เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝนหรือเกิดสถานการณ์น้ำท่วมขัง ปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยนอกจากโรคที่มากับน้ำและอาหารแล้ว ก็คือ “น้ำกัดเท้า” เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการที่เท้าต้องสัมผัสน้ำหรือความชื้นเป็นเวลานาน ทำให้ผิวหนังบริเวณเท้า โดยเฉพาะตามซอกนิ้ว เกิดการเปื่อยยุ่ย ระคายเคือง และเปิดโอกาสให้เชื้อราและเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ง่ายขึ้น
ในทางการแพทย์ อาการที่คนทั่วไปเรียกว่า “น้ำกัดเท้า” อาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อราที่ผิวหนัง โดยเฉพาะเชื้อราในกลุ่ม Dermatophytes ซึ่งชอบสภาพแวดล้อมที่อับชื้น เช่น บริเวณเท้าที่เปียกน้ำ เหงื่อออกมาก รองเท้าเปียกชื้น รวมถึงพื้นห้องน้ำและบริเวณที่มีน้ำขัง
หากปล่อยให้ผิวหนังเปียกชื้นเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการคัน แดง ลอก เป็นขุย หรือผิวหนังเปื่อย โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า และในบางรายอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจนเกิดอาการบวม แดง เจ็บ หรือมีหนองได้

รู้จักอาการ “น้ำกัดเท้า” ก่อนดูแล
อาการของโรคน้ำกัดเท้า ผู้ป่วยจะคันตามซอกนิ้วเท้าและผิวหนังเท้าลอกออกเป็นขุยๆ ถ้าติดเชื้อราจะมีลักษณะผื่นเป็นวงหรือหนาตัวขึ้นที่เท้า บางครั้งอาจมีอาการรุนแรง ผิวหนังที่เท้าเกิดพุพองเป็นตุ่มน้ำหรือตุ่มหนองได้ บริเวณที่พบบ่อยจะเกิดตรงซอกนิ้ว แต่ก็สามารถเกิดที่ฝ่าเท้าได้เช่นกัน ดังนั้น การดูแลเท้าในช่วงน้ำท่วมจึงไม่ควรเน้นเพียงการรักษาเมื่อเกิดอาการแล้ว แต่ควรเริ่มจากการลดความชื้น รักษาความสะอาด และดูแลผิวหนังไม่ให้เกิดการหมักหมมตั้งแต่ต้น
นอกจากนั้นผิวหนังอักเสบที่เปื่อยยุ่ยที่ซอกนิ้วเท้า อาจเป็นทางเข้าของเชื้อแบคทีเรียทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังได้ เช่น โรคไฟลามทุ่งหรือโรคแบคทีเรียกินเนื้อ เป็นต้น
การรักษาโรคน้ำกัดเท้า ได้แก่ การรักษาที่สำคัญคือการรักษาสุขอนามัยของเท้า โดยล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่และเช็ดให้แห้ง เน้นเช็ดซอกนิ้ว ร่วมกับโรยแป้ง ใส่ถุงเท้าสะอาดไม่เปียกชื้น ถ้ารองเท้าเปียกควรเปลี่ยน ไม่ควรใส่คู่เดิมที่อับชื้นทุกวัน เลี่ยงสัมผัสน้ำบ่อยหรือเป็นระยะเวลายาวนาน หากจำเป็นควรใส่รองเท้าบู๊ต และรีบเช็ดให้แห้งทันที
การรักษาโรคเชื้อราที่เท้าส่วนใหญ่จะเป็นยาทารักษาเชื้อรา ซึ่งต้องทายานานประมาณ 4 สัปดาห์ ส่วนของยารับประทานต้านเชื้อราจะพิจารณาในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อที่เล็บหรือติดเชื้อที่ผิวหนังส่วนอื่นเป็นบริเวณกว้างร่วมด้วย
หากติดเชื้อราร่วมด้วย ควรหลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว หรือเสื้อผ้า และเมื่อไปตามที่สาธารณะ ควรใส่รองเท้าแตะเพื่อป้องกันการแพร่หรือติดเชื้อรา ถ้าในครอบครัวมีอาการคล้ายกัน ควรพามาพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษา
ภูมิปัญญาสมุนไพรไทย ตัวช่วยดูแลอาการน้ำกัดเท้า
นอกจากการดูแลความสะอาดแล้ว ภูมิปัญญาไทยยังมีการนำสมุนไพรหลายชนิดมาใช้ดูแลอาการทางผิวหนัง โดยเฉพาะสมุนไพรที่มีรสฝาดหรือมีสารสำคัญที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย ทั้งนี้ การใช้สมุนไพรควรใช้กับผิวหนังที่ไม่มีบาดแผลรุนแรง และควรหยุดใช้ทันทีหากเกิดอาการระคายเคือง
1. แช่เท้าด้วยน้ำสมุนไพรรสฝาด
ภูมิปัญญาไทยนิยมใช้สมุนไพรรสฝาดมาต้มเพื่อใช้สำหรับแช่เท้า เนื่องจากสารกลุ่มแทนนินในพืชรสฝาดมีคุณสมบัติช่วยให้เนื้อเยื่อหดตัว และมีการใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับดูแลผิวหนัง
วิธีใช้
นำสมุนไพรรสฝาดมาต้มเคี่ยวในน้ำจนได้น้ำสมุนไพร จากนั้นพักให้อุ่น แล้วนำเท้าลงแช่ประมาณ 5-10 นาที เสร็จแล้วเช็ดเท้าให้แห้งสนิท โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้ว
หัวใจสำคัญของวิธีนี้ไม่ใช่เพียงการแช่เท้า แต่คือการ ทำให้เท้าสะอาดและแห้ง หลังการแช่ทุกครั้ง เพราะความชื้นที่ตกค้างอาจยิ่งเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา
2. ใบพลู
ใบพลูเป็นสมุนไพรที่อยู่คู่กับภูมิปัญญาไทยมาอย่างยาวนาน และมีการนำมาใช้ดูแลปัญหาผิวหนัง เนื่องจากมีสารสำคัญที่มีฤทธิ์ต้านจุลชีพบางชนิด
วิธีใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
นำใบพลูแก่มาตำหรือโขลกให้ละเอียด เติมเกลือเล็กน้อย และเติมน้ำหรือแอลกอฮอล์พอให้มีความชุ่ม จากนั้นนำมาทาบริเวณที่มีอาการ เช้า-เย็น
การใช้ใบพลูอาจทำให้ผิวบริเวณที่ทามีสีคล้ำขึ้นชั่วคราว ซึ่งโดยทั่วไปสีผิวจะค่อย ๆ จางลงเมื่อหยุดใช้
3. ข่า
ข่าแก่เป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับดูแลโรคผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน และอาการคัน
วิธีใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
หั่นข่าแก่เป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วตำหรือทุบพอแตก จากนั้นแช่ในเหล้าขาวประมาณ 40 ดีกรี ทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน ก่อนนำสารสกัดที่ได้มาใช้ทาบริเวณที่มีอาการ
4. ชุมเห็ดเทศ
ชุมเห็ดเทศเป็นสมุนไพรที่มีการใช้ตามภูมิปัญญาไทยสำหรับดูแลโรคผิวหนัง โดยเฉพาะกลาก เกลื้อน และอาการคัน
วิธีใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
นำใบชุมเห็ดเทศแก่มาโขลกให้ละเอียด แช่ในเหล้าขาวประมาณ 40 ดีกรี ให้ท่วมสมุนไพร ทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน แล้วนำมาใช้ทาบริเวณที่มีอาการ
5. กระเทียม
กระเทียมมีสารสำคัญอย่างอัลลิซิน (Allicin) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อกระเทียมถูกบดหรือทุบ และมีการศึกษาถึงฤทธิ์ต้านจุลชีพของสารดังกล่าว
วิธีใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
นำกระเทียมมาทุบให้แตกจนมีน้ำมันออกมา แล้วนำมาทาบริเวณที่มีอาการ
อย่างไรก็ตาม กระเทียมสดอาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือแสบผิวได้ในบางคน จึงควรทดลองในบริเวณเล็ก ๆ ก่อน และไม่ควรใช้กับผิวหนังที่มีแผลเปิด
6. ขมิ้นชัน
ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรที่คนไทยคุ้นเคย และมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับดูแลอาการผื่นคันและปัญหาผิวหนัง
วิธีใช้
ใช้ขมิ้นชันสดฝนกับน้ำต้มสุก หรือใช้ผงขมิ้นชันผสมน้ำเล็กน้อย คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาทาบริเวณที่มีอาการ
7. ทองพันชั่ง
ทองพันชั่งเป็นสมุนไพรที่มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับโรคผิวหนัง โดยมีสารสำคัญที่ถูกศึกษาถึงฤทธิ์ต้านเชื้อราและการอักเสบ
วิธีใช้
นำใบทองพันชั่งประมาณ 1 กำมือ มาตำหรือโขลกให้ละเอียด แล้วนำมาพอกบริเวณที่มีอาการ วันละ 2-3 ครั้ง
8. ฝางเสน
ฝางเสนเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในภูมิปัญญาการดูแลผิวหนังของไทย โดยมีการนำแก่นฝางมาใช้ในตำรับพื้นบ้าน
วิธีใช้
นำแก่นฝางเสนมาฝนกับน้ำปูนใสให้มีลักษณะข้น แล้วนำมาทาบริเวณที่มีอาการ
ป้องกันน้ำกัดเท้า เริ่มต้นง่าย ๆ ที่การทำให้เท้า “สะอาดและแห้ง”
แม้จะมีสมุนไพรหลายชนิดที่ถูกนำมาใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่สิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลเท้าในช่วงน้ำท่วม คือการลดความชื้นและรักษาความสะอาด เพราะเชื้อรามักเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่อับชื้น จึงควรปฏิบัติดังนี้
- หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำ หากจำเป็นต้องสัมผัสน้ำ ควรล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดโดยเร็วที่สุด และเช็ดให้แห้งสนิท
- ล้างเท้าให้สะอาด โดยใช้สบู่ทำความสะอาด โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้ว ซึ่งเป็นจุดที่มักมีความชื้นสะสม
- ดูแลรองเท้าให้แห้ง ไม่ควรสวมรองเท้าที่เปียกหรืออับชื้นติดต่อกันเป็นเวลานาน
- เปลี่ยนถุงเท้าเมื่อเปียก และควรซักทำความสะอาดก่อนนำกลับมาใช้ ไม่ควรใส่ถุงเท้าคู่เดิมซ้ำโดยไม่ซัก
- ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว ถุงเท้า รองเท้า หรืออุปกรณ์ที่สัมผัสบริเวณเท้า เพื่อลดโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อรา
ใช้สมุนไพรอย่างเข้าใจ และอย่าปล่อยให้อาการลุกลาม
สมุนไพรไทยหลายชนิดมีประวัติการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อดูแลอาการทางผิวหนัง และบางชนิดมีข้อมูลการศึกษาถึงฤทธิ์ต้านเชื้อรา ต้านแบคทีเรีย หรือช่วยลดการอักเสบ แต่การใช้สมุนไพรไม่ควรทดแทนการรักษาทางการแพทย์ในกรณีที่มีการติดเชื้อรุนแรง
หากอาการไม่ดีขึ้น มีอาการบวม แดง ร้อน ปวด มีหนอง แผลลุกลาม หรือเป็นซ้ำบ่อย ควรหยุดการรักษาด้วยตนเองและพบแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อประเมินอาการ เพราะอาจไม่ใช่เพียงปัญหา “น้ำกัดเท้า” ทั่วไป และอาจจำเป็นต้องใช้ยาที่เหมาะสมกับชนิดของเชื้อ
ในช่วงน้ำท่วม การดูแลสุขภาพอาจเริ่มต้นจากเรื่องใกล้ตัวอย่าง “เท้า” เพียงแค่รักษาความสะอาด ลดความอับชื้น และรีบดูแลเมื่อเริ่มมีอาการ ก็ช่วยลดโอกาสที่ปัญหาเล็ก ๆ จะพัฒนาไปสู่การติดเชื้อที่รุนแรงขึ้นได้
อ้างอิง
