กรมส่งเสริมสหกรณ์
สำนักงานสหกรณ์จังหวัดกำแพงเพชร ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ประสานความร่วมมือขับเคลื่อนโครงการตลาดนำการผลิต ใช้รูปแบบพันธสัญญาทำข้อตกลงซื้อขายมันสำปะหลังระหว่างสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.กำแพงเพชร จำกัด โดยดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปมันเส้นสะอาดกับสหกรณ์เครือข่ายโคนม ซึ่งต้องการวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ และผู้ประกอบการส่งออกมันสำปะหลัง โดยมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ซื้อ-ขาย มันเส้นสะอาด ปริมาณ 17,040 ตัน มูลค่า 136.795 ล้านบาท ณ ตลาดกลางการเกษตรสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.กำแพงเพชร จำกัด ตำบลมหาชัย อำเภอไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร โดยการสนับสนุนร่วมกันแบบบูรณาการของส่วนงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาของจังหวัดกำแพงเพชร การพัฒนาศักยภาพสหกรณ์ตามนโยบายของกรมส่งเสริมสหกรณ์ และแหล่งเงินทุนจาก ธ.ก.ส. นายอัชฌา สุวรรณนิตย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายณรงค์ ขันติวิริยะกุล ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และ นายสุวิทย์ สันตติวงศ์ไชย ปลัดจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ซื้อ-ขาย มันเส
นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังคงเดินหน้าโครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นาของสมาชิกสถาบันเกษตรกร เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกของสถาบันเกษตรกรสร้างแหล่งน้ำในไร่นาเพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่สำหรับทำการเกษตร เพื่อเป็นการช่วยเหลือให้สามารถทำการเกษตรได้ต่อเนื่อง ลดการพึ่งพิงน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้ครัวเรือนสามารถมีรายได้และมีความมั่นคงในอาชีพทำเกษตรมากขึ้น ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้รับการตอบรับจากสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศเป็นอย่างมาก ประกอบกับสมาชิกที่ขอสนับสนุนเงินทุน ล้วนมีความซื่อสัตย์ต่อการชำระคืนเงินกู้ที่รัฐบาลช่วยเหลือผ่านกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรโดยวัดผลจากการชำระเงินคืนตรงเวลากับที่โครงการระบุไว้ว่าภายใน 5 ปี อย่างไรก็ตาม เกษตรกรจำนวนมากยังต้องการแหล่งน้ำ กรมจึงได้เสนอโครงการระยะที่ 2 ผ่าน คณะรัฐมนตรี ใช้เงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เพื่อสนับสนุนสมาชิกไปใช้ในการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อความอยู่ดีกินดีเพิ่มขึ้น “เงินกู้ที่ได้กรมจะจัดสรรให้กับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร นำไปปล่อยกู้แก่สมาชิกแบบปลอดดอกเบ
นายปรัชญา ดิลกสัตยา ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 กรมส่งเสริมสหกรณ์ เข้ารับโล่รางวัลศิษย์เก่าดีเด่น ประเภท ผู้ส่งเสริมกิจการสหกรณ์ จากโครงการหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ (ภาคพิเศษ) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ ห้อง EC 5205 อาคารปฏิบัติการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ
“โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร” มาจากความริเริ่มของ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563 เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรรุ่นใหม่กลับไปถิ่นฐานบ้านเกิดเพื่อประกอบอาชีพการทำเกษตรได้อย่างมั่นคง มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัว เนื่องจากเห็นว่าในปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 50 ปีขึ้นไป จึงต้องเร่งสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่และมีใจรักการทำเกษตรได้กลับสู่บ้านเกิดเพื่อสืบสานอาชีพดั้งเดิมของครอบครัว ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ประสานกับหน่วยงานต่างๆ เข้ามาถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตร รวมทั้งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำผ่านทางกองทุนพัฒนาสหกรณ์หรือผ่านทางการกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ปัจจุบัน มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการและได้รับการสนับสนุนจำนวน 3,000 กว่าราย และสหกรณ์ที่สมัครเข้าร่วมโครงการเพื่อเป็นพี่เลี้ยงให้เกษตรกรรุ่นใหม่ในโครงการกว่า 700 แห่ง และส่วนใหญ่ได้เริ่มดำเนินการตามแผนการผลิตและมีรายได้จากภาคการเกษตรแล้ว โดยนางสาวมนัญญา กล่าวว่า โครงการลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ นับแต่เริ่มโ
รมช.มนัญญา ลงพื้นที่เชียงรายติดตามโครงการสนับสนุนอุปกรณ์การตลาดให้สหกรณ์การเกษตร หวังใช้ประโยชน์ฉาง โกดัง ลานตาก ช่วยเก็บชะลอข้าวและพืชผลการเกษตรในพื้นที่ หนุนสหกรณ์ในเชียงรายเพิ่มศักยภาพรวบรวมข้าวเพิ่มปีละกว่า 1.7 หมื่นตัน จากเดิมเพียง 2,649 ตัน นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้มีโอกาสลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการปรับโครงสร้างการผลิต การตลาดและการแปรรูปของสถาบันเกษตรกรรองรับผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งเป็นโครงการที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาล เพื่ออุดหนุนให้แก่สหกรณ์การเกษตรนำไปจัดสร้างอุปกรณ์การตลาดต่างๆ สำหรับรองรับการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งในโครงการนี้ได้รับเงินจากรัฐบาลมาในปี 2564 จำนวนกว่า 1,600 ล้านบาท โดยสหกรณ์การเกษตรที่เข้าร่วมโครงการจะสมทบเงินเข้ามาเพิ่มร้อยละ 10 เพื่อที่จะไปสร้างอุปกรณ์การตลาดต่างๆ ว่าจะเป็นพวกโรงสี โรงคลุม ลานตาก เครื่องอบลดความชื้น หรือเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้เกี่ยวกับการแปรรูปผลผลิตเพี่อเพิ่มมูลค่าและระบบการขนส่งสินค้าเพื
รมช.มนัญญา ลงพื้นที่เชียงราย ติดตามโครงการสนับสนุนอุปกรณ์การตลาดให้สหกรณ์การเกษตร หวังใช้ประโยชน์ฉาง โกดัง ลานตาก ช่วยเก็บชะลอข้าวและพืชผลการเกษตรในพื้นที่ หนุนสหกรณ์ในเชียงรายเพิ่มศักยภาพรวบรวมข้าวเพิ่มปีละกว่า 1.7 หมื่นตัน จากเดิมเพียง 2,649 ตัน นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้มีโอกาสลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการปรับโครงสร้างการผลิต การตลาดและการแปรรูปของสถาบันเกษตรกรรองรับผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งเป็นโครงการที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาล เพื่ออุดหนุนให้แก่สหกรณ์การเกษตรนำไปจัดสร้างอุปกรณ์การตลาดต่างๆ สำหรับรองรับการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งในโครงการนี้ได้รับเงินจากรัฐบาลมาในปี 2564 จำนวนกว่า 1,600 ล้านบาท โดยสหกรณ์การเกษตรที่เข้าร่วมโครงการจะสมทบเงินเข้ามาเพิ่มร้อยละ 10 เพื่อที่จะไปสร้างอุปกรณ์การตลาดต่างๆ ว่าจะเป็นพวกโรงสี โรงคลุม ลานตาก เครื่องอบลดความชื้น หรือเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้เกี่ยวกับการแปรรูปผลผลิตเพี่อเพิ่มมูลค่าและระบบการขนส่งสินค้าเพ
กรมส่งเสริมสหกรณ์อัดความรู้ด้านตลาดต่อยอด โครงการลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน ปี 65 วางเป้าสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร 1.2 หมื่นบาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มจากปี 64 ร้อยละ 3 นายอัชฌา สุวรรณนิตย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมได้เดินหน้าโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน ปี 2565 ซึ่งเป็นปีที่ 3 ของโครงการ (63-65) ในปี 65 จะเน้นการพัฒนาทักษะในการประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งกรมตั้งเป้าว่าเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 3 จากปี 64 คาดว่าจะมีเกษตรกรเข้าโครงการประมาณ 884 คน โดยคัดเลือกเกษตรกรในโครงการจากทุกจังหวัด พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่และภาคีเครือข่ายร่วมแล้ว 1,122 คน งบประมาณดำเนินการ 2.5 ล้านบาท สำหรับกลุ่มเป้าหมายเดิมกว่า 500 ราย กรมจะมุ่งสนับสนุนองค์ความรู้ รวมไปถึงปัจจัยต่างๆ ซึ่งจะพัฒนาต่อยอดแต่ละ Cluster โดยใช้หัวขบวนของแต่ละ Cluster เป็นหลักในการขับเคลื่อนด้านการตลาด เพื่อให้สามารถขยายเครือข่ายพันธมิตรทางการค้า ขยายตลาดในวงกว้างต่อไป ทั้งนี้ กำหนดให้มีการติดตามผลการดำเนินการและรายงานทุก 2 เดือนเพื่อให้โครงการมีผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายของโครงการ สำหรับการจัดอบรมนั้นมาจากผลสำรวจของสำนักงา
กรมส่งเสริมสหกรณ์ อัดความรู้ด้านตลาดต่อยอด โครงการลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน ปี 65 วางเป้าสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร 1.2 หมื่นบาท ต่อคน ต่อเดือน เพิ่มจากปี 64 ร้อยละ 3 นายอัชฌา สุวรรณนิตย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรม ได้เดินหน้าโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน ปี 2565 ซึ่งเป็นปีที่ 3 ของโครงการ (63-65) ในปี 65 จะเน้นการพัฒนาทักษะในการประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งกรมตั้งเป้าว่าเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 3 จากปี 64 คาดว่าจะมีเกษตรกรเข้าโครงการประมาณ 884 คน โดยคัดเลือกเกษตรกรในโครงการจากทุกจังหวัด พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่และภาคีเครือข่ายร่วมแล้ว 1,122 คน งบประมาณดำเนินการ 2.5 ล้านบาท สำหรับกลุ่มเป้าหมายเดิมกว่า 500 ราย กรมจะมุ่งสนับสนุนองค์ความรู้ รวมไปถึงปัจจัยต่างๆ ซึ่งจะพัฒนาต่อยอดแต่ละ Cluster โดยใช้หัวขบวนของแต่ละ Cluster เป็นหลักในการขับเคลื่อนด้านการตลาด เพื่อให้สามารถขยายเครือข่ายพันธมิตรทางการค้า ขยายตลาดในวงกว้างต่อไป ทั้งนี้กำหนดให้มีการติดตามผลการดำเนินการและรายงานทุก 2 เดือน เพื่อให้โครงการมีผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายของโครงการ สำหรับการจัดอบรมนั้นมาจากผลสำรวจของ
นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วย นายประยูร พะมะ สหกรณ์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรโรงสีข้าวพระราชทานอ่าวน้อย จำกัด รับฟังสรุปผลการดำเนินงาน ให้คำแนะนำแนวทางดำเนินงานของสหกรณ์ฯ การดำเนินธุรกิจ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิก การจัดหาสินค้ามาจำหน่าย เน้นย้ำให้มีการบริหารจัดการที่ดี มีเป้าหมายในการทำงาน วางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับการตลาด นอกจากนี้ สหกรณ์ได้วางแผนรวบรวมและซื้อข้าวเปลือกจากแหล่งปลูกในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และพื้นที่ใกล้เคียง และสร้างปฏิทินการสีข้าวเพื่อประชาสัมพันธ์เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับพนักงาน และสมาชิกสหกรณ์ต่อไป โดยมี สมาชิกสหกรณ์ ให้การต้อนรับ ณ สหกรณ์การเกษตรโรงสีข้าวพระราชทานอ่าวน้อย จำกัด ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้รับรายงานจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ (กสส.) ว่าโครงการปรับโครงสร้างการผลิต การรวบรวม และการแปรรูปของสถาบันเกษตรกรรองรับผลผลิตทางการเกษตร (พรก.เงินกู้โควิด 19) ขณะนี้สามารถเบิกจ่ายได้ 1,583 ล้านบาท หรือร้อยละ 93.5 ของงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาล 1,629 ล้านบาท สำหรับสหกรณ์ที่เข้าโครงการ 240 แห่ง ใน 59 จังหวัด โดยขณะนี้เกือบทุกแห่งสามารถที่จะรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรได้เพิ่มขึ้น ในฤดูกาลผลิตปี 2565 นี้ จะใช้ระบบสหกรณ์เหล่านี้เข้าไปช่วยขับเคลื่อนเสริมกลไกตลาดที่สำคัญในการกระจายผลผลิตและเป็นแก้มลิงชะลอผลผลิตทางการเกษตรกรณีผลผลิตล้นตลาด ซึ่งในปีที่ผ่านมาการใช้ระบบสหกรณ์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ “งบก้อนนี้เป็นการติดเขี้ยวเล็บให้สหกรณ์ที่ให้โอกาสสหกรณ์ที่รวบรวมผลผลิตการเกษตรไปปรับปรุงศักยภาพของต้นเองทั้ง ยุ้ง ฉาง ลานตาก โกดัง ไซโล เป็นต้น ดังนั้นในฤดูกาลผลิตที่จะออกมาในปีนี้ทั้งข้าว ผลไม้จะใช้กลไกสหกรณ์เข้าไปช่วยเหลือ เสริมระบบตลาดปกติ ทั้งนี้เบื้องต้นได้รับข่าวดีว่า สหกรณ์การเกษตรนาน้
