เกษตรยั่งยืน
จากคนที่เคยทำงานดูแลผู้ป่วยหนักในออสเตรเลีย และอยู่ในวงการเครื่องมือแพทย์มานาน 19 ปี วันนี้ Mr.Sho Oga (โช โอกะ) กลับเลือกมาทำเกษตรออร์แกนิกที่ประเทศไทย แนวคิดการทำเกษตรแบบญี่ปุ่นของเขา ไม่ได้เริ่มจากการหายาฆ่าแมลงที่ดีขึ้น แต่เริ่มจากการทำให้ “ดินแข็งแรง” ทั้งปุ๋ยหมัก โบกาฉิ การใช้จุลินทรีย์ และการจัดการน้ำ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบบที่ทำให้พืชแข็งแรงจากข้างใน เพราะเมื่อดินดี จุลินทรีย์ทำงาน พืชก็แข็งแรง โรคและแมลงก็จัดการได้ง่ายขึ้น . จากวันที่ปลูกผักแล้วตาย เจอทั้งโรคและแมลงอยู่นานหลายปี สู่การทำฟาร์มออร์แกนิกที่ปลูกพืชกว่า 70 ชนิด บนพื้นที่ 70 ไร่ . แล้ว “เกษตรแบบญี่ปุ่น” ของโช โอกะ มีวิธีคิดและวิธีทำอย่างไร? ตามมาหาคำตอบกัน #เกษตรออร์แกนิก #ทำเกษตรแบบญี่ปุ่น #เทคนิคปรุงดิน #สูตรทำจุลินทรีย์ #เกษตรยั่งยืน #เทคโนโลยีชาวบ้าน #technologychaoban
ข้าว พืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย และอาชีพที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ถูกกล่าวถึงเสมอในฐานะ “กระดูกสันหลังของชาติ” แต่ในวันนี้ผู้ที่เปรียบได้ว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ กำลังเผชิญกับปัญหารายได้ หนี้สิน และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ขณะที่ราคาผลผลิตกลับต่ำลง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะลูกหลานเกษตรกร ตั้งคำถามว่า หากการทำนายังเดินอยู่บนเส้นทางเดิม อาชีพนี้จะสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไปได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ ลูกหลานชาวนาบางส่วนจึงเริ่มกลับมาทบทวนคุณค่าของอาชีพที่บรรพบุรุษส่งต่อมา พร้อมมองหาวิธีที่จะสืบสานทั้งอาชีพและภูมิปัญญาให้ยังคงอยู่ โดยไม่ได้มอง “ผืนนา” เป็นเพียงพื้นที่สำหรับผลิตข้าวเท่านั้น แต่ตั้งคำถามต่อไปว่า จะสร้างคุณค่าใหม่จากผืนดินแห่งนี้ได้อย่างไร หนึ่งในนั้นคือ คุณดิว-ธันยพงศ์ ใจคำ ผู้ก่อตั้ง “เกี้ยวตะวัน ธัญฟาร์ม” ตำบลงิ้ว อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ลูกหลานเกษตรกรที่เลือกนำศิลปะ เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาผสมผสานเข้ากับการทำนา เพื่อทำให้ผืนนาข้าวกลายเป็นพื้นที่ที่สร้างคุณค่าได้มากกว่าผลผลิต แนวคิดของเขามองว่า “นาข้าวจ
เรื่องราวของ “อุ้มฮุ่ม โฮมสเตย์” เริ่มต้นขึ้นนานกว่าที่จะเรียกได้ว่าเป็นโฮมสเตย์ เพราะย้อนกลับไปเมื่อปี 2530 พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นเพียงทุ่งหญ้าผืนหนึ่งที่ครอบครัวบังเอิญได้มา พี่อุ้ม-คณาภรณ์ ธนูธรรมเจริญ และ พี่นุ้ย-กนกวรรณ ศรีสัจจากุล สองสามีภรรยา เจ้าของ “อุ้มฮุ่ม โฮมสเตย์” บ้านหัวนา ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่เล็กๆ ที่ค่อยๆ เติบโตจากผืนดินของครอบครัว สู่สวนที่มีทั้งป่า อาหาร และวิถีชีวิตที่พึ่งพาตัวเอง ย้อนกลับไป จุดเริ่มต้นของพื้นที่แห่งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2530 เมื่อคุณแม่ของพี่อุ้มเดินทางกลับเชียงใหม่ด้วยรถไฟ และได้พูดคุยกับคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ซึ่งกำลังจะขายที่ดิน เมื่อมาถึงเชียงใหม่จึงชวนคุณพ่อมาดูพื้นที่ ก่อนตัดสินใจซื้อในที่สุด จากนั้นทุกเย็นวันศุกร์ คุณพ่อคุณแม่จะรับลูกๆ จากโรงเรียนแล้วพากันมาที่นี่ คุณแม่ปลูกต้นไม้ ส่วนลูกๆ ก็วิ่งเล่นบ้าง ช่วยกันปลูกต้นไม้บ้าง ทำแบบนี้ต่อเนื่องราว 15 ปี จนพื้นที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากทุ่งหญ้าเป็นสวนผสมผสาน มีทั้งลิ้นจี่ มะม่วง สับปะรด ต้นสัก และไม้ผลอีกหลายชนิด เมื่อเติบโตขึ้น พี่อุ้มออกไปเรียนมหาวิทยาลัย ก่อนเข้าสู่ชีวิตการทำงาน
“เมื่อก่อนป้าก็ไม่เชื่อ ว่าสมุนไพรจะรักษาโรคได้ และก็ช้าด้วยกว่าจะหาย แต่พอได้ลองใช้ เอาตัวเองเป็นหนูทดลอง ปรับพฤติกรรม หันมาพึ่งพาธรรมชาติ ร่างกายมันฟื้นเองได้จริงๆ” ป้าจันทร์ (สวนศิลป์หนองมน) สื่อสารวิถีสมุนไพรและเกษตรอินทรีย์แบบพื้ยั่งยืน จากประสบการณ์จริงที่ใช้ตัวเองและคนในครอบครัวเป็นตัวทดลอง เปลี่ยนวิถีชีวิตจนกลับมาแข็งแรง มีเรี่ยวมีแรงอีกครั้ง วันนี้ป้าจันทร์พร้อมส่งต่อเรื่องราวจากครัวในบ้าน สู่ “อโรคยาเคลื่อนที่” แบ่งปันมหาชน ชวนทุกคนหันกลับมารู้วิธีดูแลตัวเอง ฟื้นฟูดิน ปลูกผักปลอดภัย และสร้างทางรอดด้านอาหารไปด้วยกัน #ป้าจันทร์ #สวนศิลป์หนองมน #สมุนไพรไทย #กินอย่างมีสติ #ความมั่นคงทางอาหาร #เทคโนโลยีชาวบ้าน #technologychaoban
คุณกชมล สีนวล หรือ พี่แหม่ม อยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 6 ตำบลดอนทอง อำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี อดีตผู้จัดการหมู่บ้านจัดสรร เงินเดือนสูง ผันตัวเองกลับมาเป็นเกษตรกรที่บ้านเกิดจังหวัดสระบุรี พลิกฟื้นพัฒนาการทำเกษตรแบบเดิมของพ่อแม่ให้ดียิ่งขึ้น จนทุกวันนี้สามารถสร้างรายได้หลักแสนต่อเดือน บนพื้นที่การทำเกษตรเพียง 11 ไร่ คุณกชมล สีนวล หรือ พี่แหม่ม เล่าถึงจุดเริ่มต้นการเป็นเกษตรกรว่า เคยทำงานเป็นผู้จัดการหมู่บ้านจัดสรรมาก่อน แต่ด้วยปัญหาสุขภาพที่รุมเร้า จึงตัดสินใจที่จะกลับมาตั้งหลักหางานทำที่บ้าน ประกอบกับพื้นฐานที่บ้านพ่อแม่เป็นเกษตรกรอยู่แล้ว อาชีพเป็นเกษตรกรถือเป็นอาชีพที่อยู่ในสายเลือด แต่ก็ไม่ใช่ว่ากลับมาแล้วจะลงมือทำได้เลย การทำเกษตรนอกจากมีใจรักแล้ว จำเป็นต้องศึกษาวิธีการให้ดีก่อน เพราะตนมีอุดมคติและความตั้งใจที่จะกลับมาพัฒนาเปลี่ยนการทำเกษตรให้ฉีกจากรูปแบบเดิมๆ ที่พ่อแม่ทำไว้ คือยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ แต่เราจะทำการเกษตรอย่างไรให้มีกำไร ก็คือ ต้องศึกษาจากคนรุ่นใหม่ ศึกษาตลาดโลกว่าเทรนด์สินค้าการเกษตรแบบไหนที่โลกกำลังให้ความสนใจ ก็ลองหาข้อมูลดู ก็ได้พบว่า เทรนด์สินค้าเพื่อสุขภาพกำลังมาแร
ชันโรง หรือ ผึ้งจิ๋ว คือแมลงผสมเกสรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศ เนื่องจากชันโรงไวต่อสิ่งแวดล้อมและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช การพบชันโรงในพื้นที่จึงเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์และความปลอดภัยของธรรมชาติรอบตัวได้เป็นอย่างดี นอกจากบทบาทผู้ช่วยธรรมชาติ ชันโรงยังเป็น “สัตว์เศรษฐกิจสร้างรายได้ครบวงจร” ที่ช่วยยกระดับผลผลิตในแปลงเกษตร ทั้งไม้ผล พืชผัก และไม้ดอก ให้ติดผลดกและมีคุณภาพดียิ่งขึ้น ที่สำคัญ ผลิตภัณฑ์จากชันโรงยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้หลากหลายช่องทาง คุณป๋อง-พิพัฒพงษ์ ตาแก้ว เจ้าของ “จงใจฟาร์มชันโรง” ตั้งอยู่ที่ ต.หนองธง อ.ป่าบอน จ.พัทลุง เล่าถึงจุดเปลี่ยนจากเกษตรกรสวนไม้ผลสู่ผู้เชี่ยวชาญด้านชันโรงว่า เดิมทีที่บ้านทำสวนผลไม้ โดยมี “สละ” เป็นพืชสร้างรายได้หลัก แต่ช่วงหลายปีหลังประสบวิกฤตทั้งปัญหาราคาตกต่ำและโรคระบาด จึงต้องมองหาทางรอดและอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ใหม่ พี่ป๋องเริ่มเลี้ยงชันโรงมาตั้งแต่ปี 2555 แต่ในช่วงแรกเน้นเลี้ยงไว้ช่วยผสมเกสรพืชผักและไม้ผลภายในสวนเท่านั้น จนกระทั่งเมื่อพืชหลักเริ่มไม่ทำกำไร จึงหันมาศึกษาและเอาจริงเอาจังกับการเ
การทำเกษตรให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพนั้น การใส่ใจในเรื่องของดินถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะดินเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้รากพืชสามารถดูดสารอาหารได้ดี ซึ่งหลายคนอาจจะไม่รู้ว่าแบคทีเรียในดินเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม และมีประโยชน์มากต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในบริเวณนั้นๆ โดยแบคทีเรียจะทำหน้าที่สำคัญในการรักษาสมดุลของธรรมชาติในดิน และส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช ประโยชน์หลักๆ มีดังนี้ 1. เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน แบคทีเรียมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยสามารถทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การย่อยสลายสารอินทรีย์ เพราะแบคทีเรียสามารถช่วยย่อยสลายเศษซากพืช ซากสัตว์ และอินทรียวัตถุอื่นๆ ให้กลายเป็นธาตุอาหารที่พืชสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม นอกจากนี้ แบคทีเรียยังช่วยตรึงไนโตรเจน ซึ่งในแบคทีเรียบางชนิด อย่างเช่น Rhizobium สามารถตรึงก๊าซไนโตรเจนจากอากาศ และเปลี่ยนเป็นสารประกอบไนโตรเจนที่พืชนำไปใช้ได้ ช่วยเพิ่มปริมาณไนโตรเจนในดิน โดยปัจจุบันมีการนำปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมมาใช้มากขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วยแบคทีเรียตระกูลไรโซเบียม (Rhizobiaceae) ที่สามาร
ปัจจุบัน ขนาดของพื้นที่ไม่ได้เป็นปัจจัยชี้ขาดรายได้ทางการเกษตรอีกต่อไป เกษตรกรที่มีพื้นที่ขนาดเล็กแต่มีการบริหารจัดการพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างรายได้ที่ต่อเนื่องและยั่งยืนได้เช่นกัน ซึ่งอาจประยุกต์ใช้การปลูกพืชมูลค่าสูงเป็นตัวช่วยเสริมรายได้ ทั้งนี้ ความมั่นคงทางการเกษตรที่แท้จริงย่อมเกิดจากการวางแผนและการจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ พี่โบ้-ดำรงค์ อินทศร เจ้าของ สวนปลูกสุข ต.คลองตาล อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย อดีตพนักงานประจำที่ผันตัวมาเป็นเกษตรกรบนพื้นที่ขนาดเล็ก กับแนวคิดการทำเกษตรที่ชัดเจนว่า “มีที่น้อย ไม่จำเป็นต้องปลูกพืชชนิดเดียว” หลักคิดของพี่โบ้เริ่มจากการสำรวจพื้นที่และตลาดรอบตัว ปลูกเฉพาะสิ่งที่คนในพื้นที่ต้องการ เพราะ “ปลูกได้ แต่หาคนซื้อไม่ได้ ก็เหนื่อยเปล่า” สวนแห่งนี้จึงถูกจัดสรรให้มีพืชพรรณหลากหลายที่ทยอยให้ผลผลิตต่างช่วงเวลา ตั้งแต่รายวัน รายสัปดาห์ ไปจนถึงรายเดือน เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างรายได้เข้ามาหมุนเวียนไม่ขาดสาย โดยไม่ต้องรอคอยรายได้ก้อนใหญ่จากพืชเชิงเดี่ยวเพียงอย่างเดียว ก่อนที่จะผันตัวมาเป็นเกษตรกร พี่โบ้เคยเป็นพนักงานประจำอยู่ที่บริษัทโรงกลั่นน้ำมันใน
ยุคนี้ใครๆ ก็อยากมีสุขภาพดีและมีชีวิตที่ยืนยาว แต่สิ่งที่เปรียบเสมือนฐานรากสำคัญที่สุดกลับเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่าง “อาหารปลอดภัย” ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สุขภาพร่างกายได้อย่างตรงไปตรงมา ตามหลัก “You are what you eat” กินสิ่งใด ร่างกายก็เป็นเช่นนั้น การหันมารักษาสุขภาพอย่างจริงจังจึงต้องเริ่มจากการใส่ใจเรื่องกิน และทางเลือกที่ทำได้ทันทีคือ การสร้างแหล่งอาหารปลอดภัยด้วยมือเราเองภายในครัวเรือน ร่วมกับการปรับพฤติกรรมสุขภาพแบบรอบด้าน เพราะอาหารที่ดีต้องมาพร้อมกับพฤติกรรมที่ถูกต้อง จึงจะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของสุขภาพได้จริง จุดเริ่มต้น “เกษตรสวนศิลป์” ของป้าจันทร์ แห่งหนองมน ป้าจันทร์–ลภัสรดา ทศรัศมิ์ ผู้ก่อตั้งสวนศิลป์หนองมน จ.ชลบุรี มีพื้นเพเดิมเป็นชาวสกลนคร ในครอบครัวช่างทอผ้าฝ้ายย้อมคราม ก่อนที่ตัวป้าจันทร์จะย้ายมาทำงานแถบระยอง ชลบุรี และศรีราชา กระทั่งพบรักกับสามีและปักหลักกลายเป็นคนบางแสน-หนองมนมาถึงปัจจุบัน ป้าจันทร์เล่าว่าก่อนจะมาเป็นที่รู้จักในนาม “ป้าจันทร์แห่งสวนศิลป์หนองมน” ป้าเริ่มต้นจากการขายดอกเกลือจากนาเกลือผืนสุดท้ายของจังหวัดชลบุรี ส่วนจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หันเข้าสู่วิถีเกษต
“สังคมรักสุขภาพ” กลายเป็นเทรนด์ใหญ่ ที่มีภาพสะท้อนชัดจากพฤติกรรมคนที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ทั้งการหันมาตื่นตัวกับการออกกำลังกาย ตั้งแต่ยุคเต้นแอโรบิก งานวิ่งมาราธอน มาจนถึงกีฬาความท้าทายสูงอย่าง HYROX แต่แค่ขยับร่างกายอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะปัจจัยหลักของสุขภาพที่แท้จริงเริ่มต้นจาก “อาหาร” ในยุคที่เราพูดถึง Longevity หรือการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ คำถามคือ…ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะตั้งคำถามกับสิ่งที่กินเข้าไปทุกวันเพราะต่อให้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้าไปไกลแค่ไหน ก็ไม่อาจวิ่งไล่ทันจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นจากสารเคมีสะสมในอาหารได้ นี่คือจุดเปลี่ยนชีวิตของ Mr.Sho Oga (โช โอกะ) ผู้ที่เคยทำงานดูแลผู้ป่วยหนักในออสเตรเลียและอยู่ในวงการเครื่องมือแพทย์มานานถึง 19 ปี เขาเห็นผู้ป่วยมะเร็งเพิ่มขึ้นทุกวันจนตระหนักได้ว่า การป้องกันก่อนป่วย คือคำตอบเดียวที่ยั่งยืน และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจผันตัวมาเป็นเกษตรกรออร์แกนิกในประเทศไทย เพื่อสร้างอาหารที่เป็น “ยารักษาชีวิต” อย่างแท้จริง คุณโช โอกะ ย้อนเล่าให้ฟังว่า ก่อนจะหันมาจับงานเกษตรออร์แกนิกอย่างเต็มตัว ย้อนไปเมื่อราวๆ 30 ปีก่อน
