ภัยแล้ง
บ้านโนนตูมถาวร หมู่ที่ 12 ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ถือเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่มีเสน่ห์และอัตลักษณ์เฉพาะตัว มีวัฒนธรรมความเชื่อจากเชื้อสาย “ขอม หรือ “เขมร” ตั้งอยู่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ หรืออีสานใต้ พื้นที่ติดกับ “เขาพระวิหาร” รอบหมู่บ้านส่วนใหญ่ติดกับเทือกเขาพนมดงรัก หนึ่งในป่าต้นน้ำของแม่น้ำหลายสายหลั่งไหลหล่อเลี้ยงชีวิตในจังหวัดศรีสะเกษ ที่สำคัญพื้นที่หมู่บ้านยังเป็นหนึ่งในพื้นที่สีแดง คือมีดินสีแดงที่มีแร่ธาตุสูง เพราะเคยเป็นแหล่งกำเนิดภูเขาไฟ จึงเหมาะแก่การทำการเกษตร จึงได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตผลไม้ เช่น ทุเรียน เงาะ ลำไย มังคุด ลองกอง มะปราง มะม่วง ที่ให้ผลผลิตดีและรสชาติอร่อย โดยเฉพาะทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ที่มีลักษณะแตกต่างจากทุเรียนที่ปลูกที่อื่น คือ กลิ่นไม่แรง เนื้อละเอียด นุ่ม แห้ง จนได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI -Geographical Indication) ร.ต.เหมราช สุดาชาติ อดีตข้าราชการนายทหาร ประจำกระทรวงต่างๆ เกือบ 20 ปี ด้วยหัวใจ “รักษ์บ้านเกิด” จึงบอกกับตัวเองหลังเรียนจบปริญญาโท ในปี 2561 ว่า ถึงเวลาทำตามฝันกลับมาบ้านเกิด เพื่อนำความรู้มา
ดร.ฐกลพัชร์ ขำพึ่งสน หัวหน้างานวิทยาการข้อมูลน้ำ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. กล่าวว่า ในปี 2569 ประเทศไทยจะมีปริมาณฝนลักษณะใกล้เคียงกับปี 2540 มากที่สุดจึงใช้เป็นปีอ้างอิงในการประเมินแนวโน้มฝนในปีนี้ โดยคาดการณ์ว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ จะมีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย แต่ช่วงสิงหาคม-ตุลาคมยังต้องเตรียมรับฝนหนักและน้ำหลาก โดยเดือนกันยายนเป็นช่วงที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ “ทั้งนี้ สสน. คาดการณ์ว่า ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงธันวาคม ประเทศไทยจะมีฝนมากกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี ในเดือนสิงหาคม 2569 โดยจะมีปริมาณฝนสูงกว่าค่าเฉลี่ย ร้อยละ 10 ในขณะที่เดือนกันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม 2569 ปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัดเลย โดยปริมาณฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี ร้อยละ 11, 11, 32 และ 16 ตามลำดับ” จับตา 5 เดือนสุดท้ายของปี เดือนสิงหาคม : มีฝนตกหนักบริเวณภาคเหนือถึงหนักมาก ภาคกลางฝั่งตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือฝั่งตะวันออก ภาคตะวันออก และภาคใต้ เดือนกันยายน : มีฝนตกหนักบริเวณภาคเหนือฝั่งตะวันออก ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ เดือนตุลาคม : จะมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ของภาคกลางต
อากาศที่ร้อนขึ้น ฝนที่ตกไม่ตรงฤดู และภัยแล้งที่ยาวนานกว่าเดิม ไม่ใช่เรื่องของการคาดเดาอีกต่อไป เพราะวันนี้โลกกำลังใช้ข้อมูลจากอวกาศมาช่วยมองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าหลายประเทศนำข้อมูลดาวเทียมมาวิเคราะห์สภาพภูมิอากาศเพื่อเตรียมรับมือ ขณะที่ประเทศไทยเองก็ใช้เทคโนโลยีเดียวกันในการเฝ้าระวังภัยแล้งและติดตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภาคการเกษตร ก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นจริงในแปลงของเกษตรกร หนึ่งในหน่วยงานที่ทำงานอยู่เบื้องหลังข้อมูลเหล่านี้ คือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA โดย คุณวรนุช จันทร์สุริย์ นักภูมิสารสนเทศชำนาญการพิเศษ อธิบายว่า การติดตามปรากฏการณ์เอลนีโญของไทย ไม่ได้อาศัยเพียงการพยากรณ์อากาศเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานระดับโลกเข้ากับข้อมูลดาวเทียม เพื่อประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนให้ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร เตรียมพร้อมรับมือได้ล่วงหน้า คุณวรนุช เล่าว่า GISTDA อ้างอิงข้อมูลจาก NOAA (National Oceanic and Atmospheric Administration) หรือองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่หลายประเทศ รวม
สภาพอากาศที่แปรปรวน ภัยแล้งที่รุนแรง ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำธรรมชาติแห้งขอดและอาหารในป่าไม่เพียงพอ ทำให้ช้างป่าในเขตป่าอนุรักษ์ภาคตะวันออกบุกรุกพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านเพิ่มมากขึ้นในปีนี้ อบต.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ได้บินโดรนสำรวจพบว่ามีโขลงช้างป่า 40 เชือกลงมาหากินในพื้นที่เกษตร และสวนผลไม้ของเกษตรกร สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านอย่างมาก โดยเฉพาะ สวน เอ เอส ฟาร์ม (A.S. Farm) เจอปัญหาช้างป่าบุกรุกทำลายพืชผลทางการเกษตรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คิดมูลค่าความเสียหายหลายล้านบาท คุณเนตรนิล ศิริภัทร เจ้าของสวน เอ เอส ฟาร์ม (A.S. Farm) อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ครอบครัวของเรามาทำสวนผลไม้ บนเนื้อที่ 300 ไร่ ในตำบลโป่งน้ำร้อนตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ผลไม้หลักของสวนคือ มะม่วงมหาชนก ทุเรียน มะละกอฮาวาย สับปะรดภูชวา ฯลฯ ไม่เคยเจอปัญหาช้างป่าบุกรุกสวนมาก่อน จนกระทั่งเมื่อ 5-6 ปีก่อน เริ่มมีโขลงช้างป่าจำนวนมากได้ลงมาหากินในสวน ช่วงฤดูผลไม้ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ทำให้พืชผลทางการเกษตรเสียหายหนักมาก ในช่วงฤดูผลไม้ ช้างป่าบุกสวน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ อยู่ยาวไปเรื่อยๆ จนกว่าทุกอย่
ในปี 2569 ประเทศไทยเสี่ยงเผชิญภาวะฝนน้อย จากสภาวะเอลนีโญ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน–สิงหาคม 2569 และอาจต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี ในช่วงต้นฤดูฝน (ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569) กรมชลประทานคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในภาคกลางและภาคตะวันออก อาจต่ำกว่า 50% ของความจุเก็บกักรวม ส่วนเขื่อนแม่มอก เขื่อนคลองสียัด และเขื่อนวชิราลงกรณ มีแนวโน้มลดลงจนต่ำกว่าเกณฑ์กักเก็บน้ำต่ำสุด ทั้งนี้เพื่อรองรับสภาพอากาศที่มีความแปรปรวนสูงซึ่งยากต่อการคาดการณ์ และเก็บสำรองปริมาณน้ำต้นทุนให้มากที่สุด พร้อมรับมือกับวิกฤตเอลนีโญในอนาคต สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันบูรณาการข้อมูลโดยคาดการณ์ฝนล่วงหน้า 6 เดือนประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ และคาดการณ์น้ำไหลลงอ่างฯ ใช้บริหารจัดการน้ำอย่างรัดกุม สอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากที่สุด นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะโฆษก สทนช. เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มจะเข้าสู่สภาวะเอลนีโญ ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม2569 ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกรกฎาคม2570 จึงปรับแผ
จากกรณีที่มีกระแสข่าวทางสื่อออนไลน์ว่า สวนส้มโอในพื้นที่ตำบลโนนทอง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแห้งแล้งจนยืนต้นตายเป็นวงกว้างนั้น นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า ไม่มีส้มโอยืนต้นตายเป็นวงกว้างตามที่เป็นข่าว นางอัญชลี เปิดเผยว่า สถานการณ์โดยรวมยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ สภาพอากาศที่แห้งแล้ง อุณหภูมิสูง และความชื้นไม่เหมาะสม ส่งผลให้ส้มโอบางสวนมีอาการเหี่ยวเฉาชั่วคราว แต่ยังไม่ถึงขั้นยืนต้นตาย สำหรับต้นส้มโอที่มีอายุมาก หรือขาดการบำรุงรักษา พบว่า มีอาการกิ่งแห้งและมีการสลัดผล ไม่กระทบต่อภาพรวมของผลผลิต นอกจากนี้ในพื้นที่ยังมีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับการดูแลผลผลิตได้ตลอดปี ในช่วงวันที่ 17-19 เมษายน 2569 มีฝนตกในพื้นที่ ช่วยเพิ่มความชื้นในดิน ลดอุณหภูมิสะสม และเอื้อต่อการฟื้นตัวของต้นส้มโอได้เป็นอย่างดี ปัจจุบัน เกษตรกรยังมีผลผลิตส้มโอนอกฤดูออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยมีพ่อค้ารับซื้อถึงพื้นที่ ในราคาประมาณกิโลกรัมละ 18-20 บาท สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ตามปกติ อธิบดีกรมส่งเส
ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น พื้นที่ทำการเกษตรที่เคยอุดมสมบูรณ์ต่างประสบปัญหาภัยแล้งจากภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนานขึ้น ทำให้พืชขาดน้ำ ชะงักการเติบโต และได้ผลผลิตน้อยลงกว่าเดิม ในสภาวะที่โลกเข้าสู่วิกฤตโลกร้อน “เกษตรทฤษฎีใหม่” ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการบริหารจัดการที่ดินและน้ำเพื่อการเกษตร นับว่าเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ปัญหาน้ำไม่เพียงพอให้แก่เกษตรกร สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร ได้น้อมนำแนวพระราชดำริ “เกษตรทฤษฎีใหม่” มาใช้แก้วิกฤตขาดน้ำทำเกษตร โดยนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ผนวกกับแนวคิด พลังงานทดแทน ระบบเกษตรอัจฉริยะ การให้น้ำตามความต้องการของพืช และคาร์บอนเครดิต จนประสบความสำเร็จในการประยุกต์เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ เข้ามาใช้ในแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ เช่น ระบบให้น้ำทุเรียนพลังงานแสงอาทิตย์ โรงเรือนผักพรางแสงอัตโนมัติพลังงานแสงอาทิตย์ จะช่วยให้ใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพผลผลิต และยังช่วยลดโลกร้อนอีกด้วย เทคโนโลยีการให้น้ำแบบแม่นยำ สำหรับระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์
วันที่ 4 เมษายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการแถลงข่าวและเสวนาในหัวข้อ “ประเทศไทยน้ำมั่นคง: การใช้เทคโนโลยีและกระบวนการเชิงพื้นที่ป้องกันภัยแล้งในภาวะโลกเดือด” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน (Program Director) แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. ของ วช. และ นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ รวมทั้งผู้บริหารจากกรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตลอดจนหน่วยงานระดับจังหวัด หน่วยงานท้องถิ่น คณะผู้บริหารจาก วช. นักวิจัย และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์สารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วช. ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ดำเนินการสนับสนุนแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด ที่มี รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ เป็นผู้อำนวยการแผนงาน ที่รวบรวมทีมนักวิจัยและผู้เชี่ยวชา
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิด “โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการติดตามสถานการณ์น้ำ เพื่อเฝ้าระวังและรับมือภัยแล้ง-อุทกภัย” ครั้งที่ 2 สำหรับพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวง อว. โดยสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) และ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (สทอภ.) ระหว่างวันที่ 14 – 15 พฤษภาคม 2568 ณ อาคารสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการ สสน. นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการรักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และผู้บริหารจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. เข้าร่วมงาน พร้อมด้วยผู้บริหารและบุคลากรของกระทรวงมหาดไทย จากหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ภาคกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 120 คน จาก 8 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง
โดยธรรมชาติ ทุเรียนไม่ได้ปลูกกันง่ายๆ ต้นทุเรียนไม่สามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ น้ำเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของทุเรียน หากแหล่งน้ำไม่เพียงพอ เสี่ยงทำให้ทุเรียนยืนต้นตายได้ ขณะเดียวกันในภาวะร้อนแล้งจัด หากดูแลจัดการไม่ดี แม้ต้นทุเรียนได้น้ำทุกวัน ก็มีโอกาสประสบปัญหาต้นเหี่ยวใบเฉา ลูกร่วง ลูกแตก เนื้อแข็งเป็นไต ทั้งเจออาการเต่าเผา และลูกไม่ขยายตัวได้เช่นกัน ปลูกทุเรียนให้รอดในสภาวะร้อนแล้ง เกษตรกร ต้องเข้าใจทุเรียนจริงๆ อาจารย์ภพศักดิ์ ปานสีทอง นักวิชาการด้านทุเรียน ที่มีประสบการณ์เรื่องการปลูกดูแลทุเรียนทั้งภาคสนามและด้านงานวิจัย ให้คำแนะนำเรื่องการปลูกทุเรียนให้รอดในสภาวะร้อนแล้ง แก่ลูกเพจ Facebook : ใส่ปุ๋ยให้ถูกพืชก็งาม by อ.ภพ Pobsak Panasrithong ว่า การปลูกทุเรียนให้รอดในสภาวะร้อนแล้ง ต้องเข้าใจทุเรียนจริงๆ ต้องทำต้นทุเรียนให้สมบูรณ์แข็งแรงที่สุดเพื่อรับสภาพอากาศสุดขั้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในภาวะร้อนแล้ง มีข้อแนะนำในการดูแลแปลงทุเรียน ดังนี้ คือ 1. จัดสรรให้ทุเรียนได้รับธาตุอาหาครบทั้ง 14 ชนิดทั้งทางดินและทางใบ โดยการใช้เมทัลทีมเลือกใช้เมทัลให้เหมาะในแต่ละช่วงทั้ง
