระเก็บน้ำขนาดใหญ่เพียงพอ ควรเสนองบดำเนินโครงการ หนึ่งสระหนึ่งตำบล ให้มีความจุสัก 1-2 ล้าน ลบ.ม. วิธีนี้จะช่วยให้ทุกตำบลรอดจากภัยแล้งได้  

นายไพฑูรย์กล่าวอีกว่า  บางพื้นที่เราไม่สามารถสร้างเขื่อนได้ เช่น ลุ่มน้ำยม เมื่อไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำ ช่วงฤดูแล้ง ลุ่มน้ำยมในเขตจังหวัดพิจิตรและพิษณุโลกมักประสบภัยแล้งซ้ำซากทุกปี มาตรการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดคือ “ น้ำขึ้นให้รีบตัก ” เร่งเก็บกักน้ำท่าในสระน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติให้ได้มากที่สุดในช่วงฤดูฝน

“   ปีนี้ แล้งแน่  ไม่ต้องหวังฝนตกหน้าแล้งเลยครับ   ช่วงหน้าฝน ต้องเร่งสูบน้ำเข้าสระหรือแหล่งน้ำธรรมชาติให้เต็ม ส่วนกลางน้ำ ปลายน้ำ ควรมีฝายเก็บกักน้ำ หรือมีประตูกั้นน้ำ หากวันนี้ ยังไม่มีประตูน้ำ สามารถใช้งบยับยั้งภัยพิบัติ ของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนภาคประชาชนไว้ล่วงหน้า หางบประมาณทำกระสอบทรายกั้นลำน้ำ เสริมสันฝายให้สูงขึ้น เก็บน้ำสำรองไว้ในสระหรือแหล่งน้ำธรรมชาติให้ได้มากที่สุด   ก่อนที่จะหมดฤดูฝนครับ  ” โฆษก สทนช.กล่าวในที่สุด

Related Posts