ปัจจุบัน “ ปูทะเล” เป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจจากเกษตรกรจำนวนมากเพราะอาชีพเลี้ยงปูทะลมีความเสี่ยงน้อย และตลาดมีความต้องการสูง ปูทะเลเลี้ยงง่าย โตไว ขายได้ราคาดี โดยเฉพาะปูเนื้อราคาเฉลี่ย 230–680 บาท/กิโลกรัม ปูไข่ 470–600 บาท/กิโลกรัม ปูไข่ดอง 200–340 บาท/ตัว และปูทะเลในร้านบุฟเฟต์ 140–170 บาท/กิโลกรัม การเลี้ยงปูทะเลมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 200 บาทต่อกิโลกรัม ใช้ระยะเวลาเลี้ยงเพียง 4-5 เดือน จะได้ผลผลิตประมาณ 200 กิโลกรัมต่อไร่ต่อรุ่น สร้างรายได้เฉลี่ย 60,000 บาทต่อไร่ต่อรุ่น
“ปูขาว-นครศรีโมเดล” ฟื้นฟูนากุ้งทิ้งร้างกว่า 44,000 ไร่
ปัจจุบันจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ชื่อว่า เป็นแหล่งเลี้ยงปูทะเลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ ส่วนหนึ่งเกิดจากแรงขับเคลื่อนของโครงการ “การขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเลี้ยงปูขาวเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรท้องถิ่นลุ่มน้ำปากพนัง” ที่พัฒนาต่อยอดมาจากโครงการวิจัยปูขาว-นครศรีโมเดล ของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (มทร.ศรีวิชัย ) วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ไสใหญ่


ทีมนักวิจัยของ มทร.ศรีวิชัย ได้นำองค์ความรู้และมาตรฐานการเลี้ยงปูขาวมาฟื้นฟูนากุ้งทิ้งร้างกว่า 44,000 ไร่ ในลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยหล่อหลอมแนวคิด กระบวนการทำงาน และการบูรณาการความร่วมมือในพื้นที่อย่างเข้มแข็ง เกษตรกรผู้เลี้ยงปูขาวจังหวัดนครศรีธรรมราชเปิดรับองค์ความรู้ใหม่ ร่วมทดลอง ปรับใช้ และพัฒนาเทคโนโลยีไปด้วยกัน สามารถแก้ปัญหาปูทะเลขาดแคลน จนเกิดเป็นต้นแบบการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง เป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อน “งานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์” เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และเติบโตไปพร้อมกับชุมชน ส่งผลให้งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับรางวัล “ผลงานวิจัยโดดเด่น ระดับดีเยี่ยม”ในงาน APP Tech Expo 2026 ที่จัดโดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)
ดร.กิตติชนม์ อุเทนะพันธุ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะเกษตรศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ไสใหญ่ กล่าวว่า เรื่องนากุ้งร้าง เป็นปัญหาใหญ่ของพื้นที่ภาคใต้รวมทั้งชายฝั่งทะเลทั้งหมดของประเทศไทย เกษตรกรมีพื้นที่แต่ไม่มีเงินลงทุนเพราะติดหนี้เสีย (NPL) จึงเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส ฟื้นฟูนากุ้งร้างให้เกิดประโยชน์โดยนำมา เลี้ยงปูขาวหรือปูทองหลางด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม ทำให้เกษตรกรมีรายได้มากพอสำหรับดูแลครอบครัวและจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ได้

“ การเลี้ยงปูขาว เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี จังหวัดนครศรีธรรมราชมีนากุ้งร้างประมาณ 4.5หมื่นไร่ ขณะที่ทั่วประเทศมีพื้นที่นากุ้งร้างหลายแสนไร่ ทีมนักวิจัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเดินหน้าขยายผลโครงการนี้อย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหานากุ้งทิ้งร้างที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยให้กลับมาสร้างรายได้อีกครั้งในอนาคต ”
ใช้นวัตกรรมเพิ่มอัตรารอดปูขาว
ความสำเร็จในการเลี้ยงปูขาวขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ระยะลูกพันธุ์ ซึ่งเป็นช่วงวัยอ่อนที่มีความเปราะบางและมีอัตราการตายสูงที่สุด การจัดการที่ไม่เหมาะสมในขั้นตอนนี้อาจนำมาซึ่งความสูญเสียและผลตอบแทนที่ไปคุ้มค่า ด้วยเหตุนี้ทีมวิจัยจึงมุ่งถ่ายทอดถ่ายทอดองค์ความรู้ เรื่องการอนุบาลลูกพันธุ์ปูขาวขนาดใหญ่และปูขาวไซส์ตลาด เพื่อเพิ่มอัตราการรอดของลูกปูเริ่มตั้งแต่กระบวนการเตรียมบ่อ ซึ่งเป็นพื้นฐานแรกที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับลูกปู ปรับปรุงคุณภาพน้ำและเลนในบ่อด้วยนวัตกรรมจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง PSB-SAIYAI ลดปริมาณแอมโมเนียและไนไตรท์ที่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำในบ่อเลี้ยง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นำไปสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป

“ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้การเลี้ยงปูที่เน้นการรักษาสมดุล สร้างนิเวศสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของปูขาวด้วยการใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง การเลี้ยงระบบเดิม ปูขาวมีอัตรารอดต่ำกว่า 20% แต่การเลี้ยงแบบใหม่ทำให้ปูมีอัตรารอดเพิ่มขึ้นเป็น 60 – 80 % ”
ใช้ปลาหมอคางดำเลี้ยงปู
ที่ผ่านมา ปลาเหยื่อ หอยและปูเปี้ยวคืออาหารหลักสำหรับเลี้ยงปู เนื่องจากการระบาดของปลาหมอคางดำ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทีมนักวิจัยส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปลาหมอคางดำเป็นอาหารปูแทน เพื่อช่วยควบคุมประชากรปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ สร้างอาชีพให้แก่คนในชุมชนจับปลาไปขายฟาร์มปู ทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ชุมชน ส่วนฟาร์มปูที่ใช้ปลาหมอคางดำเป็นอาหารเลี้ยงปู สามารถประหยัดต้นทุนค่าอาหารแถมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
ทีมนักวิจัยแนะนำให้เกษตรกรนำปลาหมอคางดำแช่เย็นในอุณหภูมิ –20 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อทำลายวงจรชีวิตของไข่หรือลูกปลาที่อาจติดอยู่ภายในตัวปลา ไม่ให้ฟักเป็นตัวรอดออกไปแพร่พันธุ์ในระบบฟาร์ม และเพิ่มประสิทธิภาพการกินโดยนำปลาหมอคางดำมาแช่ร่วมกับ “จุลินทรีย์ PR22” ช่วยสร้างกรดอะมิโนที่ดึงดูดให้ปูขาวกินอาหารได้มากขึ้น โตไว เนื้อแน่น และมีรสชาติหวานขึ้น

“ ฟาร์มที่เลี้ยงปูใหญ่ 1,500 – 2,000 ตัว ต้องให้อาหารวันละ 20 กก. โดยนำปลาหมอคางดำมาหั่นเป็นชิ้นใส่ลงน้ำทุกวัน หากไม่มีเครื่องมือย่อยสลายทำความสะอาด น้ำก็จะเน่าเสียทำให้ปูตายได้ยกบ่อ ดังนั้น จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง PSB-SAIYAI จึงเป็นกลไกสำคัญในการบำบัดทำความสะอาดน้ำไม่ให้เน่าเสีย ”
ดร.กิตติชนม์กล่าวอีกว่า ธรรมชาติปลาหมอคางดำ มีสัดส่วนเพศตัวผู้ 1 ตัวต่อตัวเมีย 10 ตัว ในทุกๆ เดือน ตัวเมีย 10 ตัว สามารถตั้งท้องออกลูกได้ 300 ตัว ลองนึกภาพดูนะครับ ถ้าเรามีปลาหมอคางดำ 3,000ตัวจะขยายพันธุ์ได้สักเท่าไหร่ ในระบบนิเวศของไทย ยังไม่มีสัตว์ที่จะไปกินปลาชนิดนี้ ทำให้ปลาหมอคางดำแพร่ระบาดได้เร็วมาก
ทุกวันนี้ ฟาร์มปูทะเลในจังหวัดนครศรีธรรมราชใช้ปลาหมอคางดำ เป็นอาหารปู วันละ 400-600 กิโลกรัม.สร้างรายได้ให้ผู้ที่จับปลาหมอคางดำมาขายในราคากิโลกรัม 10 บาท หากจับปลาหมอคางดำมาใช้เป็นปลาเหยื่อเลี้ยงปูและสัตว์น้ำอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง จะสามารถกำจัดปลาหมอคางดำออกจากระบบนิเวศได้ถึงวันละ 400-600 กิโลกรัมเลยทีเดียว

ใช้ปลาหมอคางดำเลี้ยงปู ลดต้นทุนได้ 50%
“พี่โชค” หรือคุณณัฏฐชัย นาคเกษม หนึ่งในเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในอาชีพการเลี้ยงปู ในพื้นที่หมู่ 4 ตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช เดิมทีพี่โชค เคยทำอาชีพเลี้ยงกุ้งประมาณ 24 ปี แต่ประสบปัญหาขาดทุน จึงหยุดเลี้ยงปล่อยนากุ้งร้าง ต่อมาสนใจเลี้ยงปูทะเลแต่ประสบปัญหามากมายเพราะลูกพันธุ์ที่รวบรวมจากธรรมชาติมีขนาดไม่แน่นอน และมีสายพันธุ์ที่หลากหลาย จึงได้ปรึกษากับสำนักงานประมงอำเภอหัวไทร เป็นจุดเริ่มต้นในการส่งเสริมระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ มีการพัฒนาการเลี้ยงโดยสั่งซื้อลูกพันธุ์ปูจากกรมประมงมาอนุบาลก่อนการเลี้ยง ทำให้มีอัตรารอดที่สูงขึ้น สามารถลดต้นทุนค่าลูกพันธุ์ปูทะเลได้มากและปูทะเลที่เลี้ยงก็มีสายพันธุ์ที่ชัดเจนเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค
ปัจจุบันพี่โชคเป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปูขาวปลอดภัยลุ่มน้ำปากพนัง ได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้เรื่องการเลี้ยงปูจากโครงการวิจัยของมทร.ศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ไสใหญ่ มีการพัฒนาระบบการเลี้ยงโดยใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงในการควบคุมสิ่งแวดล้อมภายในบ่อทั้งคุณภาพน้ำและดินเลนพื้นบ่อให้สะอาดอยู่เสมอ และพัฒนาการขุนปูในคอนโดก่อนจำหน่ายให้กับผู้บริโภค จึงได้ปูที่มีคุณภาพสูง เนื้อแน่น ไข่เต็ม สีสันสวยงามและรสชาติดี ขายได้ราคาสูงกว่าปูทั่วไปเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้ดียิ่งขึ้น

พี่โชค กล่าวว่า เดิมทีทางกลุ่มซื้อปลาทะลสด เช่น ปลาเป็ด ในราคากิโลกรัมละ 15-20 บาท เป็นอาหารเลี้ยงปู แต่ระยะหลังราคาปลาทะเลมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองใช้ปลาหมอคางดำเป็นอาหารปู ช่วยประหยัดต้นทุนค่าอาหารไป 50% โดยนำปลาหมอคางดำมาแช่ร่วมกับ จุลินทรีย์ PR22 ได้ทั้งโปรตีนและกรดอะมิโนเสริมเข้าไปอีก ทำให้ปูขาวกินอาหารได้มากขึ้น ปูเติบโตได้ดี เนื้อแน่น และมีรสชาติอร่อยมาก
ปัจจุบัน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปูขาวที่มีสมาชิกกว่า 30 ราย เลี้ยงปูขาวครอบคลุมพื้นที่กว่า 300 ไร่ ต้องการใช้ปลาหมอคางดำรวมกันวันละไม่ต่ำกว่า 400-500 กิโลกรัม อัตราแลกเนื้ออยู่ที่ 4 กิโลกรัมของปลาหมอคางดำต่อเนื้อปู 1 กิโลกรัม หากปล่อยปู 500 ตัว ขนาดตั้งแต่ 5 ซม.ไปจนถึง ไซส์ตลาดจะใช้ปลาหมอคางดำเฉลี่ย 10 กก ต่อวันต่อไร่ โดยใช้ระยะเวลาการเลี้ยง 3 เดือนก่อนจับขาย สำหรับบ่อขนาด 3 ไร่ ปล่อยปู 1,500 ตัว จะใช้ปลาหมอคางดำ 30 กิโลกรัมต่อวันต่อไร่ หลังเปลี่ยนมาใช้ปลาหมอคางดำโดยรับซื้อจากชาวบ้านในอัตรากิโลกรัมละ 10 บาท สามารถลดต้นทุนค่าอาหารไปได้ 50% เมื่อเปรียบเทียบคุณภาพอาหารระหว่างปลาหมอคางดำกับปลาเป็ด พบว่าสัดส่วนอัตราแลกเนื้อไม่แตกต่างกัน

พี่โชคกล่าวว่า ปัจจุบันทางกลุ่มใช้ปลาหมอคางดำเลี้ยงปูตั้งแต่วัยอนุบาลจนถึงไซส์ตลาด โดยสัดส่วนอาหารใช้เลี้ยงปูขึ้นอยู่กับขนาดบ่อและจำนวนปูที่ปล่อยเลี้ยงในบ่อ เฉลี่ยประมาณ 500-800 ตัวต่อไร่ การใช้ปลาหมอคางดำเป็นอาหารเลี้ยงปู นอกจากช่วยลดต้นทุนการผลิตแล้ว ยังช่วยสร้างรายได้ให้กับ ชาวบ้านที่จับปลามาขายอีกด้วย และช่วยลดจำนวนปลาหมอคางดำในธรรมชาติได้รวดเร็ว ทุกวันนี้ ปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติของอำเภอปากพนังไม่ค่อยมีแล้ว ชาวบ้านต้องไปจับปลาหมอคางดำในพื้นที่ใกล้เคียงมาขายให้กับฟาร์ม ดังนั้นการใช้ปลาหมอคางดำเลี้ยงปู สามารถลดประชากรปลาหมอคางดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
