กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เผยที่มาการมีผู้แทนเกษตรกร เตรียมพร้อมเลือกตั้ง 16 มิถุนายน 2562 พร้อมเชิญชวนเกษตรกรสมาชิกออกมาใช้สิทธิให้มาก นายสไกร พิมพ์บึง รองเลขาธิการ รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เปิดเผยว่า การมีผู้แทนเกษตรกร เป็นกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ตาม พ.ร.บ. กองทุนฟื้นฟูฯ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 และมาตรา 13 กำหนดให้มีคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร มีองค์ประกอบ 3 ส่วน ได้แก่ 1 กรรมการโดยตำแหน่ง ที่มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธาน 2.กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง จำนวน 11 คน และ 3. กรรมการที่เป็นผู้แทนเกษตรกร จำนวน 20 คน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ลงนามแต่งตั้ง ผู้แทนเกษตรกรที่ได้รับเลือกตั้งจากสมาชิกองค์กรเกษตรกรใน 4 ภูมิภาค จำแนกเป็นผู้แทนภาคเหนือ 5 คน ภาคกลาง 4 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 คน และภาคใต้ 4 คน ตามคำสั่ง คสช. ที่ 26/2560 ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2560 ให้มอบหมายให้คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะก
นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมการรองรับการกระจายผลผลิตทุเรียน กระตุ้นให้เกษตรกรเน้นการผลิตทุเรียนคุณภาพ เพื่อจำหน่ายตลาดค้าส่งภายในประเทศให้มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางการวางแผนพัฒนาการบริหารจัดการทุเรียนในอนาคตได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะชาวสวนทุเรียนควรปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตจากเดิม เป็นการผลิตคุณภาพมาตรฐาน GAP พร้อมตรวจสอบย้อนผ่าน QR Code มุ่งสร้างความเชื่อมั่นสู่ผู้บริโภค นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สถานการณ์การผลิตทุเรียนของประเทศไทยว่า มีแหล่งผลิตสำคัญ 2 แหล่ง คือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ในปี 2562กรมส่งเสริมการเกษตรได้วางแผนบริหารจัดการผลผลิตทุเรียนที่จะเข้าสู่ตลาดไว้เรียบร้อยแล้ว โดยมีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญ นอกจากนี้ยังเน้นกระจายสินค้าผ่านตลาด Modern trade และ ตลาดในประเทศ ตามการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตทุเรียนออกสู่ตลาดกว่า 495,543 ตัน ขณะนี้มีผลผลิตออกสู่ตลาดไปแล้วกว่า 74% สถานการณ์ผลผลิตทุเรียนโดยรวมในปีนี้ อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ทุเรียนเกรด A เกษตรกรขายได้ร
นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าจากการวิเคราะห์เศรษฐกิจสินค้าเกษตรพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู ตามโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri – Map) พบว่า ปีเพาะปลูก 2560/61 จังหวัด หนองบัวลำภู มีพื้นที่ปลูกข้าวจำนวน 647,685 ไร่ โดยเป็นพื้นที่เหมาะสมมาก (S1) จำนวน 2,436 ไร่ เหมาะสมปานกลาง (S2) จำนวน 356,239 ไร่ และพื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) จำนวน 125,084 ไร่ และไม่เหมาะสม (N) จำนวน 163,926 ไร่ สำหรับต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตข้าวในพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) จังหวัด หนองบัวลำภู พบว่า เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 4,469 บาท/ไร่ ขาดทุนสุทธิเฉลี่ย 1,004 บาท/ไร่ และจากการวิเคราะห์การผลิตสินค้าเกษตรทางเลือกอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการผลิตข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม พบว่า มะขามเปรี้ยวเป็นอีกหนึ่งสินค้าเกษตรทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งพันธุ์ที่เป็นที่นิยมปลูก คือ มะขามเปรี้ยวพันธุ์ฝักยักษ์ หรือ มะขามเปรี้ยวยักษ์ พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอนาวัง อำเภอศรีบุญเรือง และอำเภอนากลาง โดยการผลิตมะขามเปรี้ยวยักษ์ในรูป
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านความร่วมมือทางการเกษตรภายใต้กรอบความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอล สำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (Bay of Bengal Initiative for Multi–Sectoral Technical and Economic Cooperation : BIMSTEC) ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 24-25 เมษายน 2562 ณ กรุงธากา ประเทศบังกลาเทศ โดยการประชุมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนความร่วมมือที่ได้ตกลงกันไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผนงานโครงการร่วม (Common Projects) ภายใต้โครงการความร่วมมือด้านการเกษตรของ BIMSTEC จำนวน 9 โครงการ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไป 4 โครงการ รวมถึงหารือในประเด็นความร่วมมือเชิงลึกเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการเกษตรของประเทศสมาชิก BIMSTEC โดยผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ผู้แทนจากประเทศสมาชิก 7 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เมียนมา เนปาล ศรีลังกา และไทย รวมถึงผู้แทนจากสำนักเลขาธิการ BIMSTEC การประชุมดังกล่าว ประเทศสมาชิกได้ทบทวนสถานะโครงการร่ว
นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 ได้กำหนดกรอบแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ เพิ่มสัดส่วนการตลาดเกษตรอินทรีย์ในประเทศ รวมทั้งยกระดับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตามวิถีพื้นบ้านไปสู่การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้ได้การรับรองตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในระดับสากล ซึ่งการรับรองตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับสากลจำเป็นต้องมีการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระภายนอกและอาจไม่เหมาะสมกับบริบทการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อขายผลผลิตในท้องถิ่นจึงได้มีการนำระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee Systems : PGS) มาใช้เพื่อให้สมาชิกกลุ่มผู้ผลิตและชุมชน สามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตในท้องถิ่นด้วยกันเองได้ สศก. จึงได้ดำเนินการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการทำเกษตรอินทรีย์ด้วยระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม หรือ PGS กรณีศึกษาภาคเหนือ เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมให้เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรหันมาให้ความสนใจในการทำเกษตรอินทรีย์ โดยจากการลงพื้นที่จ
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรไทยกับอาเซียน ในช่วงไตรมาสแรก ปี 2562 (ม.ค. – มี.ค.62) พบว่า ไทยยังคงเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าในอาเซียน คิดเป็นมูลค่า 53,244 ล้านบาท โดยสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ น้ำตาล อาหารปรุงแต่งจากเนื้อปลา เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ข้าวเจ้าและข้าวหอมมะลิ ผลไม้ และยางพาราธรรมชาติ สำหรับสินค้าที่ไทยนำเข้า ได้แก่ ปลาและสัตว์น้ำ มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ อาหารปรุงแต่ง วัตถุปรุงแต่งอาหาร ของปรุงแต่งจากผักและผลไม้ เป็นต้น การค้าสินค้าเกษตร (พิกัดศุลกากร 01 – 24) และยางพาราธรรมชาติ (พิกัดศุลกากร 4001) ในช่วงมกราคม – มีนาคม 2562 จากไทยไปยังอาเซียน พบว่า มูลค่าการค้ารวม 107,160 ล้านบาท ลดลง ร้อยละ 4.56 จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2561 โดยมี มูลค่าการส่งออก 80,202 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.08 จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2561 และมูลค่าการนำเข้า 26,958 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8.69 จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2561 อย่างไรก็ดี ในภาพรวมแล้วไทยได้เปรียบดุลการค้าอาเซียน
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมมือ GIZ เปิดตัวโครงการ Thai Rice NAMA ผลิตข้าวเบอร์ 5 โดยใช้เทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดโลกร้อน หวังเปิดตลาดข้าวรักษ์โลก เพิ่มมูลค่าข้าวไทย นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน หรือ GIZ ได้จัดทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดภาวะโลกร้อนจากการทำนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือโครงการ Thai Rice NAMA ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ 14.9 ล้านยูโร (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 600 ล้านบาท) จากรัฐบาลประเทศเยอรมนี รัฐบาลสหราชอาณาจักร รัฐบาลเดนมาร์ก และสหภาพยุโรป ผ่านโครงการ NAMA Facility มีระยะเวลาการดำเนินโครงการ 5 ปี (2561-2566) สำหรับดำเนินงานพัฒนาการผลิตข้าวของเกษตรกร จำนวน 100,000 ครัวเรือนในพื้นที่ 6 จังหวัด ภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และสุพรรณบุรี ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2.8 ล้านไร่ มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนระบบการทำนาในปัจจุบันไปสู่ระบบการทำนาแบบยั่งยืน โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ขณะเดีย
กรมวิชาการเกษตร ปลื้มเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอทับทิมสยาม GAP และสวนเกษตรกรอินทรีย์เมืองจันทร์ คว้า2 รางวัลเกษตรกรดีเด่นด้านGAP-เกษตรอินทรีย์ระดับชาติ พร้อมรับประกาศเกียรติคุณในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2562 นางสาวปรียานุช ทิพยะวัฒน์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช ในฐานะรองประธานคณะทำงานคัดเลือกเกษตรกรดีเด่นด้านการผลิตพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีนโยบายให้แต่ละหน่วยงานคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ที่มีผลงานดีเด่นตามสาขาอาชีพที่กำหนด เพื่อยกย่องประกาศเกียรติคุณและเผยแพร่ผลงานดีเด่นให้สาธารณชนทั่วไปได้รู้จักยึดถือเป็นแบบอย่างในการทำการเกษตรที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งในปีนี้ กรมวิชาการเกษตรได้พิจารณาเกษตรกรที่ผ่านหลักเกณฑ์การคัดเลือกเพื่อเข้ารับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำ ปี 2562 จำนวน 2 สาขาคือ คือสาขาการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช(GAP) ได้แก่ นางอัมพร สวัสดิ์สุข เจ้าของแปลงส้มโอทับทิมสยาม ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนสาขาเกษตรอินทรีได้แก่นายรัฐไท พงษ์ศักดิ์ เจ้าของสวนผลไม้อินทรีย์ อ
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ทุเรียนภาคใต้ปี 2562 ทั้ง 14 จังหวัด (กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พังงา พัทลุง ภูเก็ต ยะลา ระนอง สงขลา สตูล สุราษฎร์ธานี) ซึ่งคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคใต้ ได้เห็นชอบผลพยากรณ์ในปี 2562 ครั้งที่ 3 (ข้อมูล ณ 8 พฤษภาคม 2562) พบว่า เนื้อที่ยืนต้นของทุเรียนภาคใต้ ปี 2562 มีจำนวน 501,845 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 35,290 ไร่ หรือร้อยละ 8 เนื้อที่ให้ผล มีจำนวน 387,822 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 28,515 ไร่ หรือร้อยละ 8 ปริมาณผลผลิตรวม 445,220 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 140,953 ตัน หรือร้อยละ 46 โดยผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล อยู่ที่ 1,148 กิโลกรัม ต่อไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 301 กิโลกรัม หรือร้อยละ 36 เนื้อที่ยืนต้นเพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาของทุเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรจึงปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นโดยปลูกแทนพืชอื่น เช่น ยางพารา เงาะ ลองกอง ซึ่งเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้นจากทุเรียนที่ปลูกในปี 2557 เริ่มให้ผลผลิตในปีนี้ ส่งผลปริมาณผลผลิตรวมเพิ่มขึ้น โดยผลผลิต
ยักษ์ใหญ่ธุรกิจเกษตร-ชาวไร่ หนุนระบบเกษตรพันธสัญญา แห่ขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 200 ราย มั่นใจตอบโจทย์อนาคตภาคอุตสาหกรรมเกษตรไทย ด้านเสียงสะท้อนเกษตรกรชาวไร่ ชี้ช่วยลดความเสี่ยง ปิดการเอาเปรียบระหว่างเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ยกระดับคุณภาพผลผลิต แก้ปัญหาล้นตลาด ดันรายได้มั่นคง นายพีรพันธ์ คอทอง ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ภายหลังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนการบังคับใช้ พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา ปี 2560 อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาให้มีความเป็นธรรมตามหลักสากล ตลอดจนสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพในการผลิตผลิตผลอย่างยั่งยืน จากผลดำเนินการขณะนี้ มีผู้ประกอบธุรกิจได้ทยอยจดแจ้งการประกอบธุรกิจในระบบแล้ว จำนวน 218 ราย และในจำนวนดังกล่าวได้ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรเรียบร้อยแล้ว 210 ราย แบ่งเป็น ด้านพืช 157 ราย ด้านปศุสัตว์ 38 ราย ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 11 ราย ด้านพืชและด้านปศุสัตว์ 2 ราย ด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและปศุสัตว์ 1 ราย ด้านพืช ปศุสัตว์ และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 1 ราย นอกจากนี้อยู่ระหว่างรอด
