เทคนิคเกษตร
ความผิดปกติทางสายตารูปแบบต่าง ๆ ทั้งสั้น ยาว หรือเอียง ซึ่งความผิดปกติเหล่านี้เกิดจากความอ่อนแอของกล้ามเนื้อตา (Ciliary Muscle) ทำให้ไม่สามารถหดหรือคลายตัวเพื่อให้เลนส์ตาปรับโฟกัสภาพได้ชัดเจน มีงานวิจัยในสหรัฐชี้ว่ามีสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้สายตาอย่างผิด ๆ เช่น การมองจอมือถือ ดูทีวีเป็นเวลานาน อ่านหนังสือในที่มืด หรืออ่านหนังสือบนรถ แม้ปัจจุบันสามารถแก้ปัญหาการมองเห็นด้วยหลายวิธี เช่น การใส่แว่น ใส่คอนแท็กต์เลนส์ หรือวิธีการผ่าตัดทำเลสิก แต่มีอีกหนึ่งทางเลือก อย่างการฟื้นฟูสายตาวิถีธรรมชาติที่ไม่ต้องเจ็บตัวจากการผ่าตัด การใช้สารเคมีหรือใช้อุปกรณ์เพื่อช่วยให้มองเห็น อุราภา วัฒนะโชติ ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูดวงตาด้วยวิถีธรรมชาติ ผู้คิดค้นศาสตร์การฟื้นฟูสายตาด้วยวิถีธรรมชาติ เล่าให้ความรู้ในงาน Healthcare 2018 ว่า การฟื้นฟูสายตาวิถีธรรมชาติเป็นศาสตร์ที่รวบรวมความรู้การดูแลสายตาจากหลายศาสตร์ เช่น วิชาเซไตย (Seitai) วิชาไท้เก๊ก วิชาโยคะสมาธิขั้นสูงจากอินเดีย แล้วนำมาประยุกต์ใหม่ให้ไม่ต้องใช้แว่นตา หรือคอนแท็กต์เลนส์ที่มีผลให้เลนส์ตาสูญเสียความยืดหยุ่น ซึ่งทำให้ค่าสายตาแย่มากขึ้น และต้องเปลี
เพื่อขานรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคของรัฐบาล ด้วยการใช้การท่องเที่ยวมาเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้กำหนดทำเส้นทางสายกิน อาหารถิ่นในตำนาน (Gastronomy Tourism) กำหนดไว้ 10 เส้นทาง กระจายไปทั่วภูมิภาค และ ปี 2561 เริ่มสำรวจ เส้นทางนำร่องใน 5 ภูมิภาค คือ ตราด (ภาคตะวันออก) ตาก (ภาคเหนือ) สุรินทร์ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) สตูล (ภาคใต้) และ ลพบุรี (ภาคกลาง) เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คุณคมกริช ด้วงเงิน ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการบริการท่องเที่ยว ฝ่ายส่งเสริมสินค้าการท่องเที่ยวการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้นำคณะสื่อมวลชนตระเวณชิมอาหารถิ่นในตำนาน (Gastronomy Tourism) และสัมผัสประสบการณ์แหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่จังหวัดตราด กระแส Food Tourism มาแรง อาหารถิ่นในตำนาน จุดขายนักท่องเที่ยว คุณคมกริช ด้วงเงิน ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการบริการท่องเที่ยว ฝ่ายส่งเสริมสินค้าการท่องเที่ยว กล่าวว่า ปัจจุบันกระแสการท่องเที่ยวเชิงอาหาร Food Tourism มีแนวโน้มสูงขึ้น ปี 2560 นักท่องเที่ยวมีค่าใช้จ่ายอาหาร เครื่องดื่ม สูงถึง 1 ใน 3 ของค่าใช้จ่ายรวม จังหวัดตราดเป็นเมืองท่
สมัยเด็กๆ ได้ยินคำด่าบ่อยๆ ว่า ไอ้หอกหัก ประสาเด็กก็ไม่เข้าใจหรอกว่า ถ้าหอกหักแล้วจะเป็นอย่างไร พอโตขึ้นมาจึงรู้ว่า คนถือหอกหักอยู่ในมือนั้นอันตรายอย่างยิ่ง ถ้าไม่มีไหวพริบพอ อาจไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้ เพราะเบื้องหน้าของคนถือหอกนั้นคือคู่ต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ก็ตาม หอก เป็นอาวุธของคนมายาวนาน แรกๆ น่าจะทำมาจากไม้ทั้งหมด อาจเริ่มจากเที่ยวหาไม้หักๆ ในป่ามาใช้ก่อน หาพบแล้วก็นำมาใช้ส่วนที่แหลมล่าสัตว์หรือป้องกันตัวจากอันตรายจากสัตว์หรือคน จากนั้นค่อยเอาไม้มาใช้เป็นเครื่องมือเสี้ยมให้แหลมเพื่อใช้ล่าสัตว์ กว่าคนที่จีบกันหน้าถ้ำจะหาวิธีเสี้ยมไม้ให้แหลมคมตามใจต้องการได้ น่าจะต้องใช้เวลานับนานอยู่ เพราะมนุษย์ยุคแรกๆ ป่ายังอุดมสมบูรณ์ ของป่ายังหากินง่าย จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ บีบบังคับให้แสวงหาวิธีการพัฒนาเครื่องมือทำมาหากิน ครั้นเมื่อคนสามารถคิดค้นวิธีการทำขวานหินได้ ก็ใช้ขวานหินนั่นเองเสี้ยมไม้อันพอเหมาะมือมาใช้กัน แน่นอนว่าเครื่องมือที่เราเรียกว่าหอกนั้น คนโบราณเรียกว่าอะไรเราไม่รู้ แต่รู้ว่ามีเครื่องมือที่คนสมัยนี้เรียกว่าหอกแน่ๆ ในประวัติศาสตร์โลกไม่ได้บันทึกไว้ว่า ชนเผ่าไหนใช้หอกก่อน
เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวได้พบกับ สมาชิกอาสากู้ภัยสุรินทร์ จุด อ.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์ คนหนึ่ง ซึ่งกำลังจะเดินทางลงไปทุ่งนา เพื่อไปเก็บตุ้มดักกุ้งฝอย หลังได้นำไปวางดักกุ้งไว้แล้วในช่วงค่ำเมื่อวานที่ผ่านมา ใกล้กับที่ตั้งของ อาสากู้ภัย สอบถามทราบชื่อกู้ภัยนายนี้ คือ นายสุบรรณ์ คำผม สมาชิกอาสากู้ภัยสุรินทร์ อายุ 39 ปี ชาว ต.สำโรงทาบ อ.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์ ซึ่งพบว่าเป็นวิถีชีวิตชนบทในการหากินที่เรียบง่าย และหาดูได้ยาก รวมทั้งยังสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องอาหารได้เป็นอย่างดี นายสุบรรณ์ กล่าวว่า หลังจากดักกุ้งไว้ในช่วงเย็น พอรุ่งเช้าก็ไปเก็บกับดักกุ้ง ที่ดักไว้ที่ทุ่งนาริมถนนที่มีน้ำไม่เยอะมาก ความลึกประมาณ 30-50 เซนติเมตร เท่านั้น หลังจากนั้น ในช่วงเช้าตนเองจึงจะลงไปยกตุ้มที่ดักกุ้งฝอยไว้นำขึ้นมา แล้วเดินกลับเข้าที่ตั้งอาสากู้ภัย พอถึงที่พัก ก็จัดการเปิดปากตุ้ม เทกุ้งฝอยที่เข้าไปติดกับดักออกมานำใส่หม้อ วันนี้ดักกุ้งฝอยได้เยอะพอสมควร ประมาณ 1 กิโลกรัม ตุ้มที่ใช้ไปดักกุ้งฝอย มีแค่ 4 หลัง เท่านั้น เมื่อก่อนใช้ตุ้มเยอะ เป็น 10 หลัง ใส่ไปใส่มาค่อยๆ หายไปทีละอันสองอัน จนทุกวันนี้มีเหลือ
น้ำส้มสายชู ของเหลวใสที่ได้จากกระบวนการหมัก มีความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 2-3.5 มีองค์ประกอบหลัก คือ กรดน้ำส้ม (กรดอะซิติก) น้ำส้มสายชูทั่วไปมีความเข้มข้นของกรดตั้งแต่ 4-8 เปอร์เซ็นต์ และมีเอทานอลหรือแอลกอฮอล์ได้ไม่เกิน 0.5 เปอร์เซ็นต์ มนุษย์รู้จักการผลิตและใช้น้ำส้มสายชูมาตั้งแต่สมัยโบราณ น้ำส้มสายชู เป็นองค์ประกอบสำคัญในอาหารทั้งยุโรป เอเชีย รวมทั้งตำรับอาหารอื่นๆ และยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ อีกมากมาย สำหรับใครที่ชอบอาหารรสชาติเปรี้ยวๆ ห้ามพลาดนะคะ เพราะฉบับนี้เราจะมาเขียนเรื่องความ เปรี้ยวปรี๊ด จี๊ดจ๊าด ของน้ำส้มสายชู ซึ่งเป็นเครื่องปรุงแต่งรสชาติอาหารสำคัญที่มีอยู่ทุกครัวเรือนอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นครัวบ้านไหนๆ รับรองว่าต้องมีน้ำส้มสายชูติดครัวไว้เสมอๆ หรือแม้แต่คนที่ชอบกินอาหารนอกบ้าน ตามร้านอาหารตามสั่ง และร้านก๋วยเตี๋ยวตามปากซอยหรือตามตลาดทั่วไป ยังไงก็ต้องมีเจ้าน้ำส้มสายชู ตัวนี้อยู่ในพวกเครื่องปรุงให้เห็นกันออกบ่อยๆ เสมอๆ เราในฐานะเป็นผู้บริโภคคนหนึ่ง เคยสงสัยกันไหมว่า? คนขายเค้าเอาน้ำส้มสายชูอะไรมาให้เรากิน บางคนห่วงเรื่องความปลอดภัยของตัวเองมากกว่าความอร่อย
“สวนดุสิตโพล จัดอันดับ 5 ข่าวทุจริตที่ประชาชนให้ความสนใจ เผยความคิดประชาชน ไม่เชื่อว่ารัฐจะแก้ไขปัญหาทุจริต เนื่องจากสังคมเสื่อมโทรม คนมีค่านิยมในทางที่ผิด มีตัวอย่างที่ไม่ดีให้เห็น และปลูกฝังจิตสำนึกป้องกัน กฎหมายต้องใช้ได้จริง ประชาชนช่วยกัน สอดส่องดูแล นักการเมือง ข้าราชการ ผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี… โดย 5 อันดับข่าวทุจริตที่ประชาชนให้ความสนใจ ได้แก่ อันดับ 1 คือ การทุจริตอาหารกลางวันเด็กนักเรียน 42.03% อันดับ 2 เงินทอนวัด 40.00% อันดับ 3 เงินคนจน เบี้ยผู้สูงอายุ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง 37.00% อันดับ 4 การใช้งบประมาณแผ่นดินของรัฐบาล งบโครงการต่างๆ 21.06% อันดับ 5 การทุจริตต่างๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ เช่น คุรุภัณฑ์ นมโรงเรียน กองทุนเสมา 20.68%” ข่าวจากกรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561 ผมเชื่อและเห็นว่าผลการสำรวจนี้ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย ประเด็นข่าวทุจริตที่เกิดขึ้นในรอบสองสามเดือนที่ผ่านมาเหล่านี้ น่าสนใจ น่าติดตาม และน่าจะนำมาเป็นจุดเริ่มในการรณรงค์เพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่นให้เกิดขึ้นอย่างเห็นผลจริงจังต่อไป อย่างไรก็ตาม การต่อต้านคอร์รัปชั่นให้เกิดผลยั่งยืน
เคยมาเยือนแก่งคุดคู้ อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย หลายต่อหลายครั้ง ก็ได้แต่มายืนชมแก่งสวย แล้วก็กินส้มตำปลาเผาเมนูอาหารอีสานตามธรรมเนียม แต่มาครั้งนี้ ได้มานั่งกินส้มตำฝีมือกลุ่มแม่บ้านบ้านน้อย แล้วได้มาชมแก่งกับผู้ใหญ่บ้าน ที่ทำให้ได้รับอรรถรสอีกมุมหนึ่ง ผู้ใหญ่เล่าถึงความเป็นมาของหมู่บ้านน้อยให้ฟังว่า เมื่อประมาณ ปี 2452 หรือราว 109 ปีมาแล้ว มีชาวบ้านท่านาจัน อำเภอเชียงคานกลุ่มหนึ่งได้ชักชวนกันมาตั้งหมู่บ้านใกล้แก่งคุดคู้ สืบเนื่องจากบริเวณแก่งคุดคู้อันเป็นระบบนิเวศแม่น้ำโขงที่มีปลามาอิงอาศัยอยู่จำนวนมาก ประกอบกับมีลำห้วยเล็กๆ หลายสายหลากไหลลงสู่แม่น้ำโขง ทำให้บริเวณนี้เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งจับปลาสำคัญของคนที่หาเลี้ยงตัวเองด้วยการหาปลาแม่น้ำโขง จากที่ต่างๆ พากันเดินทางมาหาปลาที่แก่งคุดคู้ จากบ้านท่านาจัน ในสมัยก่อนโน้นกว่าจะมาถึงแก่งคุดคู้ใช้เวลาไม่ใช่น้อย ต้องมาแรมคืนเพื่อให้ได้ปลาพอกินและเหลือเพื่อแปรรูปเป็นปลาร้า ปลาเค็ม เก็บไว้กินตลอดปี นายฟอง โคตบ้ง ชาวบ้านท่านาจันจึงชักชวนเพื่อนบ้านอีกหกครอบครัวมาตั้งบ้านเรือนใกล้แก่งคุดคู้ ตั้งหลักแหล่งจนแตกออกเป็นหลายครัวเรือน แล
เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผมแวะไปเดินเที่ยวตลาดอมยิ้ม ที่จัดทุกเสาร์-อาทิตย์ ในเขตวัดวาปีสุทธาวาส (วัดตลาดควาย) อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ตลาดโบราณที่พยายามแสดงอัตลักษณ์ชนกลุ่มน้อยหลายเผ่าพันธุ์ในจังหวัดราชบุรีไปพร้อมๆ กับขายของพื้นบ้านกระจุกกระจิกแห่งนี้ขยายตัวขึ้นมาก ที่ผมชอบคือ มีพืชผักท้องถิ่นตามฤดูกาลมาขายหลายอย่าง มีใบเปราะอ่อนๆ ทั้งแบบสีเขียวและสีม่วง และที่ผมเห็นแล้วก็ “ระลึกชาติ” ก็คือลูกตาลเสี้ยน ทั้งที่ดิบสีเขียวอ่อน และเริ่มสุกเป็นสีเหลือง ขายถุงย่อมๆ เพียงแค่ถุงละ 20 บาท ที่ว่าระลึกชาติ เพราะผมเคยกินผลไม้ชนิดนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ขนาดมันราวๆ พุทราลูกย่อมๆ ผิวเปลือกและเนื้อกรอบแน่น แต่ก็ชุ่มน้ำ เม็ดเหมือนละมุด รสชาติฝาดเปรี้ยวเจือหวานชุ่มคอ แถวบ้านผมกินทั้งแบบดิบๆ โดยทุบพอแตก จิ้มน้ำพริกกะปิ ถ้ามีมากก็ดองเปรี้ยวไว้จิ้มน้ำพริกอีกเช่นกัน ป้าของผมคนหนึ่งมีวิธีกินที่เหมาะเหม็งมาก คือเลือกกินลูกสุกที่ออกรสหวาน จิ้มน้ำพริกกะปิเปรี้ยวๆ เผ็ดๆ ตำให้เหลวหน่อย กินกับข้าวสวย แกล้มกุ้งต้ม หรือคั่วเค็มอ่อนๆ แทนปลาทูทอด พวกเราหลานๆ ลองกินบ้าง ก็เห็นเหมือนๆ กันว่า กินแบบนี้อร่อยจริงๆ แต่ค
ชื่ออื่นๆ หนานเฉาเหว่ย, หนานเฟยเฉา, หนานเฟยซู่, ป่าเฮ่วหมอง, บิสมิลลาฮ (Bismillah) ผมเป็นต้นไม้ที่เด่นดังโดยไม่ตั้งใจ แม้ว่าชื่อผมจะฟังไม่ไพเราะ แต่ก็มีความหมายเป็นมงคลกับคนที่ยังไม่ตาย ชื่อผมวนเวียนแถวๆ ป่าช้า เพราะคำว่า ป่าช้าเหงา ก็หมายถึงไม่มีคนตายเข้าป่าช้า คำว่า “ป่าเฮ่ว” ก็เป็นภาษาล้านนา และไทใหญ่ แปลว่า ป่าช้าเช่นกัน และสำหรับคนจีนจะรู้จักผมในชื่อ หนานเฉาเหว่ย เป็นอย่างดี สำหรับ 3 จังหวัดภาคใต้ก็เรียกผมว่า บิสมิลลาฮ (เป็นภาษาอาหรับ) ชาวโลกรู้จักผมตั้งแต่ แอฟริกา ที่เค้าใช้กินเป็นผักและใช้รักษาโรคมาเลเรีย, ที่อเมริกาก็ขายเป็นยาเพิ่มภูมิคุ้มกัน เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม เบาหวาน และต่อมลูกหมาก รวมทั้งควบคุมน้ำตาล ที่พม่าและมาเลเซียก็รู้จักผม แต่ผมดังจากเมืองจีนก่อนจะมาดังในเมืองไทยไม่นาน แม้ว่าก่อนหน้านี้มีแต่พ่อหมอไทใหญ่เขาใช้แก้โหลง คือ ยาแก้พิษ สำหรับชาวกะเหรี่ยงจะใช้เป็นยาแก้หวัด และเรียกยาแก้ขม ทั้งๆ ที่ใบขมมากๆ ส่วนตำหรับยาล้านนาใช้รักษาโรคเรื้อรังที่เรียกว่า โรคสาน คือโรคที่มีก้อนเนื้อผิดปกติรวมทั้งฝีต่างๆ และโรคขาง คือแผลเปื่อยเรื้อรังตามอวัยวะต่างๆ ผมภูมิใจและเป็นเกียรติมากที
ประวัติศาสตร์เมื่อครั้งเกิดการรบพุ่งในกรุงศรีอยุธยาช่วงปี พ.ศ. 2310 บันทึกไว้ว่า ได้มีกองกำลังมอญกลุ่มหนึ่งได้อพยพเข้าอาณาจักรสยามทางด่านเจดีย์สามองค์ ได้นำไม้ไผ่มาต่อทำแพ ล่องมาตามแม่น้ำแควน้อย จนถึงบ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จากนั้นทิ้งแพแล้วขึ้นมาพักที่บริเวณ ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี แล้วเดินทางเข้ากรุงศรีอยุธยา ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเดินทางลัดเลาะจากเมืองกาญจนบุรี ผ่านพื้นที่สุพรรณบุรี ถึงเมืองอุทัยธานี ซึ่งแต่เดิมตั้งอยู่ที่ ตำบลอุทัยเก่า อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ขณะนั้นมีนายทองดีเป็นเจ้าเมืองอุทัย จึงต้อนรับมอญกลุ่มนี้โดยให้ไปตั้งถิ่นฐานทางทิศตะวันออกของเมือง ยกพื้นที่ให้ปลูกสร้างบ้านเรือนและทำมาหากินตามลำคลอง ปัจจุบันยังคงเรียกว่า “คลองมอญ” ครั้นกรุงศรีอยุธยาแตก พม่าเข้าปกครองสยาม พร้อมกับประกาศว่า มอญพำนักอยู่ที่ใดจะล้างผลาญให้สิ้นซาก เป็นเหตุให้นายทองดีหนีไปพักอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก ได้จัดกำลังพลเคลื่อนย้ายทางเรือไปสมทบกำลังกับเจ้าพระยาจักรี เมืองอุทัยธานี ในช่วงเวลานั้นได้เกิดโรคอหิวาตกโรคระบาดอย่างหนัก ผู้คนชาวมอญล้มตายเป็นจำนวนมาก ที่เหลือจึงคิดสร้าง “วั
