แปรรูปสินค้าเกษตร
หลายท่านคงคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ “น้ำผึ้งมะนาว” หรือ “มะนาวน้ำผึ้ง” ที่มีจำหน่ายภายในห้างสรรพสินค้าหรือในร้านสะดวกซื้อทั่วไปกันเป็นอยากดี จนเกิดเป็นความเคยชินและมองข้ามไปว่า บางครั้งสิ่งที่ดูง่าย คุ้นเคย ใกล้ตัวเหล่านี้จะกลายมาเป็นอาชีพที่ช่วยสร้างงาน สร้างเงินให้กับใครหลายคนมานักต่อนักแล้ว รวมถึงหญิงเก่งท่านนี้ ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสได้สัมภาษณ์พูดคุยกับเธอ ที่จากอดีตเคยทำงานรับจ้างทั่วไป จนได้มาเจอกับจุดพลิกผันของชีวิต กลายมาเป็นประธานวิสาหกิจชุมชน นำคนในหมู่บ้านสร้างรายได้ จากผลิตผลที่มีอยู่ในท้องถิ่นอย่าง กล้วย มะกรูด มะนาว ที่หลายคนมองข้าม นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ กล้วยตาก มะกรูดอบแห้ง และมะนาวน้ำผึ้ง จนได้จดทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์โอท็อป ส่งขายดังไกลถึงยุโรป สามารถสร้างรายได้มากกว่าครึ่งล้านต่อเดือนจากผลิตภัณฑ์ง่ายๆ ใกล้ตัวเหล่านี้ คุณดลยา เพชรสุทธิ์ หรือ พี่ฝน ประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรชนบทบ้านหัวสระ อยู่ที่ 31/24 หมู่ที่ 5 ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เล่าถึงที่มาของการก่อตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน รวมถึงจุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์แปรรูป “มะนาวน้ำผึ้ง” ว่าผลิตภัณฑ์แปรรูปอย่างแรกของกล
การทำเกษตรให้ประสบความสำเร็จ ในปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่ปลูกได้ ขายเป็น แต่สิ่งที่จะชี้วัดความอยู่รอดได้คือการต่อยอดและพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ไปได้เรื่อยๆ การหาข้อมูลคือสิ่งที่ดีที่สุด หาข้อมูลเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง เช่น ถ้าปลูกไม้ผลจะทำอย่างไรที่ไม่ใช่แค่ปลูกแล้วเก็บผลขาย แต่ให้แบ่งตัดขายผลสุก 70 เปอร์เซ็นต์ อีก 30 เปอร์เซ็นต์ ต้องสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างจุดเด่น สร้างสตอรี่ผลผลิตของตัวเองให้ได้ อย่าหยุดอยู่กับที่ การเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ต้องหมั่นพัฒนาให้ทันโลกที่ก้าวไป คุณนิภาพร แคยิหวา (กุล) ประธานวิสาหกิจชุมชนไร่มะละกอริมคลอง อยู่บ้านเลขที่ 177 หมู่ที่ 3 ตำบลเขาขาว อำเภอละงู จังหวัดสตูล เล่าว่า อดีตเธอเคยเป็นพนักงานบัญชีอยู่ที่กรุงเทพฯ รักในงานที่ทำแต่รู้สึกว่าวิถีชีวิตที่เป็นอยู่ไม่ใช่ตัวตน เพราะจริงๆ แล้วอยากที่จะทำอะไรก็ได้ที่ได้อยู่กับครอบครัว จึงได้มีการปรึกษากับหัวหน้าและขอลาออกจากงานเพื่อกับมาบ้านเกิดที่จังหวัดสตูล ช่วงแรกๆ ก็ต้องปรับตัวเยอะเพราะสังคมในเมืองกับสังคมที่ต่างจังหวัดต่างกันมาก แต่การที่ได้กลับมาอยู่บ้านมีความสุขกว่ามาก ตื่นมาแล้วไม่ต้องหาของกิน แต่สามารถเดินรอบบ้า
“พุทรา” เป็นผลไม้ดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมในยุคเก่าแก่ มีทั้งรสเปรี้ยวหวาน รสฝาดปนหวาน จึงรับประทานสดหรือจิ้มพริกเกลือแล้วแต่ความชอบ ถึงตอนนี้พุทรายังมีอยู่เพียงแต่ลดความนิยมลงไปจึงไม่ค่อยพบเห็น เพราะมีผลไม้เด่นหลายชนิดมาเบียดแซง พุทราถูกปรับปรุงพันธุ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดจึงมีพันธุ์หลายชนิดและพันธุ์พุทราที่นิยมปลูกในไทย ได้แก่ พุทราไทยพื้นเมือง สามรส บอมเบย์ หรือแอปเปิ้ล เจดีย์ เหรียญทอง ถ้วยทอง ไข่เต่า พุทราจีน นมสด จัมโบ้ น้ำผึ้ง เป็นต้น ขณะเดียวกัน พุทราสามารถปลูกได้ในดินทุกชนิด แต่ชอบดินร่วนปนทรายมากกว่า ชอบอากาศร้อน ชอบแสงแดดเพียงพอ ควรปลูกในฤดูฝน ปลูกได้หลายวิธี ทั้งเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ติดตา เสียบยอด และทาบกิ่ง ซึ่งนิยมวิธีนี้มากกว่าเพราะให้ผลผลิตเร็วเหมาะกับการปลูกเชิงพาณิชย์ ชาวบ้านจังหวัดอุบลราชธานี โดยเฉพาะที่บ้านบัวเทิง ตำบลท่าช้าง อำเภอสว่างวีระวงศ์ ปลูกพุทรากันหลายครัวเรือน ปลูกเชิงพาณิชย์ เพราะราคาดี ในช่วงผลผลิตมีพ่อค้ามารับซื้อที่สวนเพื่อนำไปขายในพื้นที่จังหวัด แม้มีปริมาณมากแต่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า เล่มนี้ ชักชวนผู้อ่านไปรู้จักกั
โรงงานรับซื้อเศษไม้ของ กำนันสนิท สีหมอก ตั้งอยู่เลขที่ 227/3 หมู่ที่ 7 ตำบลดอนมูล อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ บนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่เศษ กำนันสนิทเนรมิตให้เป็นโรงงานขนาดย่อม เพื่อรับซื้อเศษไม้จากชาวบ้านเพื่อมาย่อยสลายให้เป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิงในโรงงานต่างๆ เช่น โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าขนาดย่อม ในเขตพื้นที่จังหวัดแพร่ ซึ่งมีอยู่เพียง 2-3 โรงงาน เช่น โรงงานผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยวเพื่อส่งออกไปประเทศจีน ซึ่งก็นับว่าเป็นโรงงานขนาดกลาง มีคนงานประมาณ 700-800 คนเหมือนกัน แรงงานเหล่านี้ก็ล้วนเป็นคนในพื้นที่และแรงงานจากพม่าส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ ก็มีโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า ขนาด 1 เมกกะวัตต์ มูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท ของ ส.ส.แพร่คนหนึ่ง เอ่ยชื่อใครๆ ก็รู้จักเขา เหตุที่กำนันคิดตั้งโรงงานแปรรูปชีวมวลนี้ขึ้นมา ก็เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมจากอาชีพทำนา ทำไร่ข้าวโพด ซึ่งก็รู้กันอยู่ว่า เกษตรกรที่ทำนา ทำไร่ข้าวโพดเหล่านี้ต่างก็มีรายได้แบบน้อยนิด หักต้นทุนออกแล้วปีหนึ่งมีรายได้ไม่กี่พันบาท ต่างก็ต้องดิ้นรนไปหางานทำที่อื่น เพื่อให้มีรายได้มาเลี้ยงครอบครัว ผู้เขียนได้ไปพบกับกลุ่มเกษตรกรหลายคนที่นำเศษไม้มาขายให
ผู้เขียนลงพื้นที่บ้านเซี๊ยะ หมู่ที่ 4 ตำบลจุน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา เพื่อชิมอาหารและเสพบรรยากาศของ “ตูบนาคาเฟ่” ร้านอาหารเล็กๆ ตั้งอยู่กลางทุ่งนา แต่มีการจัดโซนของร้านได้งดงาม เสริมด้วยทัศนียภาพของทุ่งนาและขุนเขาเบื้องหลัง กับการบริการแบบบ้านๆ ในราคากันเอง โดยมีชาวบ้านทำเอง ขายเอง สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชนบ้านเซี๊ยะ คุณนพดล อินต๊ะลาศ อายุ 30 ปี อดีตผู้จัดการบริษัทเฟอร์นิเจอร์แบรนด์เนมแห่งหนึ่ง เจ้าของ “ตูบนาคาเฟ่” เปิดเผยว่า ในสมัยวัยรุ่นคิดว่า การทำงานดีๆ เงินเดือนเยอะๆ คือความสุข ความสำเร็จ จึงพยายามเรียนและทำงานจนได้เป็นถึงผู้จัดการ เงินเดือนกว่า 50,000 บาท ส่วนภรรยาก็ใช้รถบรรทุกดัดแปลงทำร้านชาชัก โรตีหม้อ ซึ่งก็สร้างรายได้ให้มากพอสมควร แต่ก็พบว่าไม่มีความสุข มันวุ่นวาย มันไม่สงบ ใจนึกถึงแต่บ้านเกิด นึกถึงทุ่งนา จึงตัดสินใจลาออก เพื่อที่จะมีเวลาดูแลพ่อ แม่ เมื่อมาเห็นที่นาของพ่อและญาติในแปลงติดกันมีสภาพเหมาะที่จะทำเป็นแปลงเกษตรสวนผสม เพราะมีสระปลา มีผักสดสารพัดที่ปลูกไว้ แว่บแรกคือการทำอะไรสักอย่างที่สร้างรายได้ให้ตนเอง และสร้างงานในชุมชน จึงคิดทำร้านอาหารเล็กๆ ที่เน้นขายอาหาร
ใครๆ ก็รู้ว่า ช่วงหน้าแล้ง มะนาวมีราคาแพงที่สุดในรอบปี หลายคนอาจเคยซื้อมะนาวในราคาแพงถึงผลละ 10-15 บาทกันมาแล้ว แต่พอถึงช่วงฤดูฝนอย่างเต็มต้ว ต้นมะนาวกลับมี ผลผลิตออกมามากจนล้นตลาด ราคาขายลดฮวบเหลือแค่ผลละ 1- 2 บาทเท่านั้น ความจริงปัญหามะนาวถูกในช่วงฤดูฝน แก้ไขได้ไม่ยาก แค่สร้างมูลค่าเพิ่มมะนาว โดยนำมะนาวมาแปรรูปในลักษณะมะนาวดองน้ำปลา สามารถขายได้ราคาสูงถึงผลละ10 บาทเลยทีเดียว คุณมณี จังพานิช เกษตรกรชาวสวนมะนาวในพื้นที่ตำบลดอนยอ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ซึ่งมีรายได้เสริมจากการแปรรูปมะนาวดองน้ำปลาตลอดทั้งปี เล่าว่า คุณพ่อของเธอเป็นชาวจีนอพยพที่ได้สอนลูกหลานให้รู้จักการทำมะนาวดองสูตรโบราณ เริ่มจากนำผลมะนาวมาล้างน้ำให้สะอาดแช่น้ำเกลือ 3 คืนก่อนจึงค่อยนำลูกมะนาวมาฝนเปลือกออก ด้วยกระดาษทรายน้ำเอามีดปาดบริเวณหัวจุกมะนาวเป็น 4 แฉก และนำผลมะนาวไปนึ่งในความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อโรคประมาณ 15-20 นาที หลังจากนั้นให้นำผลมะนาวออกมาตากแดดอีก 3 วัน จึงนำไปนึ่งด้วยความร้อนอีกครั้ง ระหว่างนี้ คุณมณีจะเตรียมน้ำดองมะนาว ที่ใช้น้ำปลายี่ห้อที่คิดว่าอร่อยที่สุด ต้มร่วมกับน้ำตาลทรายจำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นนำผลมะนาว
ปริมาณทุเรียนของไทยที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ มาในช่วงระยะ 6-7 ปี จากข้อมูล กรมวิชาการเกษตร ปี 2564 ประมาณการทุเรียนภาคตะวันออกมีปริมาณผลผลิต 575,542 ตัน และทุเรียนภาคใต้ 594,439 ตัน รวมแล้วกว่า 1,000,000 ตัน และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นทั้งผลผลิตที่ยังไม่ให้ผลและปลูกใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนมากและปริมาณทุเรียนในเพื่อนบ้าน ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย ทำให้การส่งออกทุเรียนไปต่างประเทศเติบโต โดยสัดส่วนตลาดส่งออก 70% ตลาดภายในประเทศ 20% และแปรรูป 10% ซึ่งพัฒนาการส่งผลสด มีทั้งทุเรียนแช่แข็ง (Frozen Durian) รวมทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารต่างๆ คุณสุวรรณ ภักดีวงศ์ หรือ แดน วีรวงศ์ ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท เฟรช พาสเจอไรซ์ ทุเรียน จำกัด ที่จังหวัดตราด ผู้ผลิต ทุเรียนสดพาสเจอไรซ์ (Fresh Pasteurized Durian) นวัตกรรมใหม่ เปิดตลาดต่างประเทศจีน อเมริกา ยุโรป แคนาดา ตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ชื่นชอบทุเรียนสดคุณภาพพรีเมี่ยม รวมทั้งผู้บริโภคยุคใหม่ Gen Y ที่ต้องการความสะดวกสบายประเภท Ready To Eat รวมทั้งความพยายามสร้างแบรนด์ทุเรียนไทยแข่งขันกับทุเรียนมูซังคิงของมาเลเซีย จากธุรกิจเนื้อปูพาสเจอไรซ์ สู่ทุเรีย
ในสถานการณ์ที่พืชผลทางการเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะราคาพืชไร่เหลือราคาตันละไม่กี่บาท หากเทียบกับการลงทุนแล้วเรียกได้ว่ามองหากำไรได้ยาก แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาสให้กับคนที่ไม่ยอมแพ้เสมอ โดยจะเห็นได้จากการที่มีเกษตรกรหลายรายพยายามปรับตัวเพื่อความอยู่รอด พลิกแพลงนำวัตถุดิบที่ตนเองมีอยู่มาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ดังเช่น เกษตรกรหนุ่มรายนี้ ที่ผันตัวเองจากลูกหลานเกษตรกรโดยแท้ เปลี่ยนตนเองมาเป็นพ่อค้าขายขนมหวาน โดยการนำเอาความรู้ด้านการทำเกษตรที่ติดตัวมาประยุกต์ปรับใช้ปลูกพืชผัก ผลไม้ ไว้ใช้ในการทำขนมหวานขายเอง เพื่อลดต้นทุนการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผักผลไม้ที่ราคาตกต่ำ รวมทั้งพืชที่ผู้คนปลูกทิ้งปลูกขว้างมาสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างมีคุณค่า คุณจิรัฏฐ์ ทิพย์วงษ์ทอง หรือ พี่อั๋น อยู่บ้านเลขที่ 134 หมู่ที่ 21 ตำบลวังท่าช้าง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เจ้าของบ้านสวนชัยธารา จากหนุ่มพนักงานออฟฟิศผันตัวเป็นเกษตรกร ทำสวนเกษตรอินทรีย์ พร้อมปลูกสมุนไพรผสมผสาน ควบคู่กับการเป็นพ่อค้าขายขนมไทย อยู่รอดได้ในยามเกิดวิกฤต พี่อั๋น เล่าถึงจุดเริ่มต้นการเป็นเกษตรกรให้ฟังว่า เดิมทีตนเองเคยทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศมา
เมื่อ “ข้าว” เป็นสินค้าหาง่ายมีขายเต็มท้องตลาด การสร้างแบรนด์ให้โดดเด่นเป็นที่ยอมรับของผู้ซื้อ นับเป็นความท้าทายสำคัญ “หอมละหนา” จึงเป็นความภาคภูมิใจของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโรงสีข้าวกล้องบ้านแป้นใต้ อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง หนึ่งในชุมชนที่อบรมในโครงการ “พลังชุมชน” เสริมความรู้คู่คุณธรรม สนับสนุนโดยเอสซีจี ที่กล้าก้าวข้ามมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องเป็นของตัวเอง และต่อยอดได้อีกหลายผลิตภัณฑ์วางจำหน่าย สร้างรายได้เสริมให้กับสมาชิกในชุมชน ทั้งยังได้รับการคัดสรรเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนระดับสี่ดาวในประเภทอาหารอีกด้วย “หอมละหนา” แบรนด์สินค้าเกษตรแปรรูปจากข้าวกล้องพันธุ์หอมล้านนา ตั้งขึ้นมาให้มีคำเรียกสอดคล้องกับพันธุ์ข้าว มีความหมายและเสียงสอดคล้องกับ “หอมละนา” แปลมาจากภาษาเหนือว่า “หอมแล้วนะ” ซึ่งให้ความหมายถึงข้าวกล้องที่มีกลิ่นหอม เปรียบดั่งได้กลิ่นไอข้าวที่หุงยามเช้า อบอวลไปด้วยความอบอุ่น หอมอร่อย พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกเป็นภาษาเหนือว่า “ข้าวหอมละนา” เป็นการเชิญชวนให้มาทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน หัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญผู้ริเริ่มปลุกปั้นข้าวกล้องหอมละหนา “วริษา จิตใหญ่” ซึ่งคนในชุมชนเรียกขานกันติดปากว่า “แม่หล
ซุบหน่อไม้ อาหารยอดนิยมของชาวอีสาน ด้วยรสชาติที่มีความจัดจ้าน มีทั้งความเผ็ดและความอร่อยที่ลงตัว เป็นการชูจุดเด่นของหน่อไม้ที่ถูกนำมาต้มแล้วทำเป็นเส้น นำมายำกับเครื่องปรุงมีน้ำขลุกขลิก จนกลายเป็นซุบหน่อไม้อาหารพื้นบ้านเลิศรส ซึ่งในอดีตเมนูซุบหน่อไม้นอกจากจะได้รับความนิยมในภาคอีสานแล้ว ในภาคกลางก็ได้รับความนิยมพอสมควร แต่ด้วยการเก็บรักษาหน่อไม้และการปรุงรสต่างๆ ค่อนข้างทำได้ยากที่จะทำให้ถึงรสแบบรสชาติอีสานแท้ ทำให้หากินได้ยาก ประกอบกับการใช้ชีวิตที่เร่งรีบในเมืองกรุง จึงกลายเป็นจุดกำเนิดไอเดียของหญิงเก่งเมืองขอนแก่น ให้ได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ “ซุปหน่อไม้กึ่งสำเร็จรูป” ขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ กว่าจะเป็น “ซุปหน่อไม้กึ่งสำเร็จรูป” ไอเดียสุดบรรเจิด ต้องผ่านอะไรบ้าง คุณแก่นจันทร์ สนอุป หรือ พี่ตุ๊ก อยู่บ้านเลขที่ 529/232 หมู่ที่ 22 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น หญิงเก่งเจ้าของผลิตภัณฑ์ “ซุปหน่อไม้กึ่งสำเร็จรูป” ตราแบมบูเนาะ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์ “ซุปหน่อไม้กึ่งสำเร็จรูป” ให้ฟังว่า เกิดขึ้นจากที่ตนเองมีภูมิลำเนาเป็นคนขอนแก่นอยู่แล้ว และพื
