กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ขนส่งทุเรียนไทยไปจีนผ่านฉลุย หลังกระทรวงเกษตร จัดทำพิธีสารเปิดเส้นทางการขนส่งผลไม้ไทย-จีน ทางรถยนต์เพิ่มอีก 2 เส้นทาง ด้านผู้ส่งออก แนะกระทรวงเกษตรเร่งเปิดเจรจากรมศุลกากรจีน เพื่ออำนวยความสะดวกส่งออกผลไม้ไทยไปจีนในระยะยาว สืบเนื่องจากปัญหาการส่งออกทุเรียนไทยไปยังจีนในช่วงเดือนเมษายน 2562 โดยใช้เส้นทางขนส่งทางบกผ่านชายแดนไทย-ลาว-เวียดนาม เพื่อเข้าจีนนั้น เกิดความล่าช้า เพราะรถคอนเทนเนอร์ความเย็นที่บรรจุทุเรียนไทยต้องจอดรอคิวที่ชายแดนฝั่งเวียดนาม ณ ด่านโหย่วอี้กวนนานกว่าปกติ 3-4 วัน ส่งผลต่อคุณภาพสินค้า เพราะชายแดนเวียดนามมีปลั๊กไฟไม่เพียงพอสำหรับตู้คอนเทนเนอร์ความเย็น ขณะเดียวกันยังส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้ขาดแคลนรถหัวลากมารับสินค้าที่รอเปลี่ยนหัวลากที่ฝั่งลาว ทำให้สินค้าติดค้างที่ลาวอีก 3-4 วัน นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้ นางสาวปทุมวดี อิ่มทั่ว กงสุล (ฝ่ายการเกษตร) ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกวางโจวประสานผู้นำเข้าและศุลกากรจีนเพื่อติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ ปัญหาความล่าช้าดังกล่าวมีสาเหตุจาก 1. จีนจัด
วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานสมัชชาเกษตรกรรมยั่งยืนภาคเหนือ และมอบตุงชัยเกษตรกรรมยั่งยืนแก่ชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืนพื้นที่ภาคเหนือ ทั้งนี้ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ ความร่วมมือการขับเคลื่อนมติสมัชชาเกษตรกรรมยั่งยืนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นการระดมความคิดเห็นของทุกภาคส่วน พิจารณามติร่วมกันในการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน รวมถึงการพัฒนามติสู่แนวทางการปฏิบัติทั้งระดับพื้นที่และระดับนโยบายสาธารณะ อาทิ 1. การแก้ไขปัญหาสารเคมีตกค้างในดิน น้ำ อาหาร 2. การสร้างระบบตลาดเกษตรกรรมยั่งยืน 3. การแก้ไขปัญหาเขาหัวโล้นและหมอกควัน 4. การสร้างกลไกความร่วมมือทุกภาคี 5. การหนุนเสริมคนรุ่นใหม่ และ 6. สมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินแห่งประเทศไทย โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวต้อนรับ นายวีรยุทธ บุญมี ผู้อำนวยการกองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวรายงาน มีผู้แทนจากภาคีเครือข่ายภาครัฐ ผู้แทนภาคเอกชน ผู้แทนภาคประชาสังคม (เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคเหนือ
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน แก้วมังกรได้รับความนิยมและมีการปลูกอย่างแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งจากตัวอย่างเกษตรกรในพื้นที่ตำบลบ้านถิ่น อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ได้มีการรวมกลุ่มผลิตในรูปแบบแปลงใหญ่ จำหน่ายผลผลิตทั้งแบบสดและแบบแปรรูปส่งออกตลาดต่างประเทศ สามารถสร้างมูลค่าทางการค้าเข้าสู่จังหวัดได้เป็นอย่างมาก ยกระดับและต่อยอด จนชูเป็นสินค้าหลักภายใต้แผนพัฒนาจังหวัดเมืองต้นแบบสุขภาวะผู้สูงวัย เนื่องจากเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ ที่กลุ่มผู้รักสุขภาพนิยมรับประทานสด เพราะมีรสหวาน เส้นใยมาก และแคลอรีต่ำ มีสรรพคุณทางยาช่วยบรรเทาอาการโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และ มีสารต้านอนุมูลอิสระป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแก้วมังกรตำบลบ้านถิ่น อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ เกิดขึ้นจากเกษตรกรผู้ปลูกแก้วมังกรรวมกลุ่มกันผลิตและจำหน่ายในรูปแบบแปลงใหญ่ มีเกษตรกรสมาชิก 94 ราย พื้นที่รวม 840 ไร่ ส่วนใหญ่ได้รับมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice) แล้ว เมื่อต้นปี 2561 และพร้อมที่จะเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ (Organic) ปัจจุบัน มีการนำร่องแก้วมังก
เมื่อเวลา 08.37 น. วันที่ 9 พฤษภาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพิธีมณฑลท้องสนามหลวง ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2562 จากนั้น เสด็จขึ้นพลับพลาพิธีมณฑลท้องสนามหลวง ประทับพระราชอาสน์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี ประทับพระเก้าอี้ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่พระยาแรกนา ยาตราขบวน พร้อมด้วยเทพีออกจากโรงพิธีพราหมณ์ เมื่อถึงหน้าพระที่นั่ง พระยาแรกนา เข้าเฝ้าฯ ถวายบังคม แล้วออกไปประกอบพิธีแรกนา เสร็จแล้ว กลับโรงพิธีพราหมณ์ พราหมณ์นำสิ่งของไปเลี้ยงพระโคที่หน้าพระที่นั่ง เจ้าหน้าที่นำพระโคไปกินเลี้ยงของเสี่ยงทาย โดยมีของกิน 7 สิ่ง ได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่วเขียว งา เหล้า น้ำ และหญ้า เมื่อพระโคกินสิ่งใดแล้ว โหรหลวงจะได้ถวายคำพยากรณ์ โดยรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้อ่านกราบบังคมทูล ทั้งนี้ พระโคเพิ่ม พระโคพูน ได้กิน ข้าว พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหาร จะบริบูร
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri – Map) ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 (สศท.7) จังหวัดชัยนาท ได้ศึกษาสินค้าเกษตรสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด (Top4) ของพื้นที่จังหวัดปทุมธานี พบว่า สินค้า TOP4 ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ปาล์มน้ำมัน และไก่เนื้อ โดยเกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) จากการผลิต ข้าวนาปี ในพื้นที่มีความเหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) เฉลี่ย 1,448 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,290 บาท/ไร่ ข้าวนาปรัง พื้นที่มีความเหมาะสมมากและปานกลาง เฉลี่ย 1,007 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม เฉลี่ย 997 บาท/ไร่ ปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่มีความเหมาะสมมากและปานกลาง เฉลี่ย 2,089 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม เฉลี่ย 1,955 บาท/ไร่ ส่วนไก่เนื้อ เกษตรกรมีผลตอบแทนสุทธิ 4.57 บาท/ตัว หากพิจารณาสินค้าทางเลือกให้แก่เกษตรกร เพื่อปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรแทนการทำนาข้าว พบ
กรมส่งเสริมการเกษตร เผย พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ฉบับใหม่ 2562 เปิดโอกาสให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเข้าถึงบริการรัฐมากขึ้น สร้างเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็งพัฒนาต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบกิจการ SMEs ในอนาคต วิสาหกิจชุมชน นับเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน โดยนำความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นและทรัพยากรนำมาผลิตสินค้าหรือบริการ ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชน แต่วิสาหกิจชุมชนหลายแห่งยังคงมีปัญหาและข้อจำกัดในการบริหารกิจการตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. และประการใช้ พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 โดยสนับสนุนให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เป็นนิติบุคคลเพื่อความเข้มแข็งยิ่งขึ้น สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ของรัฐได้สะดวกมากขึ้น นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติเห็นชอบ พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ตามข้อเสนอของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวั
กรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมขานรับนโยบายต่อยอด “ตลาด นำการผลิต”รัฐบาลทุกมิติ มุ่งเสริมเขี้ยวเล็บสหกรณ์ให้เกิดเข้มแข็งเป็นที่พึ่งเกษตรกร ลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต -สร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกรไทย นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านตลาดนำการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง เพื่อทำหน้าที่ในการช่วยเหลือเกษตรกรและเป็นกลไกเชื่อมโยงความต้องการของประชาชนในพื้นที่กับการสนับสนุนของรัฐบาลตามแนวทางประชารัฐ และเพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ สามารถเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย รวมทั้งมุ่งลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ด้วยการขับเคลื่อนผ่านนโยบายสำคัญ เช่น ทำการเกษตรแปลงใหญ่ ศพก. การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม ธนาคารสินค้าเกษตร การบริหารจัดการน้ำ เป็นต้น ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายในการขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายใต้แนวคิด “การตลาดนำการผลิต” ซึ่งเป็นการเสริมต่อจากนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มในรูปแบบของวิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์ เพื่อ
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการประชุมเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-ตุรกี (Thailand-Turkey Free Trade Agreement : THTRFTA) ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 10-12 เมษายน 2562 ณ กรุงอังการา สาธารณรัฐตุรกี โดยได้มีการหารือและแลกเปลี่ยนข้อเสนอรายการสินค้าที่จะลดและยกเลิกภาษีระหว่างกัน เพื่อหารือต่อเนื่องในด้านข้อบทและรูปแบบการเปิดตลาด พร้อมแลกเปลี่ยนข้อเสนอรายการสินค้าที่จะลดและยกเลิกภาษีระหว่างกัน โดยสินค้าเกษตรสำคัญที่ไทยเรียกร้องให้ตุรกีเปิดตลาดให้เพิ่มเติม ได้แก่ ผลไม้ ผัก น้ำตาล เครื่องปรุงรส และสินค้าเกษตรแปรรูป ภาพรวมมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรของไทยและตุรกี 3 ปี (ปี 2559-2561) เฉลี่ย 5.7 พันล้านบาท โดยไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรเฉลี่ย 4.7 พันล้านบาท สินค้าเกษตรส่งออกสำคัญ ได้แก่ ข้าว อาหารปรุงแต่งเพื่อใช้บริโภค ยางธรรมชาติยางแผ่นรมควัน และน้ำยางธรรมชาติ ในขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าเกษตรเฉลี่ย 1 พันล้านบาท สินค้าเกษตรนำเข้าสำคัญ ได้แก่ น้ำผลไม้ แป้งข้าวสาลี เมล็ดดอกคำฝอยหรือเมล็ดฝ้าย ขนมที่ทำจากน้ำตาล น้ำมันที่ได้
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ปีเพาะปลูก 2561/62 ที่ปลูกระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2561 ถึงกุมภาพันธ์ 2562 ในเขตภาคเหนือตอนล่างของแหล่งผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สำคัญใน 5 จังหวัด เปรียบเทียบกับข้าวนาปรัง หลังจากเกษตรกร เข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาของรัฐบาล โดยส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกแทนข้าวรอบ 2 (ข้าวนาปรัง) ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 (สศท.12) จังหวัดนครสวรรค์ (ข้อมูล ณ 19 เมษายน 2562) พบว่า กำแพงเพชร เกษตรกรมีต้นทุนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4,768 บาท/ไร่ เกษตรกรขายได้ (ความชื้น 14.5%) ราคากิโลกรัมละ 8.00 บาท ได้ผลตอบแทน 7,357 บาท/ไร่ คิดเป็นรายได้สุทธิ 2,589 บาท/ไร่ ในขณะที่ข้าวนาปรัง เกษตรกรมีต้นทุน 4,231 บาท/ไร่ เกษตรกรขายได้ (ความชื้น 15%) ราคากิโลกรัมละ 7.40 บาท ผลตอบแทน 5,325 บาท/ไร่ รายได้สุทธิ 1,095 บาท/ไร่ พิจิตร ต้นทุนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4,604 บาท/ไร่ เกษตรกรขายได้ (ความชื้น 14.5%) ราคากิโลกรัมละ 7.90 บาท ผลตอบแทน 6,708 บาท/ไร่ ร
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การผลิตข้าวโพดหวานของประเทศในปี 2562 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ มีนาคม 2562) คาดว่า มีเนื้อที่เพาะปลูก รวมทั้งประเทศ 237,700 ไร่ ลดลงจากปีที่แล้วซึ่งมีจำนวน 245,629 ไร่ (ลดลง 7,929 ไร่ หรือร้อยละ 3.23) เนื้อที่เก็บเกี่ยว 232,526 ไร่ ลดลงจากปีที่แล้วซึ่งมีจำนวน 242,729 ไร่ (ลดลง 10,203 ไร่ หรือร้อยละ 4.20) ผลผลิตรวม 520,603 ตัน ลดลงจากปีที่แล้วซึ่งมีจำนวน 535,365 ตัน (ลดลง 14,762 ไร่ หรือร้อยละ 2.76) ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 2,239 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่จำนวน 2,206 กิโลกรัม/ไร่ (เพิ่มขึ้น 33 กิโลกรัม/ไร่ หรือร้อยละ 1.50) ซึ่งภาพรวมผลผลิตลดลงตามการลดลงของเนื้อที่เพาะปลูก โดยเนื้อที่เก็บเกี่ยวลดลง เนื่องจากปริมาณในแหล่งน้ำธรรมชาติในช่วงฤดูแล้งมีน้อยกว่าปีที่แล้ว ส่งผลให้มีน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก เกษตรกรจึงปล่อยเนื้อที่ให้ว่าง ด้านผลผลิตต่อไร่คาดว่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากในแหล่งผลิตที่ทำการเพาะปลูกได้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเจริญเติบโต ทั้งนี้ ข้าวโพดหวานในประเทศนิยม
