สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการวิจัยและพัฒนา “การยกระดับพืชสมุนไพรและของเหลือใช้ทางการเกษตร ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสุขภาพและสุขภาวะวัยที่ดีอย่างยั่งยืน” โดยมีเป้าหมายผลักดันการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทรัพยากรชีวภาพของไทย พัฒนาสารสำคัญ (Bioactive Ingredients) ต่อยอดสู่อาหารเสริม เวชสำอาง และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามแนวคิด Zero Waste ตลอดระยะเวลาความร่วมมือ 5 ปี นายประเสริฐ สุรัตนเมธากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของไลอ้อนในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สุขภาพของผู้บริโภคในอนาคต โดยประเทศไทยมีศักยภาพด้านความหลากหลายทางชีวภาพและวัตถุดิบทางการเกษตรที่สามารถต่อยอดเป็นสารสำคัญมูลค่าสูงได้ หากสามารถเชื่อมโยงงานวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ถือเป็นการต่อยอดความร่วมมือระหว่างไลอ้อนและ วว. ที่
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.อาริสา ใจอยู่ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ (ศนว.) และคณะทีมวิจัย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมขับเคลื่อนสังคมแห่งการเรียนรู้และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน จัดแสดงนิทรรศการนวัตกรรมและกิจกรรมสิ่งแวดล้อม ในงาน “คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช. ประจำปี 2569” จัดโดย องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ระหว่างวันที่ 16-19 มิถุนายน 2569 ณ หอประชุม 60 ปี โรงเรียนแก่งคอย อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ศักดา ชัยภัย ผู้อำนวยการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน สำหรับผลงานของ วว. ที่นำไปร่วมจัดกิจกรรมดังกล่าว มุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างความตระหนักรู้ด้าน “การจัดการและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะพลาสติกและวัสดุเหลือทิ้ง” ผ่านสื่องานวิจัยและกิจกรรมที่จับต้องได้จริง (Interactive & Hands-on) เพื่อให้เยาวชนเห็นภาพการเปลี่ยนขยะให้เป็นประโยชน์ พร้อมต่อยอดสู่วิถีชีวิตยั่งยืน ประกอบด้วย • นวัตกรรม “ตู้คัดแยกขยะพลาสติกอัตโนมัติ” เทคโนโลยีช่วยจัดการขย
จิ้งหรีด เป็นหนึ่งในแมลงกินได้ ที่มีแนวโน้มการเติบโตดี ทั้งตลาดในประเทศและส่งออก เพราะเป็นแหล่งโปรตีนชั้นยอดสำหรับมนุษย์ ที่เรียกว่า “ซุปเปอร์ฟู้ด” เหมาะเป็นอาหารแห่งอนาคต (Future Food) เพราะมีราคาถูก เพาะเลี้ยงง่าย ลดการใช้ทรัพยากร และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จิ้งหรีดมีหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งเกษตรกรโดยทั่วไปนิยมเลี้ยงจิ้งหรีดสายพันธุ์ทองดำ (Two-spotted Cricket) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gryllus bimaculatus ลักษณะทั่วไปมีหนวดยาวสีดำ ทั้งตัวดำมัน ปีกสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ โคนปีกคู่หน้ามีสีเหลือง แต่บางตัวอาจเห็นสีเหลืองไม่ชัดเจน มีขนาด 21–27 มิลลิเมตร จิ้งหรีด 100 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้ แคลอรี 122 ไขมันทั้งหมด 5.5 กรัม ฟอสฟอรัส 185 มิลลิกรัม เหล็ก 10 มิลลิกรัม แคลเซียม 76 มิลลิกรัม คาร์โบไฮเดรต 5.1 กรัม โปรตีน 12.9 กรัม วว. เพิ่มมูลค่าจิ้งหรีดทองดำ ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เล็งเห็นความสำคัญของแมลงเศรษฐกิจตัวนี้จึงได้นำไปศึกษาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ในรูปแบบผลิต
การเผาตอซังข้าวหลังการเก็บเกี่ยว ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะฝุ่นละออง PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังทำให้เกิดการสูญเสียอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดิน รวมทั้งทำลายจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์เป็นจำนวนมาก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จึงได้วิจัยพัฒนา “BioD I วว.” กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการย่อยสลายตอซังข้าว โดยใช้เวลาเพียง 7 วันในการทำให้ตอซังนิ่มและสามารถไถกลบได้ง่าย โดยไม่ส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตของข้าวและไม่ทำลายระบบนิเวศ การเติมจุลินทรีย์ “BioD I วว.” ย่อยสลายตอซังข้าว ทำได้ง่ายหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการใช้โดรนในการฉีดพ่น ใช้ถังฉีดพ่น หรือละลายน้ำและขังน้ำไว้เพียง 7 วัน ก็จะสามารถทำให้ตอซังข้าวและฟางข้าวนุ่ม เปื่อยยุ่ย ไม่ติดล้อรถแล้ว ยังส่งผลให้น้ำในแปลงนาที่หมักด้วยจุลินทรีย์ชนิดนี้ จะมีสีฟางข้าว ไม่มีกลิ่นเหม็น โดยรวมจะใช้เวลาน้อยกว่าการขังน้ำโดยไม่มีการเติมจุลินทรีย์ ส่งผลให้เกษตรกรสามารถเริ่มการทำนาได้เร็วขึ้นจากเดิม ปัจจุบันชาวนาในจังหวัดปทุมธานีกว่า 94% ทั้ง 7 อำเภอ ได้แก่ อ.ลาดหลุมแก้ว อ.หนองเสือ อ.คลองหลวง อ.ลำลูกกา
ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการสัมมนาวิชาการ ฟรี! หัวข้อ “การควบคุมคุณภาพและการเข้าร่วมโปรแกรมการทดสอบความชำนาญของการวิเคราะห์ทดสอบทุเรียนเพื่อการส่งออก” ซึ่ง ห้องปฏิบัติการชีวเคมีและจุลชีววิทยา ศูนย์ทดสอบและมาตรวิทยา (ศทม.) วว. ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ภายใต้ “โครงการการยกระดับห้องปฏิบัติการวิเคราะห์สาร Basic Yellow 2 สำหรับทุเรียนเพื่อการส่งออกและความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์” โอกาสนี้ ดร.วดี วิชัยดิษฐ์ ผอ.ศทม. ดร.ดวงกมล เจริญวงศ์ ผอ.ห้องปบัติการชีวเคมีและจุลชีววิทยา ศทม. คณะผู้บริหาร/นักวิชาการ ภาคีเครือข่ายพันธมิตรภาครัฐ-เอกชน ผู้ประกอบการ ผู้แทนเกษตรกร กว่า 120 คน เข้าร่วมการสัมมนา ในวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องกิ่งเพชร โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ การจัดสัมมนาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของผลไม้ไทยในตลาดโลก ยกระดับมาตรฐานการวิเคราะห์ทดสอบสารปนเปื้อนอันตราย โด
วว. จับมือ ไบโอบลูม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยนวัตกรรมแยกก๊าซ CO2 จากก๊าซชีวภาพยกระดับเกษตรกรรมฟาร์มปิดอัจฉริยะ มุ่งสู่ Net Zero กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม กลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกับ บริษัท ไบโอ บลูม จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงบริการวิจัย “โครงการแยกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกจากก๊าซชีวภาพ เพื่อนำไปทดสอบร่วมกับการควบคุมอุณหภูมิสำหรับการเพาะปลูกในระบบฟาร์มแบบปิด” ชูจุดแข็งองค์ความรู้ด้านพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ณ วว. เทคโนธานี คลองห้า จังหวัดปทุมธานี โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาดำเนินการ 12 เดือน (พฤษภาคม 2569 – พฤษภาคม 2570) โดยมีวัตถุประสงค์หลักมุ่งศึกษาความเป็นไปได้เชิงเทคนิค ในการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่แยกได้มาใช้ควบคุมอุณหภูมิ และเร่งการเจริญเติบโตของพืชในฟาร์มปิด ซึ่งจะเป็นโมเดลสำคัญในการ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์ทดสอบและมาตรวิทยา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาวิชาการ ฟรี! ในหัวข้อ “การควบคุมคุณภาพและการเข้าร่วมโปรแกรมการทดสอบความชำนาญของการวิเคราะห์ทดสอบทุเรียนเพื่อการส่งออก” มุ่งเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของผลไม้ไทยในตลาดโลก ภายในงานสัมมนาพบกับการเจาะลึกเนื้อหาสำคัญโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ อาทิ แนวทางการส่งออกและข้อกำหนดทางกฎหมาย การประเมินผลการทดสอบความชำนาญ (Proficiency Testing) และเทคนิคการสร้างความเชื่อมั่นในผลการวัด (Traceability) นอกจากนี้ยังมีเวทีเสวนาพิเศษเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการทุเรียนไทย โดยงานสัมมนาจะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.30-16.30 น. ณ ห้องราชเทวี 1 โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงสแกน QR Code บนโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 02-323-1672-80 ต่อ 224 หรืออีเมล [email protected]
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เชิญชวนดาวน์โหลด ฟรี !! E-book แคตตาล็อก เผยแพร่องค์ความรู้ด้าน “เห็ด” ประจำปี 2569 เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเห็ดเศรษฐกิจหลากหลายสายพันธุ์ให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจ เพื่อนำไปประกอบอาชีพหลัก/เสริม โดยมุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มผลผลิตและสร้างรายได้ที่ยั่งยืน โดยเนื้อหาของ E-book แคตตาล็อกเห็ด ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. ได้รวบรวมรายละเอียดของเห็ดเศรษฐกิจจำนวน 21 ชนิดที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและเป็นที่ต้องการของตลาด อาทิ เห็ดนางฟ้าภูฐานดำ เห็ดนางรมฮังการี เห็ดนางรมทอง และเห็ดเป๋าฮื้อญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะเด่นและสรรพคุณที่แตกต่างกัน เช่น ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงระบบไหลเวียนโลหิต และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง นอกจากนี้ยังครอบคลุมไปถึงกลุ่มเห็ดสีสันสวยงามอย่าง เห็ดนางนวลสีชมพู และเห็ดกลุ่มบำรุงสุขภาพอย่าง เห็ดหูหนูดำและเห็ดหูหนูเผือก เป็นต้น อีกทั้งยังมีการเผยแพร่เทคนิค
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากเวทีประกวดนวัตกรรมยางพาราเชิงธุรกิจ (SME & Startup) เนื่องในงานมหกรรมยางพารา ปี 2569 ซึ่งจัดโดย การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ระหว่างวันที่ 8-10 เมษายน 2569 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง โดย ดร.ศิริพร ลาภเกียรติถาวร ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ วว. ได้รับมอบหมายจาก ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. ในการเข้าร่วมนำเสนอผลงาน “ราวกันชนลูกกลิ้งยางพารา” นวัตกรรมเพื่อเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากยางพารา ผ่านการ pitching และการจัดนิทรรศการภายในงาน โครงการดังกล่าวมีผู้ร่วมวิจัยจากหน่วยงานใน วว. ได้แก่ ดร.เจต พานิชภักดี และ ดร.คนึงนุช แก้วทรัพย์ศักดิ์ ผู้แทนจากศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ นายภณสินธุ์ ไพทีกุล ผู้แทนจากศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง และ ดร.ปิยะ ปานผู้มีทรัพย์ สำนักยุทธศาสตร์วิสาหกิจ ร่วมพัฒนาข้อมูลโครงการ รวมถึง นางสุภาวดี บัวบาน และทีมงานจากกองบริการธุรกิจนวัตกรรม ร่วมจัดนิทรรศการ นวัตกรรมราวกันชนลูกกลิ้ง
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) วิจัยและพัฒนา “ปุ๋ยอัดแท่ง…ละลายช้า” เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร (ซังข้าวโพด) พร้อมใช้ประโยชน์จากยางพาราในการเคลือบผลิตภัณฑ์ปุ๋ย…เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการปลดปล่อยธาตุอาหาร เหมาะสำหรับนำไปประกอบอาชีพ เพิ่มมิติความหลากหลายของผลิตภัณฑ์การเกษตร หรือทำเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ที่มั่นคง เสริมแกร่งเศรษฐกิจครัวเรือน ธุรกิจ และภาพรวมของประเทศในสถานการณ์ที่มีภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ทั้งนี้ วว. มีความเชี่ยวชาญและองค์ความรู้ในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ปุ๋ยที่หลากหลาย มีประสิทธิภาพบำรุงผลผลิตการเกษตรและรักษาสิ่งแวดล้อม ลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสังคมอย่างเป็นรูปธรรม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและรับบริการจาก วว. ติดต่อได้ที่ call center โทร. 02-577-9000 หรือที่ระบบบริการลูกค้า “วว. JUMP” #ปุ๋ยอัดแท่งละลายช้า #เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร #ยางพารา #เศรษฐกิจ #วทน #สร้างเงิน #สร้างรายได้ #สิ่งแวดล้อม #ปุ๋ย #เกษตร #ผลผลิต #อว
