Featured ฟาร์มล้ำ เกษตรยั่งยืน

“บ้านโค้งตาบาง” เพชรบุรี ปลูกป่าแล้วได้เงิน จาก “คาร์บอนเครดิต”

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งให้สภาพอากาศแปรปรวนและอุณหภูมิของโลกสูงขึ้น ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนหรือ “โลกเดือด” นั้นมีสาเหตุสำคัญจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม  

ประเทศไทยได้นำเสนอ โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-เศรษฐกิจชีวภาพ, Circular-เศรษฐกิจหมุนเวียน, Green-เศรษฐกิจสีเขียว) บนเวทีการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ( APEC 2022  ) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างการเติบโตของประเทศ และตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก โดยประเทศไทย ตั้งเป้า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิลงร้อยละ 47 ภายในปี ค.ศ. 2035 และมีเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี ค.ศ. 2050

รู้จัก “คาร์บอนเครดิต”

“คาร์บอนเครดิต” (Carbon Credit) เป็นหนึ่งในมาตรการที่ไทยใช้เป็นเครื่องมือการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามโมเดล BCG  โดยตลาดซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน   ในประเทศไทยตลาดคาร์บอนถูกกำหนดไว้ในแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  พ.ศ.2558-2593


สำหรับประเทศไทยดำเนินงานผ่านโครงการ ลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) กำกับและดูแลโดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. ซึ่งปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ อบก. ให้การรับการรับรอง จะเรียกว่า “คาร์บอนเครดิต” มีหน่วยเป็น “ตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า” สามารถนำไปซื้อขายแลกเปลี่ยน และใช้ในกิจกรรมการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้  ปัจจุบันตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยยังมีการซื้อที่ค่อนข้างน้อย เนื่องจากเป็นภาคสมัครใจ และมีต้นทุนที่สูง 

ป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และกรมป่าไม้ ร่วมกับ TGO และ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ส่งเสริมภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมดำเนินโครงการปลูกและดูแลป่าชุมชนเพื่อขายคาร์บอนเครดิต นำไปสู่การอยู่ร่วมกันได้ของชุมชนและป่าอย่างยั่งยืน 

บ้านโค้งตาบาง หมู่ที่ 10 ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี มีพื้นที่ป่าทั้งหมด  3,276 ไร่ เป็นพื้นที่ป่าค่อนข้างสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด เช่น ไม้มะค่า รัง พลวง เหียง และไม้อื่นๆ กรมป่าไม้ได้เข้าไปส่งเสริมจัดตั้งเป็นป่าชุมชน เมื่อปี พ.ศ. 2552 คณะกรรมการป่าชุมชนและชาวบ้านได้ช่วยกันดูแลรักษาป่า ทำแนวเขตเพื่อป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าและร่วมกันปลูกต้นไม้ในบริเวณที่ว่าง ในวันสำคัญต่างๆ เป็นประจำทุกปี

การผลักดันให้ป่าชุมชนสามารถซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญของประเทศ  ช่วยให้มีป่าอยู่กับชุมชน ให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากป่าไม้ เป็นแหล่งอาหาร ยาสมุนไพร ส่งผลให้ชุมชนมีรายได้ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ และยกระดับคุณภาพชีวิต มีรายได้นำไปพัฒนาคุณภาพชีวิต 

ซึ่ง “ ป่าชุมชนบ้านค้างตาบาง”  เป็นป่าชุมชนแห่งแรกของประเทศไทยที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตเข้าสู่ตลาดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นต้นแบบขยายผลไปยังป่าชุมชนทั่วประเทศ

กรมป่าไม้ผลักดันให้ป่าชุมชนแห่งนี้เป็นโมเดลนำร่อง “คนดูแลป่า ต้องได้ประโยชน์จากป่า” คือมีรายได้จาก “คาร์บอนเครดิต” เพราะธรรมชาติของต้นไม้ ช่วยดูดก๊าซที่ทำให้โลกร้อนเก็บไว้ในลำต้น เมื่อวัดได้ว่าป่าดูดเก็บไว้เท่าไร ก็นำปริมาณนั้นไปขายให้บริษัทที่ต้องการชดเชยก๊าซที่ตนปล่อยออกมา ดังนั้นป่าที่ชาวบ้านดูแลรักษาจึงกลายเป็นแหล่งสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน

คณะกรรมการป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง ภายใต้การนำของนายฉันท์ อัครสกุลภิโญ ประธานเครือข่ายป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง ได้แบ่งพื้นที่ป่าชุมชนเข้าร่วมโครงการ T-VER จำนวน 1,397 ไร่ โดย ดูแลและฟื้นฟูป่าชุมชนมาโดยตลอด สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนได้ถึง 5,259 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) สามารถนำคาร์บอนเครดิต ออกขายสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนโดยกำหนดสัดส่วนการแบ่งปันคาร์บอนเครดิตให้แก่คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนประจำป่าชุมชนที่ขึ้นทะเบียน ร้อยละ 90 และเป็นของรัฐโดยกรมป่าไม้ ร้อยละ 10

คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนแห่งนี้ ได้ทำการซื้อขายคาร์บอนเครดิต   ให้แก่บริษัทเอกชน 3 รายคือ ปตท.สผ., โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส และ ณ.ฤทธิ์ สร้างรายได้เข้าสู่ชุมชนเป็นมูลค่ารวม 7,099,500 บาท เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2567

 ชุมชนที่ดูแลป่าได้รับประโยชน์จากการขายคาร์บอนเครดิต ได้นำเงินรายได้กลับมาดูแลรักษาป่าต่อไป ตามระเบียบคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน ว่าด้วยการรับ การเก็บรักษา และการใช้จ่ายเงินรายได้ของป่าชุมชน พ.ศ. 2565

โครงการป่าชุมชนบ้านโค้งตาบางซื้อขายคาร์บอนเครดิต สร้างชื่อเสียง ให้กับ ตำบลท่าไม้รวก สร้างความตระหนักให้ประชาชนเลิกเผาป่า และเข้าใจถึงความสำคัญของป่าไม้ เปลี่ยนการอนุรักษ์ ป่าชุมชน ให้มีมูลค่าเป็นตัวเงิน โดยคิดหน่วยเป็น 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂e) ต่อ 1 คาร์บอนเครดิตช่วยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และเกิดแรงจูงใจในการรักษาป่า ลดการบุกรุก หรือลดการเผาในพื้นที่เกษตร

ต่อยอดเพิ่มมูลค่าสินค้าชุมชน

ผลิตภัณฑ์แปรรูปของวิสาหกิจชุมชนบ้านโค้งตาบาง ส่วนใหญ่เกิดจากการนำพืชสมุนไพรและวัตถุดิบธรรมชาติที่ได้จากป่าชุมชนมาสร้างมูลค่าเพิ่ม  โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ได้เข้ามาช่วยพัฒนาและสร้างอาชีพเสริมให้กับประชาชนในชุมชนแห่งนี้ 

ผลิตภัณฑ์เด่นของชุมชนแห่งนี้ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เข้ามาช่วยพัฒนาสูตรยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพรในท้องถิ่น เช่น น้ำมันระกำ ลูกประคบสมุนไพร น้ำมันนวด พิมเสนน้ำ สบู่สมุนไพร สมุนไพรแช่เท้าและเกลือสปาขัดผิว

ปัจจุบัน ชุมชนบ้านโค้งตาบางถือเป็นชุมชนต้นแบบการขยายผลด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นชุมชนเครือข่ายต้นแบบของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ในการเป็นแหล่งเรียนรู้ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการขยายผลสู่ระดับประเทศ สนับสนุนการพัฒนาท้องถิ่นเชิงสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม ตามแนวคิด BCG Economy Model และทิศทางสังคมคาร์บอนต่ำ

นอกจากพืชสมุนไพรแล้ว กลุ่มแม่บ้านและชาวบ้านในชุมชนยังนำผลผลิตทางการเกษตรได้แก่ เห็ดโคน เห็ดระโงก โลดทะนงขาว โลดทะนงแดง หน่อไม้ไผ่รวก ผักหวานป่า ผักกระโดน  ไม้ไผ่รวก  ไม้ไผ่นวล ฯลฯ และวัสดุเหลือใช้มาแปรรูปเป็นสินค้า OTOP อีกหลายรายการ เช่น ขนมและอาหารว่างน้ำส้มควันไม้  ใช้ขับไล่แมลงและบำรุงพืชฯลฯ  หากใครอยากอุดหนุนสินค้าเหล่านี้แวะไปซื้อได้ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนในหมู่บ้านหมู่ที่ 10 ตำบลท่าไม้รวก  เพื่อเป็นของฝากและสนับสนุนกองทุนในการดูแลผืนป่าของชาวบ้าน 

หากใครอยากเรียนรู้เรื่องการดูแลป่าชุมชนเพื่อขายคาร์บอนเครดิต สามารถลงพื้นที่ไปศึกษาดูงาน ป่าชุมชนบ้านโค้งตาบางจะได้ดูการทำงานจริงของชาวบ้านที่ช่วยกันดูแลป่าและมีรายได้จากคาร์บอนเครดิต  ชมการสาธิตการวัดต้นไม้และเก็บข้อมูลเพื่อคำนวณปริมาณคาร์บอน และเดินชมสภาพป่าจริง พร้อมพูดคุยกับชาวบ้านถึงการใช้ประโยชน์จากป่า การป้องกันปัญหาไฟป่า ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นายฉันท์ อัครสกุลภิโญ ประธานเครือข่ายป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง เบอร์โทร: 089-5464002

Related Posts