คาร์บอนเครดิต
หลายคนคงพอได้ยินเรื่อง คาร์บอนเครดิต คาร์บอนฟุตพรินต์ หรือ Net Zero กันมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะในยุคที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการรับมือกับปัญหาโลกร้อน เพื่อคุณภาพอากาศและคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคน แต่ในความเป็นจริง ยังมีอีกหลายคนที่อาจยังไม่เข้าใจชัดเจน หรือยังนึกภาพไม่ออกว่า เรื่องเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทสำคัญกับชีวิตประจำวัน ภาคการเกษตร และภาคธุรกิจของเราอย่างไรในอนาคต ทั้งที่ในวันนี้ หลายประเทศและหลายบริษัททั่วโลก เริ่มนำเรื่องการลดการปล่อยคาร์บอนมาเป็น ‘มาตรฐานใหม่’ ของการค้า การลงทุน และการทำธุรกิจ ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อทั้งผู้ผลิต ผู้ส่งออก รวมถึงเกษตรกรไทยในอนาคตด้วย ดร.อัมพร โพธิ์ใย นักวิจัยอาวุโส และหัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการตลาดคาร์บอน (DIT) กล่าวบรรยายในหัวข้อ “จาก ERP สู่ Net Zero ทางลัดการคำนวณคาร์บอนอัตโนมัติ” ภายในงาน NAC 2026 (NSTDA Annual Conference 2026) ว่า ปัจจุบันเรื่อง Net Zero ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของภาคธุรกิจและการค้าโลก โดยอธิบายว่า “Net Zero” หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายส่งเสริมการจัดการทรัพยากรทางการเกษตร ทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Go Green) ด้วย BCG ต่อ Carbon Credit จะต้องทำการเกษตรที่ลดภาระต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใส่ปุ๋ยที่เหมาะสม การลดการเผาซังข้าว ตอซัง การกำจัดแมลงศัตรูพืชที่ถูกต้อง การลดปริมาณปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง และส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย รวมทั้งการแก้ปัญหา PM 2.5 การนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปใช้ในการผลิตพลังงาน นายพิชิต เกียรติสมพร หนึ่งในเกษตรกรต้นแบบที่ทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมโดยปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาน้ำขังแบบเดิมเป็นการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งช่วยลดก๊าซมีเทนในดิน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยังสามารถสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งจากการสัมภาษณ์นายพิชิต บอกเล่าว่า ตนเองทำนาเปียกสลับแห้งบนพื้นที่ จำนวน 20 ไร่ จากนั้นได้มีโอกาสเข้าร่วมงานสัมมนาที่จัดโดยกรมการข้าว ซึ่งได้มีบริษัทเอกชนมาถ่ายทอดความรู้เรื่องการปลูกข้าวรักษ์โลกและการขายคาร์บอนเครดิต ตนเองจึงสนใจทำนาเปียกสลับแห้งเพื่อขายคาร์บอนเครดิต ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา นายพิชิตในฐาน
กวก. เปิดหน่วยรับรองโครงการคาร์บอนเครดิตภาคเกษตร ใช้ความเชี่ยวชาญด้านพืช สนับสนุนเกษตรกรเข้าสู่โครงการ T-VER กรุงเทพฯ : 9 กุมภาพันธ์ 2569 – กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดพิธีเปิดหน่วยรับรองโครงการคาร์บอนเครดิตภาคเกษตร เพื่อยกระดับระบบการตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบโครงการ T-VER เพื่อให้ได้รับคาร์บอนเครดิตภาคการเกษตรของประเทศ และสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในภาคเกษตรไทย ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นักวิชาการ ผู้แทนมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน พร้อมรับมอบใบรับรองระบบงานตามมาตรฐานสากล ISO 14065: 2020 และ ISO/IEC 17029: 2019 และหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจภาคเกษตร ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรถือเป็นหน่วยงานภาครัฐแห่งแรกของไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจ ที่สามารถให้บริการตรวจสอบค
ธ.ก.ส. เดินหน้าภารกิจเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูพื้นที่ป่าชุมชนอย่างเป็นระบบจำนวน 11 แห่ง ในพื้นที่ตำบลกุดหมากไฟ จังหวัดอุดรธานี และขับเคลื่อนโครงการการใช้ต้นยางพาราเป็นหลักประกันการกู้เงิน โดยนำร่องในพื้นที่ตำบลโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู พร้อมสร้างฐานการซื้อ – ขายคาร์บอนเครดิตที่เป็นธรรมผ่านโครงการ BAAC Carbon Credit ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ภายในปี ค.ศ. 2065 เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นายไพศาล หงษ์ทอง และนางสาวไข่มุก จูงใจจารุมาศ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารธนาคารลงพื้นที่ชุมชนกุดหมากไฟ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี เพื่อติดตามการขับเคลื่อนโครงการ BAAC Carbon Credit โดยโอกาสนี้ ธ.ก.ส. ร่วมกับกรมป่าไม้ และมูลนิธิป่าชุมชน ร่วมมอบเงินให้เกษตรกรและชุมชนธนาคารต้นไม้ในพื้นที่จำนวน 25 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในการบริหารจัดการและการปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว รวมถึงร่วมกันบำรุงแ
ธ.ก.ส. ร่วมกับกรมป่าไม้ เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “BAAC Carbon Credit ป่าชุมชนและป่า เสื่อมโทรม” กว่า 4,000 ไร่ เพื่อฟื้นฟูรักษาระบบนิเวศในพื้นที่ป่าไม้ช่วยลดปัญหาโลกร้อน และมุ่งสู่เป้าหมายการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายใน ค.ศ. 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ในปี ค.ศ. 2065 นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมด้วย นายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือขับเคลื่อนโครงการ BAAC Carbon Credit ป่าชุมชนและป่าเสื่อมโทรม ระหว่าง ธ.ก.ส. และกรมป่าไม้ เพื่อร่วมกันบำรุงรักษาและอนุรักษ์ป่าชุมชนและฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ซึ่ง ธ.ก.ส. จะสนับสนุนเกษตรกรและชุมชนในเรื่องการปลูก บำรุงรักษา ตามแนวทางหลักวิชาการป่าไม้ รวมถึงวิจัยติดตามการประเมินผลของโครงการที่ใช้เทคโนโลยีในการติดตามการเจริญเติบโตของป่า และส่งเสริมการได้รับสิทธิประโยชน์การแบ่งปันคาร์บอนเครดิต การดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตามหลักเกณฑ์และ
คาร์บอนเครดิต(Carbon Credit) คือนโยบายสำคัญของกรมป่าไม้ ในการส่งเสริมการดูแลรักษาป่าและการแก้ไขปัญหาโลกร้อนและที่สำคัญจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2593 หรือ Net Zero ให้ได้ภายในปี 2608 สำหรับคาร์บอนเครดิตคือปริมาณการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกซึ่งได้จากการดำเนินโครงการประเภทต่างๆ เช่น การปลูกป่าและการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น และจะต้องได้รับการรับรองตามมาตรฐานจากเจ้าของมาตรฐาน มีหน่วยเป็นตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ที่สำคัญคาร์บอนเครดิต ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ คือ ใช้แลกเปลี่ยน ซื้อ-ขาย เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon offset) จากองค์กร บุคคล งานบริการ หรือจากการผลิต ผลิตภัณฑ์ต่างๆ นอกจากนี้ คาร์บอนเครดิตยังมีประโยชน์ในแง่ของการเป็นเครื่องมือสร้างจูงใจให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูป่า เป็นการช่วยภาครัฐเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี กรมป่าไม้ เผยวิธีกักเก็บ-คำนวณคาร์บอนเครดิตของต้นไม้ พร้อมเดินหน้าแนวทางต่อยอดโครงการ T-VER ชี้ได้รับประโยชน์จากการแบ่งปันคาร์บอนเ
นายเสกสรรค์ จันทร์ขวาง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นายณรงค์ ขันติวิริยะกุล รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. นายเชษฐา แหล่ป้อง รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. และ นายโกเมนทร์ โคตรศรีวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส นำคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่จากบริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด เยี่ยมชมและรับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงานโครงการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมของ ธ.ก.ส. ภายใต้ “โครงการเปลี่ยนอากาศให้เป็นเงิน BAAC Carbon Credit” ณ ธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่ ตำบลบ้านกง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นแห่งแรกที่มีการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตไปแล้ว 400 ตันคาร์บอน โดย ธ.ก.ส. รับซื้อในราคากึ่ง CSR ตันละ 3,000 บาท คิดเป็น เงินรวม 1.2 ล้านบาท และตั้งเป้าเพิ่มปริมาณคาร์บอนเครดิตจากชุมชนออกสู่ตลาดอีกกว่า 1.5 แสนตันคาร์บอน ภายใน 7 ปี ทั้งนี้ ธ.ก.ส. เตรียมขยายผลไปยังชุมชนธนาคารต้นไม้อีกกว่า 6,800 ชุมชนทั่วประเทศ หนุนการปลูกป่าเพิ่มอีกปีละ 108,000 ต้น และวางเป้าหมายสร้างปริมาณการ ซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตอีกกว่า 510,000 ตันคาร์บอน ภายในปี 2571 ซึ่งโครงการดังกล่าวนอกจากช่วยสร้างรายได้กลับคืนสู่ผู้ปลูกต้นไม้แล้ว ยังเป็นก
การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตข้าวแก่เกษตรกรในพื้นที่ มีส่วนช่วยให้เกษตรกรสร้างผลผลิตได้จำนวนมากกว่าเดิม เหมือนดังที่ นายเฉลิมชาติ ฤาไชยคาม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวลพบุรี อธิบายว่า งานของศูนย์วิจัยข้าวลพบุรีมีด้วยกันหลายรูปแบบ ทั้งการผลิตเมล็ดพันธุ์ งานวิชาการและการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกรในพื้นที่ ทั้งเรื่องการใช้น้ำในการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง รวมถึงเรื่องคาร์บอนเครดิต ที่นำไปถ่ายทอดให้กับพี่น้องเกษตรกร ซึ่งในส่วนของงานวิชาการนั้น ก็มีทั้งเรื่องการปรับปรุงพันธุ์ข้าว ที่ทำเกี่ยวกับเรื่องพันธุ์ข้าวนาน้ำฝน ข้าวนาชลประทาน และงานเกี่ยวกับเรื่อง “อารักขาพืช” ที่เจ้าหน้าที่กรมการข้าวจะลงพื้นที่ไปสำรวจโรค-แมลงในพื้นที่ที่ได้รับมอบหมาย ครอบคลุมพื้นที่ทั้งในจังหวัดลพบุรี จังหวัดสิงห์บุรี และจังหวัดสระบุรี ที่ศูนย์วิจัยข้าวลพบุรีแห่งนี้เป็นแปลงทดลองเกี่ยวกับเรื่องงานปรับปรุงพันธุ์ข้าว โดยนำพันธุ์ข้าวพันธุ์ต่างๆ มาทดสอบว่าข้าวเหล่านี้สามารถที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมของจังหวัดลพบุรีได้หรือไม่ เพราะเป็นพื้นที่ตัวแทนของข้าวนาน้ำฝน ซึ่งจะมีทั้งภาวะน้ำท่วมและฝนแล้ง พันธุ์ข้าวเหล่านี้จึงต้องผ่าน
เมื่อพูดถึง “คาร์บอนเครดิต” อาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับหลายคน แต่ในความจริงแล้วมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาระดับนานาชาติ คาร์บอนเครดิตจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดโลกร้อน ทั้งนี้ “ก๊าซเรือนกระจก” นั้นไม่ได้มาจากภาคอุตสาหกรรม หรือขนส่งมวลชนเท่านั้น แต่ในกิจกรรมภาคการเกษตรอย่าง “การทำนาข้าว” ก็มีส่วนในการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเช่นกัน คุณพรพรรณ ยานะโส นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา จะมาอธิบายให้ฟังว่า การทำนานั้นเกี่ยวกับโลกร้อนได้อย่างไร? และรู้หรือไม่ว่า แค่เปลี่ยนวิธีการทำนาก็ช่วยลดโลกร้อนได้ ทั้งยังสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการทำนาให้ดีขึ้นอีกด้วย “คาร์บอนเครดิต” คืออะไร? เกี่ยวข้องกับ “การทำนา” อย่างไร? คุณพรพรรณ อธิบายในทางหลักการว่า “คาร์บอนเครดิต” หมายถึง สิทธิที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคล-องค์กรสามารถลดหรือกักเก็บการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม โดยสิทธินี้สามารถวัดปริมาณและนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอนเครดิตได้ ซึ่งชนิด
วันนี้ (21 สิงหาคม 2567) การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จัดประชุมสัมมนาสร้างการรับรู้การดำเนินงานด้านคาร์บอนเครดิตของการยางแห่งประเทศไทย โดย นายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย มอบหมาย นายจิรวิทย์ มีชูภัณฑ์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาการผลิต เป็นประธานในพิธีเปิด ณ กยท. จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมมอบใบประกาศเกียรติคุณชาวสวนยาง การันตีพื้นที่สวนยางที่ร่วมโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตของ กยท. ปีงบประมาณ 2566 สามารถสะสมปริมาณคาร์บอนเครเครดิตและซื้อขายได้จริง มุ่งยกระดับการทำอาชีพสวนยางอย่างยั่งยืน พร้อมพัฒนาพื้นที่สวนยางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าหมายพื้นที่สวนยาง 20 ล้านไร่ทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ ภายในปี 2593 นายจิรวิทย์ กล่าวว่า ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญในเรื่องการขับเคลื่อนภารกิจเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ กยท. จึงมุ่งมั่นส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจตามแบบฉบับ BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) ที่คำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยการดำเนินโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตของ กยท. เนื่องจากต้นยางพาราเ
