เนื่องจาก “ข้าวฮางงอก” เป็นภูมิปัญญาชาวอีสานมาแต่ดั้งเดิม โดยเป็นข้าวที่เพาะงอกจากข้าวเปลือก มีสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ไฟเบอร์ และมีกลิ่นหอมจากเปลือกมาเคลือบที่เมล็ดข้าวเพิ่มขึ้น จึงทำให้ข้าวฮางมีสารอาหารมากและมีคุณค่าทางโภชนาการสูงช่วยให้สุขภาพแข็งแรงและสมดุล ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ช่วยป้องกันเชื้อโรคหรือโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคได้ดี เช่น ความดัน เบาหวาน ไขมันสูง โรคหัวใจ โรคอ้วน ไขข้ออักเสบ โรคไต โรคเกี่ยวกับประสาทและสมอง ความจำเสื่อม การแก่เกินวัย โรคมะเร็งชนิดต่างๆ ซึ่งเกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง หรือได้รับสารพิษ เช่น ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ปุ๋ยเคมี สารเร่ง การเจริญเติบโต สารกันบูด สารสังเคราะห์ และอากาศที่เป็นพิษ
กรรมวิธีการทำข้าวฮางงอก เริ่มจากการนำเอาข้าวเปลือกมาแช่น้ำไว้ เพื่อกระตุ้นการงอกของข้าวเปลือก ทำให้เกิดการทำงานของสารเอนไซม์และสารอาหารต่างๆ เมื่อข้าวเปลือกเริ่มงอกจะผลิตสารอาหารชนิดหนึ่งขึ้นมา คือ สาร GABA (กาบา) ที่มีส่วนช่วยในเรื่องความจำ และเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แล้วจึงนำข้าวเปลือกที่งอกแล้วไปนึ่ง เพื่อหยุดกระบวกการงอก ทำให้สารอาหารที่เพิ่มขึ้นคงอยู่ในเมล็ดข้าว และคงคุณค่าทางโภชนาการให้คงไว้ แล้วนำข้าวเปลือกไปตากให้แห้ง และนำไปสีโดยเครื่องสีข้าวกะเทาะเปลือก

ทั้งนี้ “ขั้นตอนการนึ่งข้าวเปลือก” เป็นกรรมวิธีสำคัญในการผลิตข้าวฮาง ซึ่งเครื่องมือและอุปกรณ์ในการนึ่งข้าวฮางงอกของชุมชน ประกอบด้วย เตาและไม้ฟืน ซึ่งวิธีนี้ก่อให้เกิดปัญหาในการผลิต เนื่องจากมีความร้อนสูญเสียที่กระจายออกรอบเตา ทำให้ไม่สามารถควบคุมความร้อนและอุณหภูมิของเตาให้คงที่ จึงต้องใช้เวลานานในการนึ่งแต่ละครั้ง
นอกจากนี้ ระยะเวลาในการนึ่ง ยังขึ้นอยู่กับค่าความร้อนของไม้ฟืนแต่ละชนิด โดยค่าความร้อนของไม้ฟืนและถ่านไม้ (Heating Value) เฉลี่ยประมาณ 6,000 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัม คาร์บอนคงที่ (Fixed carbon) ประมาณร้อยละ 60 สารระเหย (Volatile Matter) ประมาณร้อยละ 16 และเถ้า (Ash) ประมาณร้อยละ 10 ทั้งนี้ขึ้นกับความชื้นของไม้ (Moisture) โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ไม้ฟืนเปียกชื้น ทำให้ติดไฟยาก และใช้เวลานานมากขึ้นในการนึ่งข้าวฮางงอก ที่นอกจากจะทำให้สิ้นเปลืองพลังงานสูงแล้ว ยังมีปัญหาต่อเนื่องจาก ฝุ่น ควัน เขม่า และขี้เถ้า ที่เกิดจากการเผาไหม้ไม้ฟืน ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพผู้ปฏิบัติงานและชุมชนโดยรอบ


ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักกลอัตโนมัติ(ศนย.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการนึ่งในการผลิตข้าวฮางงอกที่เกิดการสูญเสียพลังงานสูง จึงได้พัฒนาและออกแบบ “นวัตกรรมการนึ่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลิตข้าวฮางงอก” และจัดสร้างอุปกรณ์ท่อนำไอน้ำแรงดันต่ำแยกทิศทางสำหรับใช้ในกระบวนการนึ่งข้าวฮางงอก
โดยการพัฒนานวัตกรรมดังกล่าว เป็นการปรับปรุงกระบวนการนึ่งด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ด้วยกระบวนการนึ่งแบบไอน้ำ (Steamer) โดยใช้แก๊สปิโตรเลียมเหลวหรือแก๊สแอลพีจี (LPG) เป็นเชื้อเพลิง ซึ่งมีค่าความร้อน 11,700-11,900 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัม อุณหภูมิเปลวไฟประมาณ 1,900-2,000 องศาเซลเซียส ทำให้มีประสิทธิภาพการเผาไหม้สูง สามารถควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ โดยแก๊สแอลพีจีมีค่าความร้อนมากกว่าฟืนประมาณ 3 เท่า อีกทั้งช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการผลิต ทำให้ประหยัดและลดต้นทุนด้านเชื้อเพลิงพลังงาน วัสดุที่ใช้ประกอบซึ่งต้องสัมผัสกับอาหาร เป็นสแตนเลสเกรดอาหาร (Food Grade) เพื่อให้เกิดความสะอาด มีความปลอดภัย อีกทั้งยังแข็งแรง คงทน สามารถทำความสะอาดและเก็บรักษาง่าย เพื่อยกระดับมาตรฐานและประสิทธิภาพการผลิตให้กับธุรกิจชุมชนผู้ผลิตและแปรรูปจำหน่ายข้าวฮางงอก

สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2568 ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 (นครพนม สกลนคร มุกดาหาร) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจราชการในครั้งนี้ โดยมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมในพื้นที่ ผ่านกลไกของมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ผลักดันให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาและการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงาน ผลักดันงานวิจัยสู่การพัฒนาอาชีพให้กับพี่น้องประชาชน สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน
โอกาสนี้ ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้ร่วมต้อนรับและนำเสนอนิทรรศการแสดงผลงานนวัตกรรมเพิ่มมูลค่า “ข้าว” ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ประกอบด้วย
1) นวัตกรรมการนึ่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลิตข้าวฮางงอก ซึ่งปัจจุบัน วว. ถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจำนวน 4 กลุ่ม ในพื้นที่จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผลิตข้าวฮางงอกในปริมาณสูง ได้แก่ 1.วิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรบ้านห้วยไห ต.บ้านค้อ อ.โพนสวรรค์ 2.วิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวทิพมนต์บ้านต้องโพนสวาง ต.โพนทอง อ.ธาตุพนม 3.วิสาหกิจชุมชนแปรรูปข้าวตำบลน้ำผึ้ง (ข้าวสุข) ต.บ้านผึ้ง อ.เมือง และ 4.วิสาหกิจชุมชนโรงสีข้าวกล้อง ต.โพนทอง และ ต.บ้านแพง


จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวพบว่า นวัตกรรมการผลิตข้าวฮางงอกด้วยระบบนึ่งแบบไอน้ำ (Steamer) โดยใช้ก๊าซแอลพีจีสามารถเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวฮางงอกได้ ดังนี้ 1) กระบวนการผลิตข้าวฮางงอกมีการควบคุมความร้อนได้คงที่มากขึ้น 2) ต้นทุนด้านพลังงานลดลง 25 เปอร์เซ็นต์ จาก 1.5 บาท/กิโลกรัมข้าวฮาง เหลือ 1.2 บาท/กิโลกรัมข้าวฮาง 3) ต้นทุนด้านพลังงานแรงงานลดลง 50 เปอร์เซ็นต์ จากที่ใช้แรงงานในการผลิต 4 คน ลดเหลือใช้แรงงานเพียง 2 คน 4) ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น 33 เปอร์เซ็นต์จากเดิม 450 กิโลกรัมต่อวัน 5) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหลังจากได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้สามารถผลิตได้ถึง 600 กิโลกรัมต่อวัน และสามารถเพิ่มรายได้ 100,000 -200,000 บาท แล้วแต่กำลังการผลิตของแต่ละชุมชน 6) ลดมลพิษทางอากาศที่เกิดจากกระบวนการผลิต สร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
วว. ได้จดอนุสิทธิบัตรอุปกรณ์ท่อนำไอน้ำแรงดันต่ำแยกทิศทางสำหรับใช้ในกระบวนการนึ่งข้าวฮางแล้ว และเตรียมขยายผลสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมให้เป็นทางเลือกในการแปรรูปข้าวเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้เพิ่ม พร้อมมุ่งเป้าถ่ายทอดองค์ความรู้และขยายผลไปในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวฮางงอก พร้อมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสาเหตุ/ปัจจัย/การแก้ไข มลภาวะทางอากาศจากกระบวนการผลิตทางการเกษตร อันจะนำไปสู่การร่วมแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป

2) นวัตกรรมการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าข้าว วว. มุ่งวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบภายในประเทศ รวมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพสำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพ โดยใช้ วทน. ในการส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ดังนี้
1.ข้าวฮางงอกสายพันธุ์ต่างๆ เช่น ข้าวฮางงอกหอมมะลิ ข้าวฮางงอกไรซ์เบอรี่ ข้าวฮางงอกมะลิแดง ข้าวฮางงอกเหนียว ข้างฮางงอกเหนียวดำ เป็นต้น
2.การแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวฮางผงชงพร้อมดื่มและจมูกข้าวชงพร้อมดื่ม โดย วว. ดำเนินการพัฒนาสูตร กระบวนการผลิต เทคโนโลยีการยืดอายุ รวมถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และฉลากตามมาตรฐานสากล
3.ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากสารสกัดข้าว ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เป็นต้น


สำหรับเกษตรกรหรือ ผู้ประกอบการที่สนใจนวัตกรรมดังกล่าวสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและรับบริการจาก วว. ติดต่อได้ที่ call center โทร. 0 2577 9000 หรือที่ระบบบริการลูกค้า “วว. JUMP”
