News เกษตรยั่งยืน

“OdorClear” จุดเปลี่ยนยางพาราไทย! นวัตกรรมหยุดกลิ่นบูดเน่า ยกระดับยางแท่งเกรดพรีเมียม

ท่ามกลางความผันผวนของอุตสาหกรรมยางพาราไทย ปัญหาเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในกระบวนการผลิตกลับกลายเป็นตัวแปรสำคัญ ที่ส่งผลต่อคุณภาพและมูลค่าของยางในภาพรวม “กลิ่น” จากยางก้อนถ้วย คือหนึ่งในโจทย์ที่ทั้งเกษตรกรและภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญมาอย่างยาวนาน แม้จะดูเป็นเรื่องปลายทาง แต่แท้จริงแล้วต้นตอของปัญหานี้ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนแรกในสวนยาง และค่อยๆ ทวีความรุนแรงขึ้นตามเส้นทางการผลิตจนถึงโรงงาน

เมื่อความต้องการยางคุณภาพสูงในอุตสาหกรรมโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มยางล้อและชิ้นส่วนยานยนต์ การควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญ งานวิจัยและนวัตกรรมจึงถูกนำเข้ามาเป็นเครื่องมือในการยกระดับมาตรฐานการผลิต โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเชิงระบบที่ไม่เพียงลดผลกระทบ แต่ยังเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตของเกษตรกรไทยได้อย่างยั่งยืน

คุณฉวีวรรณ คงแก้ว นักวิจัยอาวุโส จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อธิบายให้เห็นภาพของกระบวนการผลิตยางพาราในระดับต้นน้ำว่า หลังจากการกรีดน้ำยางจากต้น เกษตรกรจะนำน้ำกรดหยอดลงไปในน้ำยางที่ในจอ เพื่อเร่งให้ยางจับตัวเป็นก้อน ซึ่งกระบวนการนี้จะทำซ้ำประมาณ 4–5 ครั้ง หรือที่เรียกว่า “4–5 มีด” เพื่อให้ยางก้อนถ้วยมีปริมาณเต็มก่อนเก็บขาย ซึ่งภายในเนื้อยางพารามีสารอาหารที่เป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ โดยเฉพาะแบคทีเรีย เมื่อมีการสะสมของน้ำยางและเวลาที่ผ่านไป แบคทีเรียจะย่อยสลายสารเหล่านี้และปล่อยสารที่ก่อให้เกิด “กลิ่นบูดเน่า” ออกมา

“กลิ่นบูดเน่าที่ออกมา เรียกได้ว่ามีผลกระทบตั้งแต่ในสวนยางพารา เมื่อยางก้นถ้วยมีกลิ่น ก็จะถูกขนส่งไปตั้งแต่สวนเลย เมื่อยางไปที่จุดรวบรวมยาง และที่สุดท้ายที่ไปถึงคือโรงงาน เพราะฉะนั้นกลิ่นเหล่านี้ก็จะยังคงอยู่ เมื่อยางก้นถ้วยถูกส่งไปทำยางแท่ง STR20 ไม่ได้ทำในทันที ต้องกองทิ้งไว้อีก 15 วัน ถึงจะแปรรูปได้ ก็จะส่งผลให้กลิ่นของยางก้อนถ้วยมีกลิ่นที่รุนแรงมาก”


เพื่อตอบโจทย์ปัญหานี้ คุณฉวีวรรณ เล่าว่า งานวิจัยของ สวทช. จึงมุ่งเน้นการแก้ไขที่ต้นทาง คือการปรับปรุงกระบวนการจับตัวยางในจอกยาง โดยยังคงวิธีการเดิมของเกษตรกรไว้ แต่เพิ่ม “นวัตกรรม” เข้าไปในวัตถุดิบ นั่นคือการพัฒนาสาร OdorClear ซึ่งเป็นสารฆ่าเชื้อที่สามารถทำงานร่วมกับน้ำกรดทั้งกรดฟอร์มิกและกรดซัลฟูริก ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์และลดการเกิดกลิ่นตั้งแต่เริ่มต้น

นวัตกรรมนี้นำไปสู่การพัฒนายางแท่งรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “OdorClearSTR20” ซึ่งเป็นยางแท่งธรรมชาติเกรดพิเศษ ที่ใช้กระบวนการจับตัวยางด้วยสาร OdorClear แทนการใช้กรดแบบเดิมเพียงอย่างเดียว ผลลัพธ์ที่ได้คือยาง STR20 ที่มีกลิ่นลดลงอย่างชัดเจน มีความบริสุทธิ์สูงขึ้น และสามารถตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่ต้องการมาตรฐานสูงได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางล้อ และชิ้นส่วนยานยนต์ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบอย่างมาก

“วิธีการใช้งานของเกษตรกรก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ยังใช้กรดอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่กรดที่หยอดลงไปในถ้วยยางมีคุณสมบัติพิเศษเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือยางก้อนถ้วยไม่มีกลิ่น ส่งเข้าโรงงานยางแท่ง ยางแท่งก็ไม่มีกลิ่น เมื่อเข้าไปในโรงงานผลิตเป็นยางแท่งก็ไม่มีกลิ่นเช่นเดียวกันค่ะ”

ในด้านต้นทุน น้ำกรดที่เกษตรกรใช้ทำยางก้อนถ้วยมีทั้งกรดฟอร์มิกและกรดซัลฟูริก ซึ่งงานวิจัยนี้ได้พัฒนาให้สารฆ่าเชื้อสามารถทำงานร่วมกับกรดทั้งสองชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้นทุนจากการใช้น้ำกรดแบบเดิมอยู่ที่ประมาณ 30 สตางค์ต่อกิโลกรัมยางแห้ง และเมื่อมีการผสมสารฆ่าเชื้อเพื่อลดกลิ่นเข้าไป จะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20 สตางค์ต่อกิโลกรัมยางแห้ง หรือรวมเป็นประมาณ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัมยางแห้ง

นวัตกรรม OdorClearSTR20 จึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหากลิ่นในยางพารา แต่เป็นตัวอย่างของการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามายกระดับทั้งระบบการผลิต ตั้งแต่สวนยางของเกษตรกรไปจนถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำ สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาเกษตรกรรมไทยในยุคใหม่ ไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มปริมาณ แต่ต้องเน้น “คุณภาพ” และ “ความยั่งยืน” ควบคู่กันไปอย่างแท้จริง

สำหรับท่านที่สนใจสามารถขอตัวอย่าง หรือรับข้อมูลเชิงเทคนิคเพิ่มเติม ติดต่อที่ : นางสาวเนตรชนก ปิยะฤทธิพงศ์, นักวิเคราะห์อาวุโส, ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ – MTEC Email: [email protected]

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก 05 พฤษภาคม 2569

Related Posts