เกษตรหลังเกษียณ
ปัจจุบัน ขนาดของพื้นที่ไม่ได้เป็นปัจจัยชี้ขาดรายได้ทางการเกษตรอีกต่อไป เกษตรกรที่มีพื้นที่ขนาดเล็กแต่มีการบริหารจัดการพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างรายได้ที่ต่อเนื่องและยั่งยืนได้เช่นกัน ซึ่งอาจประยุกต์ใช้การปลูกพืชมูลค่าสูงเป็นตัวช่วยเสริมรายได้ ทั้งนี้ ความมั่นคงทางการเกษตรที่แท้จริงย่อมเกิดจากการวางแผนและการจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ พี่โบ้-ดำรงค์ อินทศร เจ้าของ สวนปลูกสุข ต.คลองตาล อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย อดีตพนักงานประจำที่ผันตัวมาเป็นเกษตรกรบนพื้นที่ขนาดเล็ก กับแนวคิดการทำเกษตรที่ชัดเจนว่า “มีที่น้อย ไม่จำเป็นต้องปลูกพืชชนิดเดียว” หลักคิดของพี่โบ้เริ่มจากการสำรวจพื้นที่และตลาดรอบตัว ปลูกเฉพาะสิ่งที่คนในพื้นที่ต้องการ เพราะ “ปลูกได้ แต่หาคนซื้อไม่ได้ ก็เหนื่อยเปล่า” สวนแห่งนี้จึงถูกจัดสรรให้มีพืชพรรณหลากหลายที่ทยอยให้ผลผลิตต่างช่วงเวลา ตั้งแต่รายวัน รายสัปดาห์ ไปจนถึงรายเดือน เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างรายได้เข้ามาหมุนเวียนไม่ขาดสาย โดยไม่ต้องรอคอยรายได้ก้อนใหญ่จากพืชเชิงเดี่ยวเพียงอย่างเดียว ก่อนที่จะผันตัวมาเป็นเกษตรกร พี่โบ้เคยเป็นพนักงานประจำอยู่ที่บริษัทโรงกลั่นน้ำมันใน
“เกษตรกรรม เป็นชีวิตในวัยเกษียณ ถ้าผมแก่ตัวจะใช้ชีวิตต่างจังหวัด ทำโฮมสเตย์เล็กๆ อาศัยวิถีชุมชนในการเบรกดาวน์ชีวิตจากกรุงเทพฯ ที่พีกแล้ว มาอยู่ตรงนี้” เจ้าของพื้นที่ราว 50 ไร่ ที่ดูจะรวมความสดชื่นของอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เกือบทั้งหมดไว้ที่นี่ บอกกับเรา บุคลิกนอบน้อมถ่อมตน ที่ติดตัว คุณสุรเดช ศิลปวิจิตรการ หรือ คุณแจ๊ค มาแต่ไหนแต่ไร ทำให้การพูดคุยในวันนั้นออกอรรถรสอย่างดี สัมผัสได้ถึงความตั้งใจสร้างพื้นที่นี้ให้เหมือนภาพในจินตนาการของเขา คุณแจ๊คมีงานและครอบครัวอยู่กรุงเทพฯ ตลอดวันทำงานเขาตั้งใจทำ โดยไม่ละจากหน้าที่แม้แต่น้อย แต่เมื่อถึงวันหยุด เขาจะทุ่มเทให้กับสิ่งที่เขาเรียกว่า เกษตรหลังเกษียณอย่างเต็มที่ แท้จริงก็เฉกเช่นมนุษย์เงินเดือนหรือการทำงานในระบบทั่วไป ที่เมื่อท้ายที่สุดจะมองหาการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืนและมีความสุข คุณแจ๊คไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับเกษตรกรรมแม้แต่น้อย แค่มีความตั้งใจผนวกกับการวางแผนและลงมือเริ่มทำตั้งแต่ยังมีแรง ทำให้เขาเริ่มได้เร็วกว่า “ผมวางพิมพ์เขียวไว้ในหัวผมหมดแล้วตั้งแต่ผมอายุ 27 ปี และผมต้องเริ่มจากการวางแลนด์สเคปก่อน จากนั้นเตรียมผังรอในอนาคตว่าตรงไหนเ
“อร่าม ทรงสวยรูป” อดีตช่างภาพรางวัลพูลิตเซอร์ วัย 63 ปี ผันตัวเองเป็นชาวนาตามรอยบรรพบุรุษ ทำนาอินทรีย์บนเนื้อที่ 10 ไร่ ที่อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ในชื่อ “ออฟฟิศชาวนา” มุ่งอนุรักษ์สายพันธุ์ “ข้าวปะกาอัมปึล” และ “ข้าวพญาลืมแกง” โดยนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาประยุกต์ใช้สืบสานพันธุ์ข้าวพื้นบ้านอีสานให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมปลูกพืชผักอินทรีย์แบบผสมผสาน ส่งขายที่ตลาดจริงใจ Farmer’s Market ใน Tops Food Hall และ K Village Farmers’ Market สร้างรายได้ตลอดทั้งปี ผู้สนใจสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลการทำเกษตรอินทรีย์กับลุงอร่าม ทรงสวยรูป ได้ที่ วิสาหกิจชุมชนออฟฟิศชาวนาคนกระโทก “ครอบครัวเอิร์ทเซฟ (Earthsafe)” ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 258 หมู่ที่ 9 บ้านโนนสะอาด ตำบลท่าเยี่ยม อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา โทร. 081-911-2607 หรือติดตามข้อมูลได้ทาง FB : ออฟฟิศ ชาวนา BY ลุงอร่าม Moja rice
คุณจันทร์เพ็ญ ทรงสวยรูป ครูวัยเกษียณหันมาทำเกษตรอินทรีย์ “ปลูกผักเคล” (Kale) ปลอดสารพิษ และแปรรูปเพิ่มมูลค่าในรูปแบบ “ผงเคล” อาหารเสริมบำรุงสุขภาพคนและสัตว์เลี้ยง จำหน่ายแบบพรีออร์เดอร์ให้กับกลุ่มผู้สนใจผ่านทางสื่อโซเชียล สร้างรายได้ต่อเดือนกว่า 5 หมื่นบาท ผู้สนใจฟาร์มผักเคล เยี่ยมชมกิจการได้ที่ วิสาหกิจชุมชนออฟฟิศชาวนาคนกระโทก บ้านเลขที่ 258 หมู่ที่ 9 บ้านโนนสะอาด ตำบลท่าเยี่ยม อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา โทร. 081-911-2607 หรือติดตามทางช่อง TikTok -ชื่อ ป้าจิ๊กผักเคล
“ การเกษียณอายุราชการ ไม่ใช่การตาย ชีวิตยังไม่จบ อาจจะมีชีวิตยืนยาวหลังเกษียณไปอีก 20-30 ปีก็ได้ ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นทุกวัน แล้วเราจะอยู่ถึงวันนั้นได้อย่างไร ถ้าเตรียมการได้เร็วเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะปรับตัวได้ก็มากเท่านั้น ” อาจารย์ธีระพล จันทวงษ์ กล่าว อาจารย์ธีระพล จันทวงษ์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเนินสูง ตำบลวังตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี วางแผนทำเกษตรหลังเกษียณ เพื่อให้มีงานทำ มีรายได้อย่างต่อเนื่องโดยเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนเกษียณจริงถึง 10 ปีเต็ม จนปัจจุบันกลายมาเป็น ศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสาน “คุ้มจันทวงษ์” ปลูกพืชผักไม้ผลนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นไผ่ พริกไทย เพกา สะเดา มะนาว กล้วย ขนุน ลำไย รวมทั้งพัฒนาต่อยอด แปรรูปสร้างมูลค่าสินค้าเกษตร นอกจากนี้ยังเลี้ยงไก่ป่าลูกผสม ซึ่งเริ่มต้นจากการเลี้ยงไก่ป่าเป็นงานอดิเรกของลูกชายและค่อยๆ พัฒนาเป็นอาชีพที่สร้างรายได้งามในเวลาต่อมา ในวันนี้ อาจารย์ธีระพลได้แบ่งปันประสบการณ์ 15 ปีเต็มจากการลองผิดลองถูกบนเส้นทางอาชีพการทำเกษตรที่ตัวเองเลือก ทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้สนใจทำเกษตรหลังเกษียณในอนาคต คิด
อดีตนักข่าวสาว “คุณนิ – นิภาพร ทับหุ่น” สมัครใจลาออกก่อนเกษียณ กลับบ้านเกิดที่จังหวัดพิษณุโลกเพื่อดูแลแม่ และทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์ในชื่อ “สวนลัชศิตา” ตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน คุณนิเน้นปลูกผักอินทรีย์หลากหลายชนิดทั้งผักสลัด ผักพื้นบ้านที่ตลาดต้องการ และนำผักอินทรีย์มาแปรรูปเป็นกิมจิ ซูชิ สลัดเชคที่ใช้ผักและผลไม้อินทรีย์ตามฤดูกาล ทำสลัดโรลส่งลูกค้าตามออเดอร์ มีระบบขายตรงถึงมือผู้บริโภคในราคาสบายกระเป๋า ทำเกษตรไม่ใช่เรื่องง่าย ในช่วงที่คุณนิลงพื้นที่ทำข่าวเกษตร มองเห็นแต่ความสำเร็จของการทำเกษตร เมื่อได้ลงมือทำจริง ก็รู้ว่า การทำเกษตรไม่ใช่เรื่องง่าย หนึ่งเพราะการทำเกษตรเป็นงานหนัก โดยเฉพาะการทำเกษตรอินทรีย์ ต้องอาศัยเวลาและแรงงานในการปลูกดูแล สอง คุณนิทำเกษตรแบบลองผิดลองถูกเพราะขาดพื้นฐานความรู้เรื่องการทำเกษตร คุณนิจึงตัดสินใจเข้าโครงการคนกล้าคืนถิ่นเพื่อเติมเต็มองค์ความรู้ที่ยังขาด และเข้าร่วมกลุ่ม “สองแควออร์แกนิค” ได้พัฒนาเข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม ( PGS ) การรับรองมาตรฐานจากเกษตรกรผู้ผลิตด้วยกันเอง ซึ่งเป็นระบบการรับปร
“ คุณบุญพา รอชัยกุล” เจ้าของกิจการ “DP. Farm” ในพื้นที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ประสบความสำเร็จในการปลูกอะโวคาโดคุณภาพดีที่เหมาะสมสำหรับปลูกในพื้นที่ภาคกลางในขณะนี้ได้ถึง 12 สายพันธุ์ และกำลังปลูกทดสอบอะโวคาโดเพิ่มเติมอีก 6-7 สายพันธุ์ ล้มล้างความเชื่อที่ว่า พื้นที่ราบภาคกลางปลูกอะโวคาโดไม่ได้อย่างสิ้นเชิง คุณบุญพาใช้เวลากว่า 3 ปีในการปลูกอะโวกาโดสายพันธุ์ไทยและต่างประเทศได้แก่ พันธุ์บูรนี พันธุ์ชมพูสยาม พันธุ์คิวบา พันธุ์แฮส พันธุ์บูธ 7 พันธุ์ปีเตอร์สันฯลฯ สามารถเก็บผลสดขายและผลิตกิ่งพันธุ์จำหน่ายให้แก่ผู้สนใจทั่วประเทศ สำนักงานเกษตรอำเภออู่ทอง กรมส่งเสริมการเกษตรจึงสนับสนุนให้“DP. Farm” เป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องการปลูกพืชเศรษฐกิจ อะโวคาโดในพื้นที่ราบกลางของประเทศไทย สู่การพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืน “ เกษตรกรวันหยุด” จุดเริ่มต้นแรก เดิมทีคุณบุญพา เป็นวิศวกรทำงานกับบริษัทข้ามชาติในหลายประเทศ เขาก้าวเข้าสู่อาชีพการทำเกษตร หลังเพื่อนรุ่นพี่ชักชวนให้มาซื้อที่ดินที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยพร้อมทำเกษตรในวัยเกษียณ เนื่องจากเขาไม่มีพื้นฐา
การทำเกษตรแบบผสมผสาน หรือไร่นาสวนผสม ไม่มีคำจำกัดความ ไม่มีกติกาหรือกฎตายตัว ว่าต้องเป็นพืชชนิดใด เลี้ยงสัตว์ชนิดใด ทั้งนี้ เพราะแต่ละพื้นที่และท้องถิ่นมีสภาพทางธรรมชาติที่แตกต่างกัน การผสมผสาน ขอให้ยึดหลัก สร้างความร่มรื่น ให้พืชหลายชนิดที่ปลูกอยู่ในพื้นที่เดียวกันมีการเกื้อกูลกันทางธรรมชาติให้มากที่สุด และสำคัญที่สุดคือผู้ปลูกต้องได้ประโยชน์มากที่สุด แล้วยังสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนด้วยเช่นกัน คุณจินดา ฟั่นคำอ้าย อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 2 ตำบลผาปัง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง อดีตศึกษานิเทศก์ จังหวัดลำปาง เป็นอีกท่านหนึ่งที่สนใจการทำเกษตรผสมผสาน แล้วตั้งใจเดินตามแนวทางนี้ในบั้นปลายชีวิต จึงวางแผนล่วงหน้าก่อนจะเกษียณอายุราชการในปี 2558 อดีตศึกษานิเทศก์ท่านนี้ให้เหตุผลที่เลือกแนวทางการทำเกษตรกรรมแบบผสมผสาน เนื่องจากสมัยที่รับราชการได้มีโอกาสเดินทางไปดูงาน ตลอดจนศึกษาหาความรู้ด้านการทำเกษตรหลายแห่ง หลายด้าน ล้วนพบว่า การทำเกษตรกรรมแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยวจะเกิดความเสี่ยงต่อความเสียหายมาก เพราะรายได้ของการมีชีวิตแบบชาวไร่ ชาวนา ส่วนใหญ่เกิดจากการทำเกษตรกรรม แล้วเมื่อมีความเสียหายจากกา
อาชีพเกษตรหลังวัยเกษียณ คงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับใครๆ คนที่กำลังมองหาอาชีพรองรับตนเองหลังเกษียณอายุงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านอาชีพที่กำลังจะเดินทางมาถึงในอีกไม่ช้านานนี้ เพื่อเป็นโอกาสในการสร้างรายได้และเป็นการสร้างกำไรชีวิตในบั้นปลายชีวิตตามความตั้งใจที่ต้องการลงมือทำ เช่นเดียวกับ คุณสมสันต์ พงษ์โสภา หรือ ตาสันต์ อดีตข้าราชการ ที่ผันตัวมาทำอาชีพเกษตรเต็มตัวกับภรรยา ลงมือต่อยอดและพัฒนา จนกลายเป็นสวนองุ่นตาสันต์ ตำบลโนนแดง อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ เนรมิตพื้นที่ข้างบ้านจำนวน 2 งาน ให้มีมูลค่าด้วยการปลูกองุ่น 3 สายพันธุ์ ทั้งสายพันธุ์แบล็คโอปอล สายพันธุ์สกาล็อตต้า และสายพันธุ์ไวท์มะละกา ใช้ระยะเพียง 1 ปีกว่า ทำให้สวนองุ่นแห่งนี้กลายเป็นจุดเช็กอินที่ห้ามพลาด เรียกได้ว่าไปถึงบ้านโนนแดง ต้องไปเยือนสวนองุ่นตาสันต์นั่นเอง “คือผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวตามสวนองุ่นต่างๆ ครับ ก็เห็นว่าสวยดี จึงซื้อและนำมาทดลองปลูก เพราะคนที่เราซื้อเขาบอกว่าอากาศร้อนก็สามารถปลูกองุ่นได้นะ ก็ลองผิดลองถูกอยู่เหมือนกันครับ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ก็ใช้เวลาประมาณ 1 ปีกว่าๆ ก่อนหน้านี้ผมรับราชการอยู่ที่กรุงเทพฯ
“ ตอนแรก คิดจะปลูกปาล์ม แต่ต้นมันสูง ดูแลยาก ถ้าปลูกยางพารา มันก็ทำงานกลางคืน หลานชายชวนปลูกลำไยเพราะปลูกดูแลง่าย แค่ 5ปี เก็บลำไยขายได้ 3-4 ล้าน ” นายโทมัส ผันนะรา อดีตผู้ใหญ่บ้าน 3 สมัย กล่าว หลังจากตัดสินใจปลูกลำไยเป็นพืชทางเลือกหลังเกษียณ นายโทมัสเดินทางไปเรียนรู้เรื่องการทำสวนลำไยของหลานชายที่อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี จากนั้นกลับมาลงทุนทำสวนลำไยในพื้นที่บ้านห้วยกระบอก ตำบลวังตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี มาจนถึงทุกวันนี้ เป็นระยะเวลากว่า 10 ปีแล้ว ด้านตลาด นายโทมัสปลูกลำไยจำนวน 20 ไร่ ได้ผลผลิตปีละ 8-10 ตัน เน้นปลูกพันธุ์อีดอเป็นหลัก และปลูกลำไยพันธุ์เพชรสาครซึ่งไม่ต้องราดสาร ก็ติดผลดกทุกปี แต่โรงงานรับเฉพาะลำไยอีดอ ไม่รับลำไยพันธุ์เพชรสาครเพราะอบไม่แห้ง “ เนื่องจากหลายจังหวัดได้โค่นต้นลำไยทิ้งและหันไปปลูกทุเรียน ท
