ยุคนี้ใครๆ ก็อยากมีสุขภาพดีและมีชีวิตที่ยืนยาว แต่สิ่งที่เปรียบเสมือนฐานรากสำคัญที่สุดกลับเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่าง “อาหารปลอดภัย” ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สุขภาพร่างกายได้อย่างตรงไปตรงมา ตามหลัก “You are what you eat” กินสิ่งใด ร่างกายก็เป็นเช่นนั้น
การหันมารักษาสุขภาพอย่างจริงจังจึงต้องเริ่มจากการใส่ใจเรื่องกิน และทางเลือกที่ทำได้ทันทีคือ การสร้างแหล่งอาหารปลอดภัยด้วยมือเราเองภายในครัวเรือน ร่วมกับการปรับพฤติกรรมสุขภาพแบบรอบด้าน เพราะอาหารที่ดีต้องมาพร้อมกับพฤติกรรมที่ถูกต้อง จึงจะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของสุขภาพได้จริง
จุดเริ่มต้น “เกษตรสวนศิลป์”
ของป้าจันทร์ แห่งหนองมน
ป้าจันทร์–ลภัสรดา ทศรัศมิ์ ผู้ก่อตั้งสวนศิลป์หนองมน จ.ชลบุรี มีพื้นเพเดิมเป็นชาวสกลนคร ในครอบครัวช่างทอผ้าฝ้ายย้อมคราม ก่อนที่ตัวป้าจันทร์จะย้ายมาทำงานแถบระยอง ชลบุรี และศรีราชา กระทั่งพบรักกับสามีและปักหลักกลายเป็นคนบางแสน-หนองมนมาถึงปัจจุบัน

ป้าจันทร์เล่าว่าก่อนจะมาเป็นที่รู้จักในนาม “ป้าจันทร์แห่งสวนศิลป์หนองมน” ป้าเริ่มต้นจากการขายดอกเกลือจากนาเกลือผืนสุดท้ายของจังหวัดชลบุรี ส่วนจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หันเข้าสู่วิถีเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มตัว เริ่มมาจาก “สุขภาพ” เนื่องจากตัวป้าจันทร์เองเป็นคนขี้แพ้ ทั้งแพ้อาหารทะเล แพ้แป้ง และอีกหลายอย่าง จึงพยายามหาทางรอดโดยไม่พึ่งเคมีหรือยาหมอ แต่หันไปค้นคว้าและศึกษาสมุนไพรจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ
ป้าตั้งใจปลูกผักอินทรีย์ไว้กินเองเพื่อการพึ่งพาตนเอง เปลี่ยนพื้นที่ในบ้านให้กลายเป็น “ตลาดผัก” อยากกินอะไรก็ปลูกอันนั้น จากนั้นเริ่มศึกษาลึกลงไปเรื่องระบบลำไส้และโพรไบโอติกส์ เนื่องจากป้าและคนในบ้านมีปัญหาการขับถ่าย ซึ่งตรงกับคำแนะนำของครูบาอาจารย์ที่ว่า “ถ้าลำไส้สกปรก ร่างกายก็ป่วยได้” ป้าจันทร์จึงลองผิดลองถูกอย่างถูกวิธี เช่น การกินน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งในน้ำอุ่นอุณหภูมิที่เหมาะสม (ประมาณ 50 องศาเซลเซียส)

ประกอบกับเป็นคนชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับอาหาร วัฒนธรรมการกิน เครื่องปรุง และติดตามงานอบรมด้านการเกษตร ประกอบกับแนวคิด “You are what you eat—กินอะไรได้อย่างนั้น” ป้าก็ใช้เวลาศึกษา ค้นคว้า และทดลองสมุนไพรกับตัวเองนานเกือบ 10 ปี โดยใช้ตัวเองเป็น “หนูทดลอง” เมื่อเห็นผลว่าอาการแพ้ลดลง ลำไส้ดีขึ้น จึงขยายผลสู่คนในครอบครัว
ป้าจันทร์เน้นย้ำว่า “อาหารเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่พฤติกรรมคือสิ่งสำคัญ” เมื่อปรับทั้งไลฟ์สไตล์ ทานอาหารอินทรีย์ และสมุนไพรหมักที่ปลูกเองในรั้วบ้าน สุขภาพของทุกคนในครอบครัวก็ดีขึ้น ตัวป้าจันทร์เองก็กลับมามีกำลังวังชาอีกครั้ง เป็นการเรียนรู้ ปรับเปลี่ยน และ “แก้กาย แก้ใจ” ตัวเองมาอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นวิถีเกษตรสวนศิลป์ในทุกวันนี้
จากคนขี้แพ้เกือบไม่รอด
สู่ภูมิปัญญาสมุนไพรฉบับลงมือทำ
หลังจากผ่านพ้นวิกฤตสุขภาพมาได้ ป้าจันทร์ตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ว่า “ต้องพาเพื่อนรอดไปด้วยกัน”
ความศรัทธาในสมุนไพรของป้าจันทร์ไม่ได้มาจากคำบอกเล่า แต่เกิดจากการทดลองกับตัวเองจนเห็นผลจริง ป้าจันทร์เล่าว่า อดีตเคยเป็นคนขี้แพ้อย่างหนัก จนเกือบเอาชีวิตไม่รอดมาแล้วหลายครั้ง เมื่อรอดชีวิตมาได้จึงตั้งใจว่าจะส่งต่อสิ่งเหล่านี้ให้กับกลุ่มมิตรที่มีความสนใจในสมุนไพรเหมือนกัน
ภายในสวนของป้าจันทร์ปลูกพืชสมุนไพรไว้หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น หนานเฉาเหว่ย (ป่าช้าเหงา), กระวาน, พริก, ว่านหางจระเข้ และ “ใบโปร่งฟ้า” ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ที่ป้าภูมิใจนำเสนอมาก น้ำหมักของป้าทุกโหลจะมีส่วนผสมของใบโปร่งฟ้าอยู่ด้วยเสมอ เพราะมีสรรพคุณช่วยแก้ท้องอืด (นำมาเคี้ยวกินสดได้) และมีส่วนช่วยให้คนที่ตั้งใจเลิกบุหรี่ทำได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการนำ ใบกล้วยน้ำไทย มาฉีกใส่แทนใบชิโสะหรือผักงาขี้ม้อน เวลาหมักบ๊วยหรือทำน้ำหมักต่างๆ ซึ่งช่วยให้รสชาตินุ่มนวล หอมอร่อย และกลายเป็นรสชาติเอกลักษณ์ประจำสวน
ป้าจันทร์มักเน้นย้ำเรื่องการดูแลกระเพาะและลำไส้เป็นหลัก “ดูง่ายๆ ว่าอะไรกินแล้วขับถ่ายสะดวก หลายคนอาจนึกถึงรสเปรี้ยว แต่มันต้องเป็นความเปรี้ยวแบบไหน นั่นคือสิ่งที่เราต้องค้นคว้าและทดลองด้วยตัวเอง”
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การลงมือทำและสังเกตผล ปริมาณมากหรือน้อยสามารถปรับทดลองได้ หรือปรึกษาผู้มีประสบการณ์ เพราะแต่ละคนอาจได้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน บางคนทานแล้วได้ผล แต่บางคนทานแล้วไม่เห็นผล เพราะพฤติกรรมเดิมๆ ยังไม่เปลี่ยน เช่น ยังคงรับประทานเค้กหรือของมันๆ อยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าตัวต้องรู้และปรับเปลี่ยนด้วยตัวเอง จะหวังพึ่งพาแต่สมุนไพรเพียงอย่างเดียวไม่ได้
น้ำหมักกล้วยโพรไบโอติกส์ สูตรป้าจันทร์
เริ่มที่กล้วย…ง่ายที่สุด
เรื่องความยั่งยืนทางอาหารเป็นสิ่งที่ป้าจันทร์พูดมานานเป็นสิบปี ป้าจันทร์มองว่าเมื่ออายุมากขึ้น มีกำลังทำอะไรได้ก็ควรทำ เดินได้ให้เดิน วิ่งได้ให้วิ่ง กินได้ให้กิน ออกกำลังกายและลงมือทำ ดีกว่านั่งอยู่กับที่แล้วจมอยู่กับความคิด
การออกกำลังกายหรือการปลูกต้นไม้ที่เราชอบเพียงไม่กี่ต้น คือวิธีช่วยรับมือกับโรคซึมเศร้าและอัลไซเมอร์ที่ดีมาก การตื่นเช้ามาเช็กดูว่าเรารดน้ำต้นไม้หรือยัง ถือเป็นการ “ฝึกสติ” ที่ดีที่สุด และในยุคที่ต้องเผชิญกับทั้งวิกฤตอาหารและวิกฤตเศรษฐกิจ การพึ่งพาตัวเองได้จะช่วยลดความเสี่ยง ทำให้เรามั่นใจว่ายังมีอาหารปลอดภัยอยู่ในบ้าน ควบคู่ไปกับการศึกษาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อนำมาช่วยลดต้นทุนและลดความเสี่ยงในการทำเกษตร
และเมื่อพูดถึงการเริ่มพึ่งพาตัวเองจากเรื่องใกล้ตัว ความรู้เรื่องการทำอาหารปลอดภัยและการแปรรูปเก็บไว้ทานเองจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ทุกคนทำได้จริง สำหรับคนที่อยากเริ่มต้น ป้าจันทร์แนะนำว่า “เริ่มที่กล้วย…ง่ายที่สุด” โดยหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความซับซ้อน แต่คือเรื่องของความสะอาดและวินัยที่ต้องคอยมาส่องดูโหลหมักในทุกๆ วัน

อุปกรณ์และวัตถุดิบ
โหลแก้ว (ใช้โหลกาแฟที่หมดแล้วก็ได้ ล้างให้สะอาด ผึ่งแดดจนแห้งสนิท)
กล้วยน้ำว้าสุกงอม 3-5 ลูก (กล้วยสุกจะหมักง่ายกว่ากล้วยดิบ)
น้ำผึ้งแท้ และน้ำตาลทรายแดงออร์แกนิก (ใช้อัตราส่วน 1:1 หรือ 50:50)
สมุนไพรเพิ่มรสชาติ เช่น ใบกล้วยน้ำไท, ใบโปร่งฟ้า, ใบโหระพา หรือพืชตระกูลมิ้นต์
ขั้นตอนการทำ
ปอกเปลือกกล้วยใส่ลงในโหลแก้วที่แห้งสนิท
เติมน้ำผึ้งและน้ำตาลทรายแดงออร์แกนิกในปริมาณพอเหมาะ
ใส่สมุนไพรที่เตรียมไว้ลงไป เพื่อปรุงรสชาติให้ออกซ่าเบาๆ และเป็นการฝึกให้จุลินทรีย์เรียนรู้การย่อยสมุนไพร ไม่ใช่กินแค่สารอาหารจากกล้วยเพียงอย่างเดียว หรือจะใส่พริกหรือดอกไม้กินได้ สามารถหมักกับกล้วยได้ เพื่อสร้างสรรค์รสชาติ และเอาพริกที่หมักมากินคู่กับเมนูปิ้ง ย่าง อบได้เลย
ปิดปากโหลด้วยกระดาษทิชชูออร์แกนิกชนิดหนา เพื่อให้ระบายอากาศได้
ในช่วงที่กล้วยเริ่มลอยขึ้นมา ให้ใช้ตะเกียบที่สะอาดและแห้งสนิทกดกล้วยลงไป หมักทิ้งไว้เป็นเวลา 15 วัน
การสังเกตผล
หากเกิด “ราขาว” ถือว่าใช้ได้ เป็นกระบวนการตามธรรมชาติของการหมักที่เลยขั้นแอลกอฮอล์ไปเป็นวิตามินและจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์
หากเกิด “ราดำ” ต้องทิ้งทันทีเพราะมีการปนเปื้อน
เมื่อครบ 15 วัน ก็นำมาตักชงผสมน้ำดื่ม เป็นเครื่องดื่มโพรไบโอติกส์ที่ให้พลังงาน สดชื่น และปลอดภัย
การหมักกล้วยไม่ได้น่ากลัวหรือยุ่งยากอย่างที่คิด แถมยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างมหาศาล กล้วย 1 หวี (ประมาณ 10-20 บาท) น้ำผึ้ง 150 บาท น้ำตาลทรายแดง 10 บาท รวมต้นทุนวัตถุดิบประมาณ 200 บาท แต่เมื่อนำมาผ่านกระบวนการหมักอย่างประณีต จนได้เครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 1,000-2,000 บาท ใครๆ ก็ทำได้ เพียงแค่ต้องกล้าที่จะลองทำ
“สำหรับป้า มันไม่ใช่แค่เรื่องหมักกล้วยหรือปลูกผักหรอกนะ แต่มันคือการปลูกสติ แล้วก็ทำภูมิคุ้มกันให้ตัวเราเอง ในวันที่โลกมันเปลี่ยนไปทุกวัน วิกฤตอะไรจะเข้ามาก็ช่างมันเถอะ ถ้าเราหันกลับมาดูแลตัวเอง รู้จักพึ่งพาธรรมชาติ รดน้ำต้นไม้ด้วยความใส่ใจ ทำอาหารทำยาสมุนไพรกินเองได้ด้วยสองมือเรา พอตัวเราแข็งแรง ใจเราดี มีอาหารปลอดภัยกินอยู่ในรั้วบ้าน ไม่ว่าข้างนอกจะวิกฤตแค่ไหน…ป้าเชื่อว่าเราก็รอด แล้วก็พาเพื่อนรอดไปด้วยกันได้แน่นอน” ป้าจันทร์กล่าวทิ้งท้าย
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก : สวนศิลป์หนองมน หรือโทร. 089-699-7179
