ปัจจุบัน ขนาดของพื้นที่ไม่ได้เป็นปัจจัยชี้ขาดรายได้ทางการเกษตรอีกต่อไป เกษตรกรที่มีพื้นที่ขนาดเล็กแต่มีการบริหารจัดการพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างรายได้ที่ต่อเนื่องและยั่งยืนได้เช่นกัน ซึ่งอาจประยุกต์ใช้การปลูกพืชมูลค่าสูงเป็นตัวช่วยเสริมรายได้ ทั้งนี้ ความมั่นคงทางการเกษตรที่แท้จริงย่อมเกิดจากการวางแผนและการจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ
พี่โบ้-ดำรงค์ อินทศร เจ้าของ สวนปลูกสุข ต.คลองตาล อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย อดีตพนักงานประจำที่ผันตัวมาเป็นเกษตรกรบนพื้นที่ขนาดเล็ก กับแนวคิดการทำเกษตรที่ชัดเจนว่า “มีที่น้อย ไม่จำเป็นต้องปลูกพืชชนิดเดียว”

หลักคิดของพี่โบ้เริ่มจากการสำรวจพื้นที่และตลาดรอบตัว ปลูกเฉพาะสิ่งที่คนในพื้นที่ต้องการ เพราะ “ปลูกได้ แต่หาคนซื้อไม่ได้ ก็เหนื่อยเปล่า” สวนแห่งนี้จึงถูกจัดสรรให้มีพืชพรรณหลากหลายที่ทยอยให้ผลผลิตต่างช่วงเวลา ตั้งแต่รายวัน รายสัปดาห์ ไปจนถึงรายเดือน เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างรายได้เข้ามาหมุนเวียนไม่ขาดสาย โดยไม่ต้องรอคอยรายได้ก้อนใหญ่จากพืชเชิงเดี่ยวเพียงอย่างเดียว
ก่อนที่จะผันตัวมาเป็นเกษตรกร พี่โบ้เคยเป็นพนักงานประจำอยู่ที่บริษัทโรงกลั่นน้ำมันในจังหวัดระยอง จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจลาออกจากงานคือการตรวจพบว่าป่วยเป็นมะเร็ง จึงตัดสินใจขอเออร์ลี่รีไทร์เพื่อกลับมาดูแลสุขภาพ
ในช่วงพักรักษาตัว แม้จะมีคำแนะนำให้เข้าหาธรรมะเพื่อเยียวยาจิตใจ แต่พี่โบ้กลับพบว่าการศึกษาความรู้ผ่าน YouTube คือสิ่งที่ตอบโจทย์มากกว่า และในที่สุดก็ตกผลึกว่า การทำเกษตรคือแนวทางที่เหมาะกับช่วงวัยและสภาพร่างกายที่สุด เพราะการลงทุนรูปแบบอื่นมีความเสี่ยงสูง ขณะที่การทำเกษตรสอดคล้องกับปัจจัยสี่ในชีวิตประจำวันที่ทุกคนต้องกินต้องใช้ทุกวัน

“ตลอดช่วงเวลา 8 เดือนก่อนออกจากงาน พี่ใช้เวลาไปกับการศึกษาบทเรียนการทำเกษตรจากผู้คนที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว เพื่อนำมาปรับใช้กับการวางแผนชีวิต โดยตั้งโจทย์หลักไว้ที่ “การลดค่าใช้จ่าย” ด้วยการปลูกพืชผักที่ใช้บริโภคในชีวิตประจำวัน”
นอกจากนี้ พี่โบ้ยังประเมินว่าการอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่อย่างระยองมีค่าครองชีพสูงเกินไป การตัดสินใจกลับมายังบ้านเกิดที่จังหวัดสุโขทัยจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม โดยมีการวางแผนใช้จ่ายเงินเก็บอย่างรัดกุม ประกอบกับความพร้อมด้านที่ดินที่เคยซื้อสะสมไว้ รวมถึงสวนมะปรางหวานและมะยงชิดที่พ่อตาได้ปลูกไว้ก่อนหน้า ทำให้เขามั่นใจว่าการทำเกษตรแบบไร้ภาระหนี้สินจะสามารถสร้างเสถียรภาพและรายได้ที่มั่นคงให้กับชีวิตในระยะยาวได้อย่างแน่นอน
สวนปลูกสุข เกษตร 1 ไร่ 2 งาน
ปลูกแบบพอดีตัว มีรายได้ข้ามาทุกวัน
ที่ดิน 1 ไร่ 2 งาน หลายคนอาจมองว่าเล็ก แต่สำหรับ พี่โบ้ ขนาดพื้นที่ไม่ใช่ข้อจำกัด หากรู้จักวางแผนและมองการตลาดนำการผลิต
ก่อนเริ่มลงมือ พี่โบ้ตั้งโจทย์กับตัวเองไว้ชัดเจนว่าจะปลูกอะไรดี เพราะไม้ผลเดิมอย่าง “มะปรางหวาน” ที่พ่อตาเคยปลูกไว้ แม้จะทำเงินได้ แต่ผลผลิตออกตามฤดูกาลไม่ได้มีขายตลอด ทั้งคนในพื้นที่ก็ไม่ค่อยนิยมกิน แถมตรงนี้ยังเจอน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี การเลือกพืชจึงต้องคิดให้รอบด้าน

แต่ท่ามกลางความโชคร้ายยังมีความโชคดี เพราะได้สังเกตเห็นช่องทางตลาดที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ เนื่องจากในละแวกนั้น มีพ่อค้าแม่ค้าเดินทางเข้ามาหาซื้อและรับซื้อ “ใบพลู” ถึงหน้าบ้านเพื่อนำไปส่งขายต่อ จึงไม่ลังเลที่จะปรับเปลี่ยนพื้นที่บางส่วน ปลูก “พลูเขียว” เสริมเข้าไป เพื่อส่งขายให้พ่อค้าเจ้าประจำในราคาที่น่าพึงพอใจ สร้างรายได้หมุนเวียนเข้ามาได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาหรือเสียค่าเดินทางไปส่งขายเอง
สำหรับพื้นที่ 1 ไร่ 2 งาน ถูกแบ่งออกเป็น 2 ผืน ผืนแรกขนาด 1 ไร่ ส่วนอีกผืนห่างออกไปราว 200 เมตร มีขนาด 2 งาน พี่โบ้เลือกใช้พื้นที่ 2 งานนี้ปลูกพลูเขียว แม้หลายคนจะถามว่าขายดีทำไมไม่ปลูกให้เต็มพื้นที่ พี่โบ้ตอบกลับด้วยหลักคิดที่ว่า “ต้องทำเท่าที่แรงไหว” ด้วยอายุและสุขภาพ การปลูกพอดีตัวทำให้ดูแลได้ทั่วถึงและประณีตที่สุด
ส่วนพื้นที่อีก 1 ไร่ ถูกจัดสรรเพื่อลดรายจ่ายและสร้างรายได้ผสมผสานกัน ได้แก่
พืชกินได้และไม้ผล (ปลูกระยะประชิด) ปลูกฝรั่ง มะม่วง ส่วนกล้วยหอม กล้วยไข่ และกล้วยน้ำว้า ปลูกเป็นโซนไว้ตรงกลาง โดยมีขนุนปลูกรอบคันแปลงเป็นแนวกันลม และมีใบมะกรูดสำหรับตัดใบขาย
พืชแซมสร้างรายได้เพิ่ม ตรงกลางแปลงกล้วย ก็ปลูกตะไคร้ แซมลงไป เพราะระหว่างรอกล้วยเก็บเกี่ยว 8-9 เดือน ตะไคร้ใช้เวลาแค่ 6 เดือนก็ตัดขายได้ แถมรดน้ำกล้วยครั้งเดียวก็ได้รดตะไคร้ไปด้วย

รวมถึงพริกขี้หนูเป็นพืชที่เพาะยาก พี่โบ้อาศัยนำเมล็ดไปโรยเพาะไว้ตรงกกกล้วย อาศัยความชุ่มชื้นจากการรดน้ำกล้วยให้พริกเติบโต โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มหรือแยก รดน้ำให้เสียเวลา นอกจากนี้ยังปลูกส้มโอและสับปะรดแทรกไว้อีกแรง
ทั้งหมดนี้คือ “การวางแผนกระจายความเสี่ยงเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง” โดยถูกออกแบบให้มีทั้ง
รายได้รายวัน (พลูเขียว) พ่อค้ามารับซื้อวันเว้นวัน (2 วันเก็บครั้ง) สร้างรายได้เฉลี่ยวันละ 700-900 บาท ถือเป็นพืชสร้างเงินสดที่ดีมาก ลงทุนน้อย และเก็บเกี่ยวได้ระยะยาว
รายได้รายสัปดาห์ (กล้วย) แม้กล้วยจะเป็นพืชรายเดือน แต่เมื่อปลูกคละสายพันธุ์ ทั้งกล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า และกล้วยเล็บมือนาง ทำให้ตัดขายสลับกันได้เป็นรายสัปดาห์

รายได้รายเดือน (ตะไคร้ ข่า มะกรูด) เน้นตัดตะไคร้ขายเป็นหลักควบคู่ไปกับพลูเพราะส่งที่เดียวกันและดูแลง่าย ส่วน ข่า จะขุดทำทีละ 1-2 ถุงตามกำลัง และมี ใบมะกรูด ที่ตัดขายได้ทุกๆ 2 เดือน
รายได้รายปี (มะยงชิด มะม่วงโชคอนันต์) สำหรับ มะยงชิด ซึ่งเป็นพืชดูแลยาก หากขายให้พ่อค้าคนกลางจะไม่ได้ราคา จึงแก้ปัญหาด้วยการ “ขายผ่านช่องทางออนไลน์” ส่งตรงถึงผู้บริโภค ซึ่งช่วยสร้างรายได้ก้อนใหญ่ได้เป็นอย่างดี
“การทำเกษตรพื้นที่น้อยให้อยู่รอด ไม่ใช่การเสี่ยงกับพืชชนิดเดียว แต่คือการวางระบบให้มีรายได้เล็กๆ ไหลเข้ามาทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน และมีเงินก้อนรายปีไว้เติมเต็ม”
เทคนิคการจัดการดูแล จริงๆ แล้วไม่มีเทคนิคตายตัวอะไรเลย ทุกอย่างเกิดจากการเรียนรู้ ลองผิดลองถูก และตั้งโจทย์ว่า “ทำยังไงให้ลดต้นทุนและเบาแรงที่สุด” เน้นบำรุงด้วยปุ๋ยอินทรีย์เป็นหลัก และบริหารจัดการพื้นที่ 1 ไร่ด้วยแนวทางที่ทำคนเดียวได้จริง เริ่มตั้งแต่จัดการหญ้าเน้นประหยัด การตัดหญ้าทุกอาทิตย์คือรายจ่ายที่ต้องจ่ายตลอด บางจุดที่ดูแลไม่ไหวก็เลือกใช้ผ้าคลุมหญ้าช่วย หรือใช้สินค้าจริงแล้วรีวิวไปในตัว เช่น บริเวณสวนพลู เพราะทำคนเดียวดูแลไม่ทั่วถึงแน่นอน ส่วนระบบน้ำ เป็นระบบ Gravity ทุ่นแรง ให้น้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ใช้แรงโน้มถ่วงปล่อยน้ำรดต้นไม้โดยไม่ต้องเปิดปั๊มตลอดเวลา ร่วมกับการติดสปริงเกลอร์ในบางจุด รวมไปถึงการขุดคลองไส้ไก่ไว้ช่วยกระจายความชื้นทั่วพื้นที่ ในช่วงเวลาที่รีบมากๆ ก็แค่ใช้ปั๊มสูบน้ำจากคลองไส้ไก่ไปรดสวนผลไม้ได้ทันที


เกษตรกรหลายคนมักมีคำถามว่า…”ปลูกแล้วจะไปขายใคร”
เกษตรกรหลายคนมักจะมีคำถามที่ว่า “ปลูกแล้วจะไปขายใคร” พี่โบ้ให้มุมมองไว้อย่างน่าสนใจว่า สินค้าชนิดเดียวกัน ไม่สามารถขายได้เหมือนกันในทุกพื้นที่ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องเริ่มจากการ “สำรวจตลาดใกล้ตัว” ดูบริบทคนในชุมชนและเพื่อนบ้านก่อนว่าเขานิยมกินหรือใช้อะไร
ยกตัวอย่างเรื่อง “ข่า” ที่มีทั้งข่าขาว ข่าเหลือง และข่าแดง ในพื้นที่ของพี่โบ้ พ่อค้าแม่ค้าท้องถิ่นจะชอบ ข่าขาว เป็นพิเศษ เพราะเนื้ออ่อน นำไปทำต้มยำได้อร่อย ในขณะที่พ่อค้าที่รับซื้อเพื่อส่งออกไปทางแม่สอด จะเน้นซื้อ ข่าแดง เพราะเนื้อแข็งกว่าและทนการขนส่ง เรื่องนี้สะท้อนชัดเจนว่า เราจะปลูกตามๆ กันไปหมดไม่ได้ เพราะความต้องการของแต่ละตลาดไม่เหมือนกันเลย
อีกหนึ่งตัวอย่างคือ “กล้วยหอมท่ายาง” ที่สวนของพี่โบ้ จุดเด่นคือผลใหญ่ หวีสวย แต่ปัญหาที่เจอคือ พ่อค้าท้องถิ่นเข้ามาขอซื้อในราคาที่ไม่สูง แถมยังรับซื้อทีละน้อยแค่ 1-2 เครือเท่านั้น แล้วถ้าช่วงไหนกล้วยทยอยสุกพร้อมกัน 4-5 เครือ ผลผลิตส่วนที่เหลือจะเอาไปไว้ไหน

พี่โบ้จึงแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนมาใช้โซเชียลมีเดียให้เป็นประโยชน์ ลองโพสต์ขายกล้วยหอมผ่านหน้าเพจตัวเอง ปรากฏว่าได้ผลตอบรับดีเกินคาด จนกลายเป็นการเปิดตลาดขายตรงแบบไม่ต้องง้อพ่อค้าคนกลาง
“พี่ก็เริ่มจากการขับรถไปส่งเองในละแวกใกล้เคียง ระยะทางไม่เกิน 2 กิโลเมตร ซึ่งลูกค้ารายใหญ่ที่สั่งซื้อประจำกลายเป็นกลุ่ม “หน่วยงานราชการ” ในพื้นที่ และทุกครั้งที่ไปส่งของ ผมจะต่อยอดสร้างคอนแทกต์ระยะยาว โดยแจ้งลูกค้าเสมอว่าที่สวนมีกล้วยทยอยสุกออกมารวมถึงมีผลผลิตอื่นๆ พร้อมส่งเรื่อยๆ จนเกิดการแลกช่องทางติดต่อเพื่อสั่งซื้อกันต่อเนื่อง”
แม้วิธีนี้จะมีต้นทุนค่าเดินทางบ้าง ไม่เกิน 100 บาท แต่เมื่อหักลบแล้ว ยังเหลือกำไร เกิน 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับว่าคุ้มค่ามาก ที่สำคัญคือทำให้เกษตรกรสามารถกำหนดราคาเองและพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน
และผลลัพธ์ทั้งหมดนี้ ก็เป็นไปตามที่คาดหวังไว้จริงๆ เพราะหัวใจสำคัญของการทำเกษตรให้อยู่รอด คือการวางระบบ “พืชสร้างรายได้หมุนเวียน” เลือกระบบปลูกพืชหลากหลายชนิดผสมผสานกัน แน่นอนว่าราคาสินค้าเกษตรมีขึ้นมีลง ปีไหนราคาตะไคร้ตกต่ำ แต่เรายังมีข่าที่ราคาแพง หรือวันที่มะม่วงกับมะยงชิดราคาถูก เราก็ยังมีใบพลูที่ทำราคาได้ดี การปลูกพืชหลากหลายจึงช่วยถัวเฉลี่ยรายได้ กระจายความเสี่ยง ไม่โดนกดราคาจากพืชเพียงชนิดเดียว ทำให้เกษตรกรมีรายได้เข้ามาหมุนเวียนตลอดเวลา สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างสบาย และตอบโจทย์ความยั่งยืนในชีวิตได้อย่างแท้จริง
การวางแผนทางการเงิน
ก่อนก้าวสู่เส้นทางเกษตร
พี่โบ้ยอมรับตามตรงว่า ถ้าวันนั้นไม่ป่วย ก็คงไม่ลาออกจากงานประจำ เพราะงานประจำให้รายได้ที่มั่นคงแน่นอน และช่วยให้เราวางแผนชีวิตวัยเกษียณได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าวันหนึ่งสถานการณ์บังคับให้เราไม่มีทางเลือก จริงๆ แล้วเราควรเริ่มวางแผนเตรียมพร้อมตั้งแต่ยังทำงานประจำอยู่
สำหรับพี่โบ้เอง แม้จะเคยคิดวางแผนชีวิตไว้บ้าง แต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะต้องออกมาทำเกษตรเร็วขนาดนี้ และถ้าเลือกได้ “ยังไม่แนะนำให้ลาออกมาทำเกษตรแบบเต็มตัวทันที” โดยเฉพาะคนที่มีภาระหนัก ทั้งผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรือส่งลูกเรียน ยิ่งต้องวางแผนอย่างรอบคอบเป็นพิเศษ เพราะการทำเกษตรมีความไม่แน่นอนสูงมาก

สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญที่สุดคือ “การวางแผนทางการเงิน” เนื่องจากคนที่เพิ่งเริ่มต้น ไม่เหมือนเกษตรกรเดิมที่เขาทำมานานจนระบบทุกอย่างอยู่ตัวแล้ว แต่คนที่มาจากสายงานอื่นคือคนที่ “เริ่มนับหนึ่งจากศูนย์” ช่วงแรกจึงต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างมาก
เพราะฉะนั้นกลยุทธ์สำคัญสำหรับผู้เริ่มต้น คือการวางแผน “ลดค่าใช้จ่ายและพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด” เน้นปลูกพืชผักที่เก็บกินได้ในชีวิตประจำวัน เพื่อตัดรายจ่ายค่าอาหารออกไปให้ได้มากที่สุด ยกเว้นเนื้อสัตว์อย่างหมูหรือไก่ที่เราไม่ได้เลี้ยงเอง เมื่อเราลดค่าครองชีพลงได้ การก้าวเข้าสู่เส้นทางเกษตรก็จะเป็นไปอย่างมั่นคงและปลอดภัยยิ่งขึ้น
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก: ปลูกสุข”
