ในวันที่ผู้คนทั่วโลกเริ่มกลับมาตั้งคำถามกับอาหารที่กินมากขึ้นว่า “มาจากไหน” “ปลอดภัยหรือไม่” และ “ใครคือคนอยู่เบื้องหลัง” น้ำผึ้งไทยกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องเล็กที่สะท้อนความจริงของโลกใบใหญ่ได้อย่างน่าสนใจ เพราะสิ่งที่อยู่ในขวดสีทองนั้น อาจไม่ได้เป็นเพียงความหวาน แต่คือเรื่องราวของผืนป่า ฤดูกาล พันธุ์ไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพ ไปจนถึงวิถีชีวิตของผู้คนที่พยายามอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล

หลายปีที่ผ่านมา คนไทยจำนวนไม่น้อยยังจดจำ “น้ำผึ้ง” ว่าเป็นของเหลวหวานๆ ที่มีรสชาติคล้ายกันทั้งหมด แต่สำหรับ คุณเบนซ์-วีรวิชญ์ อินทร์ประยงค์ เจ้าของบำรุงสุขฟาร์มและนักสะสมน้ำผึ้งไทย ใช้เวลากว่า 10 ปี เพื่อพิสูจน์ว่าน้ำผึ้งแต่ละหยดมีตัวตนเฉพาะเหมือนไวน์ชั้นดี และรสชาติที่แตกต่างกันนั้น กำลังบอกเล่าทั้งสุขภาพของป่า การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ และคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในทรัพยากรท้องถิ่นไทย

“น้ำผึ้งไทย” ซับซ้อนกว่าที่คิด!
จากข้อสงสัยสู่การแกะรอยรสชาติ
คุณเบนซ์เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของการเดินทางในโลกน้ำผึ้ง โดยยอมรับว่าในช่วงแรกแทบไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย จนได้เข้าไปทำงานร่วมกับกลุ่มคนที่สนใจความยั่งยืนด้านอาหาร และเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่คนทั่วไปมองข้าม
“วันนั้นเราก็ยังไม่รู้หรอกว่า น้ำผึ้งแท้ น้ำผึ้งปลอม ดูยังไง จากนั้นผมก็ได้นำหลักการสังเกต จากการที่เคยเรียนเรื่องพันธุกรรมพืชมาปรับใช้กับน้ำผึ้ง และเริ่มสงสัยว่าในเมื่อข้าวไทยยังมีมากกว่าสองหมื่นสายพันธุ์ กล้วยไทยมีเป็นหลายสายพันธุ์”

คำถามนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการ “ชิม แยก และเก็บข้อมูล” อย่างจริงจัง คุณเบนซ์เริ่มเดินทางไปตามป่าหลายภูมิภาค ศึกษาพันธุ์ไม้ ช่วงเวลาออกดอก และรสชาติของน้ำผึ้งในแต่ละฤดูกาล จนค้นพบว่าน้ำผึ้งไทยมีมิติซับซ้อนกว่าที่คิด โดยน้ำผึ้งจากป่าภาคเหนือให้กลิ่นโทนสมุนไพร บางชนิดเมื่อผ่านการหมักบ่มตามธรรมชาติ กลับพัฒนากลิ่นไปเป็นโทนเครื่องเทศคล้ายสไปซ์ ขณะที่น้ำผึ้งหน้าฝนจะมีความชื้นสูง ให้รสฟรุตตี้คล้ายผลไม้ สดชื่นและดื่มง่าย ต่างจากน้ำผึ้งเดือนห้าที่มีความชื้นต่ำ เก็บได้นาน และให้รสเข้มลึกกว่า
ชูแนวคิด “เก็บอย่างยั่งยืน”
ป่าดี น้ำผึ้งดี มนุษย์-ธรรมชาติอยู่ร่วมกัน
คุณเบนซ์ เล่าให้ฟังต่อว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา การตามหารสชาติบางชนิดนานถึง 6 ปี เพื่อค้นหาว่ารสแบบนั้นเกิดจากป่าใด พันธุ์ไม้อะไร หรือเกิดขึ้นในฤดูกาลแบบไหน เริ่มเห็นภาพชัดขึ้นว่า น้ำผึ้งไทยไม่ต่างจากแผนที่รสชาติของธรรมชาติ แต่การที่จะได้น้ำผึ้งมาแต่ละ 1 ขวดนั้น เบื้องหลังน้ำผึ้งหนึ่งขวด ไม่ได้มีเพียงเรื่องรสชาติ แต่ยังเชื่อมโยงกับแนวคิดเก็บอย่างยั่งยืนที่บำรุงสุขฟาร์มพยายามผลักดัน
“กลุ่มชุมชนที่ทำงานร่วมกับผม ส่วนใหญ่จะหาน้ำผึ้งมาจากป่าชุมชน และใช้วิธีเก็บน้ำผึ้งโดยไม่ทำลายรัง หากเป็นผึ้งพื้นเมืองที่เข้ามาอาศัยในบ้านหรือเขตเมือง พวกเขาจะย้ายลงกล่องและนำไปไว้ในสวน ส่วนผึ้งหลวงในป่าชุมชน จะเก็บเฉพาะหัวน้ำหวาน โดยที่ไม่เอาตัวอ่อนลงมาด้วยครับ”

คุณเบนซ์ บอกอีกว่า เมื่อการเก็บน้ำผึ้งไม่รบกวนผึ้งและปล่อยให้มีแหล่งอาหารเพียงพอ ผึ้งก็จะสามารถให้น้ำหวานได้ต่อเนื่องถึง 11 ครั้งต่อปี หรือเฉลี่ยทุก 17-25 วันต่อรอบการเก็บ นั่นหมายความว่า หากมนุษย์รู้จักแบ่งปัน ธรรมชาติก็พร้อมตอบแทนอย่างยั่งยืนเช่นกัน
“ความสมบูรณ์ของธรรมชาติ สะท้อนกลับมาในรสชาติของน้ำผึ้งอย่างชัดเจน หากป่าดี น้ำผึ้งก็จะดี และเมื่อป่าเริ่มเปลี่ยน รสชาติบางอย่างก็จะหายไป เราเก็บข้อมูลตั้งแต่น้ำผึ้งขวดแรกจนถึงวันนี้ ทุกครั้งที่รสชาติเปลี่ยนไป จะย้อนกลับไปวิเคราะห์เสมอว่าเกิดอะไรขึ้นกับพื้นที่นั้น ป่าถูกเผาหรือไม่ พันธุ์ไม้หายไปหรือเปล่า หรือระบบนิเวศกําลังเปลี่ยนแปลงจากภาวะโลกร้อน”

น้ำผึ้งหมักผลไม้ไทย นาน 8 เดือน
ต่อยอดเพิ่มมูลค่าเกษตรกรรม
สำหรับน้ำผึ้งจึงไม่ใช่แค่สินค้า คุณเบนซ์ บอกว่า อีกสิ่งที่บำรุงสุขฟาร์มพยายามเปลี่ยน คือภาพจำของการบริโภคน้ำผึ้งแบบเดิมๆ ผ่านแนวคิด “Honey Experience” ที่นำรสชาติของน้ำผึ้งไปจับคู่กับอาหาร เครื่องดื่ม และผลไม้ไทย จากจุดเริ่มต้นที่ลองหมักกล้วยกับน้ำผึ้งตามตำรับยาไทย จึงได้พัฒนาน้ำผึ้งหมักผลไม้ไทยไปแล้วเกือบ 20 ชนิด ทั้งกล้วย 13 สายพันธุ์ น้ำผึ้งขิง น้ำผึ้งกระชาย น้ำผึ้งส้มซ่า น้ำผึ้งมะแปม และน้ำผึ้งพุทราไทย
“น้ำผึ้งพุทราคือหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ภูมิใจครับ เพราะพุทราไทยเป็นผลไม้ที่ตลาดมองว่ามูลค่าต่ำ แต่เมื่อนำมาหมักร่วมกับน้ำผึ้ง กลับให้กลิ่นหอมเฉพาะตัว และสามารถสร้างมูลค่าใหม่ได้อย่างน่าสนใจ”

การหมักแต่ละสูตรใช้เวลานานอย่างน้อย 8 เดือน เพื่อดึงกลิ่น รสชาติ และคุณสมบัติของวัตถุดิบออกมาให้เต็มที่สุด แม้ต้นทุนจะสูงและเงินทุนจม คุณเบนซ์ยังคงเลือกทำ เพราะอยากให้ผู้บริโภคเห็นว่า ผลไม้ไทยและน้ำผึ้งไทยสามารถพัฒนาไปได้ไกลกว่าที่เคยเป็น จากน้ำผึ้งหมักถูกต่อยอดเป็น “Honey Craft Soda” เครื่องดื่มคราฟต์ที่ใช้วัตถุดิบไทยแทนอิตาเลียนโซดาในคาเฟ่ทั่วไป กลายเป็นอีกตัวอย่างของการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรรมไทยผ่านความคิดสร้างสรรค์
สำหรับอนาคตตลาดน้ำผึ้งไทยยังเติบโตได้อีกมาก คุณเบนซ์เปิดมุมมองปัญหาทิ้งท้าย คือมาตรฐานอุตสาหกรรมที่ใช้วัดน้ำผึ้งป่าแบบเดียวกับน้ำผึ้งเลี้ยงทั่วไป ทั้งที่ธรรมชาติของน้ำผึ้งป่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้น้ำผึ้งไทยจำนวนมากยังไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้เต็มศักยภาพ

ขณะเดียวกัน ตลาดน้ำผึ้งในประเทศยังแข่งขันกันด้วย “ราคา” มากกว่าคุณค่า หลายคนไม่สนใจที่มา รสชาติ และความยั่งยืน แต่เลือกจากราคาถูกเป็นหลัก ทั้งที่ในความเป็นจริง น้ำผึ้งบางชนิดมีต้นทุนสูงมาก อย่างน้ำผึ้งมิ้ม หากคั้นเองให้ได้เต็มขวด อาจต้องใช้ต้นทุนเกือบ 800 บาท
“วันนี้ผมก็ยังมีความสุขทุกวันครับ ในการส่งต่อความยั่งยืน ทั้งในเรื่องของรสชาติให้กับผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคตระหนักได้ว่า รสชาติของป่าผืนเนี้ย มันเป็นอย่างเงี้ย แต่ถ้าป่ามันไม่ดีเราจะได้อะไรกลับมา ถ้าต้นทางดี ผู้บริโภคก็ได้ทานของดี”

ท้ายที่สุด ในวันที่โลกกำลังเผชิญทั้งวิกฤตสิ่งแวดล้อม ความไม่มั่นคงทางอาหาร และการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เรื่องราวของ “น้ำผึ้งไทย” อาจเป็นภาพเล็กๆ ที่สะท้อนความจริงของธรรมชาติได้ชัดเจนกว่าที่คิด เพราะทุกหยดของน้ำผึ้ง ไม่ได้บอกเพียงความหวานหรือความอร่อย แต่กำลังบอกเล่าความสมบูรณ์ของผืนป่า ความหลากหลายของพันธุ์ไม้ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติที่กำลังเปลี่ยนไปในแต่ละฤดูกาล
สำหรับท่านใดที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณเบนซ์-วีรวิชญ์ อินทร์ประยงค์ เจ้าของบำรุงสุขฟาร์มและนักสะสมน้ำผึ้งไทย ช่องทางเพจเฟซบุ๊ก : BUM RUNG SUUK artisan natural honey
ผู้เขียน : สุรเดช สดคมขำ
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก 28 พ.ค. 2026
