Featured พืชทำเงิน เกษตรรอบด้าน

คนรุ่นใหม่พลิกทุ่งคลอง 8 ปลูกกาแฟ 100 ไร่ชู ‘ลิเบอริก้า’ สายพันธุ์ทนแล้ง พืชทำเงินใหม่ใกล้กรุง

“กาแฟ” เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจไม่กี่ชนิดที่มีการบริโภคกันทั่วโลก โดยแหล่งปลูกส่วนใหญ่จะอยู่กลุ่มประเทศในแถบเส้นศูนย์สูตร เช่น บราซิล หรือเพื่อนบ้านเราอย่างเวียดนาม

สำหรับประเทศไทย สัดส่วนพื้นที่ปลูกยังน้อยมากเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ลำพังผลิตเพื่อบริโภคในประเทศยังไม่เพียงพอ แต่ช่วงหลายปีนี้วงการกาแฟไทยตื่นตัวขึ้นมาก จากเดิมที่ปลูกแค่ภาคเหนือและภาคใต้ ปัจจุบันภาคอีสานก็หันมาปลูกจนประสบความสำเร็จ ผลิตเป็นกาแฟสเปเชียลตี้ได้น่าภูมิใจ

ล่าสุดถือเป็นข่าวดีของพื้นที่ภาคกลาง เมื่อมีผู้ประกอบการหันมาลงทุนทดลองปลูกกาแฟบนพื้นที่ราบลุ่มใกล้กรุงเทพฯ กว่า 100 ไร่ บริเวณคลอง 8 จังหวัดปทุมธานี แม้จะเพิ่งเริ่มปลูกได้เพียง 3 เดือน แต่อัตราการรอดชีวิตและการเจริญเติบโตของต้นกล้าเบื้องต้นถือเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งถ้าหากประสบความสำเร็จ ที่นี่จะกลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ และสร้างประโยชน์ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อย

คุณทศพล แพ่งเกษร Owner & Managing Director, Pranakorn Coffee Roaster

คุณทศพล แพ่งเกษร Owner & Managing Director, Pranakorn Coffee Roaster บอกเล่าถึงภาพรวมและการเติบโตของ “กาแฟพระนคร” ว่า ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีในอุตสาหกรรมกาแฟ กาแฟพระนครมุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่ไปกับการสนับสนุนเกษตรกรไทยมาโดยตลอด เรามีการรับซื้อผลผลิตกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าโดยตรงจากกลุ่มเกษตรกรเครือข่ายในพื้นที่ภาคเหนือ 4 จังหวัดหลัก ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา และน่าน ซึ่งเกษตรกรจะรวมกลุ่มกันนำผลผลิตมาส่งมอบ ณ โรงสีเชอรี่และโรงแปรรูป (Processing) ของเราในพื้นที่เป้าหมาย ก่อนที่ผลผลิตทั้งหมดจะถูกส่งต่อเข้าสู่โรงงานส่วนกลางของเราอีก 3 แห่ง


โรงคั่วกาแฟ PRANAKORN COFFEE ROASTER เดินหน้าสู่แนวทาง Green Factory ด้วยการติดตั้ง ระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงงาน

โดยโรงงานส่วนกลางแบ่งเป็น โรงคั่วกาแฟ 2 แห่งที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และโรงคัดคุณภาพสารกาแฟ (Green Bean) บริเวณคลอง 2 จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นโรงงานที่ติดตั้งเครื่องคัดแยกน้ำหนัก (Gravity Separator) และเครื่องยิงสีคัดเกรดเมล็ดกาแฟ (Color Sorter) เพื่อคัดคุณภาพขั้นสุดท้ายอย่างเข้มงวด

เติมสต๊อก เมล็ดกาแฟดิบคุณภาพ

เนื่องจากกาแฟพระนครดำเนินธุรกิจในรูปแบบ OEM ที่รับผลิตให้กับแบรนด์กาแฟชั้นนำในประเทศเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เรามีปริมาณความต้องการใช้เมล็ดกาแฟในระดับที่สูงมากอย่างต่อเนื่อง และเรียกได้ว่ากาแฟพระนครคือหนึ่งใน ‘ฮับ’ ใหญ่ของวงการกาแฟไทยในปัจจุบัน

ปรับพื้นที่เช่าปลูกกล้วยหอม สู่แปลงทดลองกาแฟราบลุ่ม 100 ไร่

คุณทศพล เล่าถึงที่มาของการบุกเบิกพื้นที่ปลูกกาแฟในพื้นที่คลอง 8 ว่า เกิดจากความต้องการค้นหาความหลากหลายและรสชาติใหม่ๆ ให้กับวงการกาแฟ เพราะมองว่าปัจจุบันทั้งตลาดในไทยและต่างประเทศต่างมองหาสายพันธุ์ที่แตกต่างออกไป เช่น สายพันธุ์อาราบิก้าที่แตกย่อยเป็นเกอิชา (Geisha) หรือจาวา (Java) ซึ่งแต่ละสายพันธุ์ล้วนมีคาแรกเตอร์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้ผู้ดื่มในปัจจุบันได้ลิ้มลองรสชาติที่แปลกใหม่ไปจากอาราบิก้าสายพันธุ์ดั้งเดิมที่ใช้กันทั่วไป ยิ่งในปัจจุบันเกษตรกรไทยมีความเชี่ยวชาญสูงมาก สามารถนำสายพันธุ์พิเศษเหล่านี้มาปลูกบนดอยภาคเหนือจนคว้าคะแนนทดสอบรสชาติในระดับกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ตั้งแต่ 80 คะแนนขึ้นไปได้หลายราย เมื่อเห็นว่าการปลูกกาแฟทางภาคเหนือค่อนข้างครบถ้วนและประสบความสำเร็จแล้ว กาแฟพระนครจึงมองหาการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ เพิ่มเติม

พื้นที่ปลูกกาแฟอินทรีย์ 100 ไร่ ที่คลอง 8

ด้วยเหตุนี้ เราจึงให้ความสนใจกับกาแฟสายพันธุ์ ‘ลิเบอริก้า’ (Liberica) และ ‘เอ็กเซลซา’ (Excelsa) ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในการทนความแล้งและสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศที่ยากลำบาก ท่ามกลางวิกฤตสภาวะโลกร้อน ที่อุตสาหกรรมกาแฟทั่วโลกกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นบราซิล โคลอมเบีย หรือเวียดนาม ที่ต่างต้องเจอกับปัญหาเสื่อมโทรมของสภาพอากาศจนส่งผลให้ผลผลิตกาแฟในอนาคตลดน้อยลงแน่นอน นอกจากนี้ กาแฟสายพันธุ์ลิเบอริก้ายังจะเข้ามาช่วยลบภาพจำเดิมๆ ของผู้บริโภคที่มักเข้าใจว่ากาแฟกลุ่มนี้จะมีรสชาติขมเข้มข้นจนใจสั่นเหมือนโรบัสต้าทั่วไป เพราะแท้จริงแล้วลิเบอริก้าเป็นกาแฟกึ่งสเปเชียลตี้ที่มีปริมาณคาเฟอีนต่ำ มีมิติในการดื่มที่นุ่มนวล ไม่เข้มหรือขมจนเกินไป และมีเอกลักษณ์ของรสชาติที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งการนำสายพันธุ์นี้เข้ามาจะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ทำให้คนหันมาดื่มกาแฟกลุ่มนี้มากขึ้น

แม้จะรู้ดีว่าการทำสวนกาแฟในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใส่ใจอย่างใกล้ชิดเปรียบเสมือนการเลี้ยงเด็กอนุบาล แต่เราก็มั่นใจว่าสามารถทำได้ โดยได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่คลอง 8 จำนวน 100 ไร่ ซึ่งเดิมทีปล่อยเช่าปลูกกล้วยหอม นำมาเริ่มต้นลงต้นกล้ากาแฟลิเบอริก้าเป็นหลัก เสริมด้วยเอ็กเซลซาและโรบัสต้าชุมพร ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับการปลูกในพื้นที่ราบเช่นนี้

โดยเราได้เริ่มปลูกมาตั้งแต่ช่วงหน้าแล้งในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อเป็นการทดลองประสิทธิภาพความทนแล้งของสายพันธุ์นี้ไปในตัว ซึ่งนับจากวันแรกจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลาประมาณ 3 เดือน ผลลัพธ์เบื้องต้นออกมาน่าพึงพอใจอย่างยิ่ง ต้นกล้ามีอัตราการรอดชีวิตสูงและเจริญเติบโตได้ดี ทำให้เรามั่นใจยิ่งขึ้นว่าพืชที่มีมูลค่าสูงอย่างกาแฟจะสามารถสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้แก่เกษตรกรได้ เพราะหากเทียบกับพืชกระแสหลักอย่างข้าวที่มีราคาประมาณ 7,000-8,000 บาทต่อตัน แต่ปัจจุบันราคากาแฟอาราบิก้าพุ่งสูงถึงตันละ 260,000 บาท ขณะที่ผลผลิตในประเทศยังไม่เพียงพอต่อการบริโภคจนต้องพึ่งพาโควต้านำเข้าจำนวนมาก หากโปรเจ็กต์นี้ประสบความสำเร็จ เรามีความตั้งใจที่จะเผยแพร่องค์ความรู้นี้สู่สาธารณะ และพร้อมจะรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรเพื่อป้อนเข้าสู่โรงงานคั่วของเราที่ต้องการใช้วัตถุดิบในปริมาณมากทุกปี

อาจารย์โก๋-ปฏิกรณ์ ศรีสงคราม ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกกาแฟ

ซึ่งความสำเร็จในก้าวแรกนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่เราได้รับเกียรติจาก อาจารย์โก๋-ปฏิกรณ์ ศรีสงคราม ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกกาแฟ เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงในการให้ความรู้และดูแลกระบวนการปลูกอย่างใกล้ชิดจนเกิดความมั่นใจ ซึ่ง อาจารย์โก๋ได้ให้ข้อมูลทางเทคนิคเพิ่มเติมว่า โดยปกติแล้วกาแฟจะใช้เวลาปลูกประมาณ 3 ปีขึ้นไปจึงจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ แต่หากมีการจัดการแปลงและระบบน้ำที่ดี จะสามารถย่นระยะเวลาให้เหลือเพียง 2-2 ปีครึ่ง ก็พร้อมเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรกได้แล้ว

สำหรับสายพันธุ์ที่เลือกใช้นั้น อาจารย์โก๋ อธิบายว่า ตามหลักสากลจะแยกตระกูลอาราบิก้าและลิเบอริก้าออกจากกันอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องของลักษณะเมล็ดและปริมาณคาเฟอีน โดยเสน่ห์ของกาแฟลิเบอริก้าคือจะให้คาแรกเตอร์รสชาติในโทนผลไม้เขตร้อนของเอเชีย เช่น ขนุน หรือทุเรียน ซึ่งในอดีตทั้งสายพันธุ์ลิเบอริก้าและเอ็กเซลซาเคยถูกนำเข้ามาแต่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร ทางโครงการจึงได้เริ่มรวบรวมสายพันธุ์และนำมาปลูกทดลองในพื้นที่ราบลุ่มจังหวัดปทุมธานี ซึ่งสภาพอากาศและปัจจัยแวดล้อมในปัจจุบันถือว่ารองรับการเจริญเติบโตของกาแฟกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี

แผนสำรองรับมือความเสี่ยง
หากไม่ประสบผลสำเร็จตามที่คาดหวัง
พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่แหล่งผลิตต้นพันธุ์

เมื่อถามถึงกรณีที่หากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง อาจารย์โก๋เผยถึงแผนสำรองที่เตรียมการไว้รองรับว่า เรามีแผนรับมือข้อผิดพลาดด้วยการเตรียม “ต้นตอ” (Rootstock) ไว้เรียบร้อยแล้ว โดยในแปลงเราได้รวบรวมและปลูกสายพันธุ์โรบัสต้าชั้นดีจากทั้งกระบี่และชุมพรควบคู่ไปด้วย ซึ่งข้อดีของกาแฟสายพันธุ์ลิเบอริก้าและเอ็กเซลซาคือ เป็นต้นกาแฟขนาดใหญ่ มีระบบรากแก้วที่แข็งแรงและเจริญเติบโตได้ดีมาก หากสายพันธุ์หลักที่ทดลองปลูกเจอปัญหา เราสามารถใช้ต้นเหล่านี้เป็นต้นตอ แล้วนำสายพันธุ์อื่นๆ ที่เติบโตได้ดีในพื้นที่มาเสียบยอดฝากไว้แทน วิธีนี้จะช่วยเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นแหล่งรวบรวม ขยายพันธุ์ และกระจายสายพันธุ์กาแฟชั้นดีไปยังพื้นที่อื่นได้ทันที ยิ่งในวงการเรามีทีมงานที่เป็นทั้งคิวเกรดเดอร์ (Q-Grader) อาร์เกรดเดอร์ (R-Grader) รวมถึงนักชิมมาตรฐานสากลอย่าง SCA และ COE คอยทดสอบรสชาติอย่างใกล้ชิด ทำให้เราพร้อมปรับปรุงได้ตลอดเวลา

ในทางกลับกัน หากโปรเจ็กต์นี้ประสบความสำเร็จ อาจารย์โก๋มองว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการกาแฟไทย โดยเฉพาะการพัฒนาสายพันธุ์ เนื่องจากพื้นที่ปลูกกาแฟในบ้านเรามีน้อย ไม่เหมือนอย่างบราซิลหรือโคลอมเบีย ดังนั้น เมื่อพื้นที่เราน้อย เราจึงต้องเลือกสายพันธุ์ระดับพรีเมียมมาปลูกและพัฒนาให้แข็งแรงคู่กับประเทศไทย ซึ่งกาแฟพระนครยอมรับหน้าที่เป็นเหมือน “หน่วยทดลอง” หากสำเร็จจริง เราพร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรได้ปลูกสายพันธุ์ที่ดี เพื่อขยายพื้นที่ปลูก สร้างอาชีพที่ยั่งยืน และช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศ และหากประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นมาเป็นแหล่งผลิตสายพันธุ์กาแฟชั้นดีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Character) ที่โดดเด่น แม้รสชาติอาจจะปรับเปลี่ยนไปจากต้นแม่พันธุ์เดิมตามสภาพดินฟ้าอากาศ แต่อาจจะให้คาแรกเตอร์ใหม่ที่ดีกว่า ซึ่งนี่จะดึงดูดความสนใจจากคู่ค้าต่างชาติได้เป็นอย่างดี

ด้านคุณทศพล ได้กล่าวเสริมถึงเป้าหมายของฟาร์มแห่งนี้ว่า การปลูกกาแฟในพื้นที่ปทุมธานีถือเป็นเรื่องใหม่มาก แต่เราตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาแปลงปลูกขนาดใหญ่กว่า 100 ไร่นี้ให้เป็นฟาร์มออร์แกนิกที่ได้มาตรฐานระดับโลก โดยเฉพาะการคว้าใบรับรอง Rainforest Alliance (มาตรฐานเกษตรกรรมยั่งยืนสัญลักษณ์กบเขียว) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในตลาดสากลว่าเป็นการทำกาแฟอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อม ซึ่งใบรับรองนี้มีความสำคัญมากในการค้าขายกับต่างประเทศ และช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตสูงขึ้นอย่างมหาศาล

และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว อาจารย์โก๋จึงได้เข้ามาช่วยติดกระดุมเม็ดแรก วางระบบการจัดการฟาร์มอย่างเข้มงวด ตั้งแต่การปลูกต้นซิลเวอร์โอ๊ค และไม้บังลมหลากหลายชนิดล้อมรอบพื้นที่ทั้งหมด 100 ไร่ เพื่อทำหน้าที่เป็นแนวกันชน ปกป้องฟาร์มจากสารเคมีและศัตรูพืชจากสวนข้างเคียง รวมถึงระบบการจัดการน้ำ โดยวางระบบระบายน้ำเข้า-ออกเพื่อไม่ให้น้ำจากแปลงรอบข้างไหลปะปนเข้ามา เนื่องจากต้นกาแฟในแต่ละช่วงวัยต้องการปริมาณน้ำไม่เท่ากัน โดยธรรมชาติกาแฟเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำขังแต่ขาดน้ำไม่ได้ คล้ายกับการดูแลทุเรียน การให้น้ำจึงต้องถูกจังหวะ ซึ่งเราได้นำระบบโซลาร์เซลล์เข้ามาควบคุมเพื่อบริหารจัดการต้นทุนให้คุ้มค่าสูงสุด

โดยในแง่ของปริมาณผลผลิต อาจารย์โก๋ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า โดยเฉลี่ยต้นกาแฟทั่วไปจะให้ผลผลิตอยู่ที่ประมาณ 35-40 กิโลกรัมต่อต้น แต่สำหรับสายพันธุ์เอ็กเซลซาและลิเบอริก้านั้นให้ผลผลิตที่สูงกว่ามาก โดยเฉพาะเอ็กเซลซาที่สามารถให้ผลผลิตได้สูงถึงประมาณ 100 กิโลกรัมต่อต้น ส่วนลิเบอริก้าจะอยู่ที่ประมาณ 40 กิโลกรัมต่อต้น

นอกจากนี้ ขนาดและลักษณะของเมล็ดกาแฟทั้งสองสายพันธุ์ยังมีความแตกต่างจากกาแฟทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด โดยเมล็ดจะมีลักษณะเรียวยาวคล้ายกับเมล็ดโกโก้ ถือเป็นกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ที่หาดูได้ยากในเมืองไทย ยิ่งไปกว่านั้น คาแรกเตอร์ด้านรสชาติยังมีเอกลักษณ์โดดเด่น โดยเฉพาะลิเบอริก้าที่จะออกโทนผลไม้ไทยเด่นชัดอย่างขนุนและทุเรียน สลับกับโทนช็อกโกแลต เนื่องจากพืชตระกูลนี้มีระบบรากหาอาหารที่ผิวดิน ซึ่งมีความสามารถในการดูดซับกลิ่นและสารอาหารรอบตัวได้ดีเยี่ยม ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์และพัฒนา Flavors หรือกลิ่นรสเฉพาะตัวให้แก่กาแฟได้ ผ่านการปลูกพืชสมุนไพรหรือพืชให้กลิ่นหอมร่วมด้วยในแปลงปลูก ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของวงการกาแฟที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง

เดินหน้าแปรรูปกาแฟครบวงจร
พร้อมปั้นพื้นที่คลอง 8
สู่ศูนย์การเรียนรู้ระดับสากล

เมื่อถามถึงแผนการรองรับเมื่อผลผลิตพร้อมเก็บเกี่ยว คุณอาริยา สมรรถไท Bisiness Development Director เผยว่า ความตั้งใจแรกคือต้องการนำผลผลิตที่ทำอย่างพิถีพิถันนี้ ให้คนไทยได้ชิมและได้ดื่มกันให้มากที่สุดก่อน เพื่อให้คนไทยได้รับรู้ว่าบ้านเรามีสายพันธุ์กาแฟที่เราพัฒนาขึ้นมาเอง และอีกส่วนหนึ่งคือการประกาศให้ต่างชาติได้รับรู้ว่าประเทศไทยก็สามารถปลูกและพัฒนาสายพันธุ์นี้ได้เช่นกัน

คุณอาริยา สมรรถไท Bisiness Development Director

“จากประสบการณ์ของที่อยู่ในอุตสาหกรรมกาแฟมากว่า 20 ปี และได้ชิมกาแฟมาหลากหลาย มองว่าปัจจุบันตลาดกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) เป็นตลาดที่หลายคนให้ความสนใจมาก แต่ส่วนใหญ่มักจะมองข้ามโรบัสต้าและมุ่งไปที่อาราบิก้าเพียงอย่างเดียว แต่ในครั้งนี้ เราจะพิสูจน์ให้เห็นว่ากาแฟตระกูลโรบัสต้าและลิเบอริก้าก็สามารถยกระดับเป็นกาแฟพิเศษได้ หากเราใส่ใจและพัฒนากระบวนการผลิตไปพร้อมๆ กัน”

สำหรับแนวทางการต่อยอดธุรกิจในระหว่างที่รอต้นกาแฟเจริญเติบโตเต็มที่เพื่อเก็บเกี่ยวในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ต้นกาแฟจะเริ่มออกดอก ซึ่งดอกกาแฟของสายพันธุ์นี้มีคาแรกเตอร์ที่หอมมาก เราจึงมีแผนจะนำดอกมาแปรรูปทำเป็น “ชาดอกกาแฟ” นอกจากนี้ในปัจจุบัน โรงงานกาแฟพระนครของเรายังมีการต่อยอดทำผลิตภัณฑ์กาแฟแปรรูปที่ครบวงจร ทั้งกาแฟดริปแบบซอง (Drip Bag) และกาแฟแคปซูล (Capsule) เพื่อป้อนให้แก่กลุ่มลูกค้าหลักที่เป็นเชนโรงแรม ตลาดแมส (Mass Market) รวมถึงตลาดกาแฟพิเศษที่เราดำเนินการอยู่ ณ ปัจจุบัน

ส่วนโอกาสในการขยายพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในอนาคตนั้น คุณอาริยายืนยันว่า แผนงานนี้เกิดขึ้นแน่นอน โดยเร็วๆ นี้มีโครงการที่จะสร้างศูนย์การเรียนรู้ทางด้านเกษตรและปั้นให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของพื้นที่คลอง 8 ยิ่งไปกว่านั้น เราอยากเปิดโรงงานเพื่อพาทุกคนเข้าชมกระบวนการคั่วเมล็ดกาแฟ พร้อมให้ความรู้ตั้งแต่เรื่องการปลูกจนถึงกระบวนการแปรรูปทั้งหมด ซึ่งที่ผ่านมา กาแฟพระนครได้มีโอกาสเปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือนอยู่บ่อยครั้ง

“ในอนาคตสวนกาแฟ 100 ไร่แห่งนี้ จะยิ่งช่วยเติมเต็มองค์ความรู้ได้ครบวงจรยิ่งขึ้น ปัจจุบันเริ่มมีเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงให้ความสนใจและอยากหันมาปลูกกาแฟร่วมกับเรา แต่พวกเขายังขาดความรู้ และมักเกิดคำถามตามมาว่า “ถ้าปลูกแล้วจะนำไปขายให้ใคร มีตลาดรองรับไหม” ซึ่งในฐานะผู้ประกอบการ กาแฟพระนครมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุน ทั้งในเรื่องของการกระจายต้นกล้าพันธุ์ดีและการถ่ายทอดองค์ความรู้ควบคู่กันไป และหากเกษตรกรกังวลเรื่องตลาด เราเองเป็นโรงงานที่มีความต้องการใช้เมล็ดกาแฟในปริมาณมากอยู่แล้ว จึงยินดีที่จะรับซื้อผลผลิตในราคาที่เป็นธรรมภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อร่วมกันผลักดันและยกระดับกาแฟไทยให้ก้าวไกลไปถึงขั้นส่งออกในอนาคต”

 “กาแฟพระนคร” กับโอกาสการเติบโตและการส่งเสริมความยั่งยืนของกาแฟไทย

เมื่อถามถึงปริมาณผลผลิตในปัจจุบันของกาแฟพระนครว่าเพียงพอต่อการกระจายสู่ตลาดในประเทศหรือไม่ คุณทศพลให้ข้อมูลว่า ในเบื้องต้นเรามีการเซ็นสัญญากับคู่ค้าแบบปีต่อปีอยู่แล้ว ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ใหญ่ต่างๆ ในตลาดก็ยังจำเป็นต้องมีการนำเข้าสารกาแฟจากต่างประเทศ เนื่องจากผลผลิตภายในประเทศยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยปัจจุบัน ปริมาณผลผลิตรวมในส่วนของกาแฟคั่วที่กาแฟพระนครต้องส่งมอบและกระจายสู่ตลาดนั้น สูงถึงประมาณ 2,000 ตันต่อปี

แม้ปริมาณผลผลิตในภาพรวมของไทยจะยังมีน้อย แต่ตลาดกาแฟไทยกลับมีเสน่ห์และเอกลักษณ์ที่น่าสนใจมาก โดยคุณอาริยาได้แบ่งปันมุมมองว่า กาแฟเป็นพืชที่ต้องใช้ความใส่ใจและเวลาในการดูแลกว่าจะให้ผลผลิต และเนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกจำกัดไม่เหมือนประเทศเพื่อนบ้าน การที่เราสร้าง “โมเดลทดลองปลูกกาแฟตระกูลโรบัสต้าในพื้นที่ราบ” จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยจุดประกายให้เกษตรกรท่านอื่นเห็นว่า กาแฟสามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ราบ ซึ่งประเทศไทยมีพื้นที่ลักษณะนี้อยู่อีกมาก เกษตรกรที่เคยทำพืชกระแสหลักชนิดอื่นอาจหันมาสนใจปลูกกาแฟเพิ่มขึ้น ซึ่งหากได้รับการส่งเสริมและพัฒนาอย่างจริงจัง เชื่อว่ากาแฟไทยจะสามารถเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวไว้ได้อย่างดีเยี่ยม

สอดคล้องกับความเห็นของอาจารย์โก๋ ที่กล่าวเสริมถึงเสน่ห์ของกาแฟไทยว่าเป็นคาแรกเตอร์ที่ต่างประเทศไม่มี เช่น โทนช็อกโกแลตที่มีความนุ่มนวล โดยเฉพาะกาแฟโรบัสต้าของไทยที่ได้นำมาทดสอบชิมกัน ด้วยความที่พื้นที่ปลูกทางภาคใต้ได้รับอิทธิพลจากลมทะเลและไอทะเลที่มีความเค็ม จึงส่งผลให้รสชาติกาแฟมีความกลมกล่อม มีรสอูมามิ และครบรสมากกว่า หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามที่รสชาติจะเน้นไปทางเข้มข้นอย่างเดียว แต่ของไทยเราจะให้ความเข้ม นัว และดื่มง่าย เพียงแต่ปัจจุบันภาพรวมผลผลิตของเรายังน้อยเกินกว่าจะตอบสนองความต้องการในประเทศที่พุ่งสูงขึ้นได้ทั้งหมด

ส่วนคำถามที่ว่ามาตรฐานกาแฟไทยจะก้าวไปสู้ในระดับโลกได้อีกนานไหม และจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้จริงหรือไม่ อาจารย์โก๋ชี้ให้เห็นถึงความพร้อมในปัจจุบันว่า ตอนนี้ภาครัฐและภาคการศึกษา ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จับมือร่วมกับภาคเอกชนในการร่างหลักสูตรการปลูกกาแฟอย่างเป็นระบบแล้ว โดยจะเปิดการเรียนการสอนเป็นลำดับขั้นตั้งแต่ระดับ ปวช. ปวส. ไปจนถึงปริญญาตรี ผ่านกระบวนการคัดเลือก คัดสรร และสัมภาษณ์เกษตรกรที่สนใจเข้ามาเรียนรู้ในหลักสูตรอย่างจริงจัง

“กาแฟเป็นพืชที่ยั่งยืนได้อย่างแน่นอน หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 15 ปีก่อน ผลวิเคราะห์ระบุชัดเจนว่ากาแฟโรบัสต้าจากภาคใต้ของไทยมีคุณภาพดีที่สุดในเอเชีย แต่สิ่งที่เราเคยขาดไปคือการโปรโมตและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลก็เริ่มหันมาสนับสนุนมากขึ้น ที่สำคัญ กาแฟไม่ใช่พืชทำลายป่า แต่เป็นพืชที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติ ชอบอยู่ใต้ร่มไม้และในสภาพอากาศที่ดี ยิ่งเมื่อมองในบริบทการแข่งขันของตลาดเกษตรกรรมปัจจุบัน พืชบางชนิดอย่างทุเรียนที่มีตลาดหลักอยู่ที่ประเทศจีน ตอนนี้จีนเองก็เริ่มหันมาปลูกทุเรียนได้เองแล้ว ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมองหาพืชทดแทน ซึ่งกาแฟคือคำตอบที่ตอบโจทย์ที่สุด เพราะโดยธรรมชาติของต้นกาแฟเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ ใบและเนื้อเยื่อจะมีสารคาเฟอีน (Caffeine) และแทนนิน (Tannin) สะสมอยู่สูง ทำให้มีรสขมและฝาดตามธรรมชาติ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันแมลงและหนอนไม่ให้เข้ามากัดกิน ส่งผลให้เกษตรกรใช้สารเคมีน้อยลงมากในการดูแล การปลูกกาแฟจึงไม่ใช่แค่ทางเลือกในการสร้างรายได้ที่มั่นคงและมีตลาดรองรับทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นพืชเกษตรกรรมยั่งยืนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง” อาจารย์โก๋ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาดูงานหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่เพจ: Pranakorn Coffee Roaster

Related Posts