กัญชา
เมื่อวันที่ 4 เมษายน นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กล่าวว่า “พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 “กัญชา” ได้รับการผ่อนปรนให้ใช้เพื่อการศึกษาวิจัยและประโยชน์ทางการแพทย์ แต่ยังคงควบคุมเป็นยาเสพติดที่ผิดกฎหมายประเภท 5 การปลูก ผลิต ขาย ต้องได้รับอนุญาตในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ การแพทย์ การรักษาผู้ป่วย หรือการศึกษาวิจัย และต้องได้รับอนุญาตจากเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ ผู้ที่จะได้รับอนุญาตจะต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด นายนิยม ยังกล่าวว่า กรณีที่ปรากฏเป็นกระแสข่าวว่าวัดดังแห่งหนึ่ง ได้มีผู้ป่วยจำนวนมากเข้าขอรับน้ำมันกัญชาในรูปแบบแคปซูลนั้น ไม่สามารถกระทำได้ การยกเว้นโทษแก่ผู้ครอบครองเป็นเพียงการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีกัญชาในครอบครองอยู่เดิมเพื่อใช้ในทางการแพทย์เท่านั้น สำหรับผู้ที่ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ จะต้องแจ้งการครอบครองที่สาธารณสุขจังหวัด และต้องแจ้งภายใน 90 วัน (เริ่มตั้งแต่ วันที่ 19 กุมภาพันธ์-19 พฤษภาคม 2562) โดยในกรณีดังกล่าว ได
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติ (สกช.) จัดโครงการขับเคลื่อน “การพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์” โดยกระจายทั่วประเทศ เริ่มเวทีแรกที่จังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง เวทีที่สอง เป็นจังหวัดสกลนคร วันที่ 1 เมษายน 2562 ที่โรงแรมพี.ซี.พาเลซ สกลนคร ต่อด้วยจังหวัดอุทัยธานี และนครศรีธรรมราช เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ได้เข้าใจในมาตรการของรัฐที่จะมีผลบังคับใช้เรื่องการพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ และสร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อยกระดับกัญชาจากยาเสพติดสู่ยารักษาโรค ผู้เข้าร่วมโครงการฯ จะได้ทราบถึงนโยบายของสภาเกษตรกรแห่งชาติถึงการขับเคลื่อนการพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ และจะได้ทราบถึงมาตรการของรัฐบาลเกี่ยวกับองค์ความรู้และวิชาการด้านกฎหมายและกระบวนการผลิต รวมทั้งการเพาะปลูกและใช้ประโยชน์จากกัญชาเพื่อรักษาโรค ตลอดจนการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ภายใต้กรอบกฎหมายที่ถูกต้อง ทั้งนี้ สภาเกษตรกรแห่งชาติขับเคลื่อนเรื่อง “กัญชา” มาตั้งแต่ปี 2559 จัดเวทีแรกที่อาคารพึ่งบุญ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ตั้งแ
เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2562 นายอภิศักดิ์ อังคสิทธิ์ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวในการเปิดงานโครงการประชุมสัมมนาขับเคลื่อนการพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ณ โรงแรม พี.ซี.พาเลซ จังหวัดสกลนคร ว่า “กัญชา” เป็นพืชสมุนไพรที่มีมาแต่โบราณ มีการนำมาใช้จนเป็นตำรับยาพื้นบ้าน ทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย กว่า 40 ปีที่ผ่านมาหลังจากมีการใช้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 การใช้ประโยชน์จากกัญชาได้ถูกควบคุมให้เป็นยาเสพติด การใช้ประโยชน์ทางคุณค่าของสมุนไพรจึงน้อยลง แต่ยังคงถูกใช้ในตำราของชาวบ้านเพื่อการพึ่งพาตนเอง ในพื้นที่เทือกเขาภูพาน ที่เป็นแหล่งกำเนิดกัญชาพื้นบ้าน เช่น พันธุ์หางกระรอก พันธุ์ฝอยทอง พันธุ์หางเสือ โดยเฉพาะพันธุ์หางกระรอก ได้มีการนำไปใช้กระจายไปทั่วโลกจนยอมรับว่าเป็นแหล่งผลิตที่ดีที่สุดในโลก ทั้งนี้ ในช่วงแรกเรื่องกลไกของกฎหมายประชาชนมักสับสน ไม่อยากให้หลงประเด็น และเข้าสู่วังวนของการทำผิดกฎหมาย ในการจัดโครงการขับเคลื่อนการปลูกกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ที่สภาเกษตรกรฯ จัดขึ้น หากมีข้อสงสัย คลางแคลงในกฎหมาย ขั้นตอน วิธีการ ในการใช้กัญชาเพื่อเป็นยารักษาโรค ให้สอบถามกับวิท
นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยกรณีการนำกัญชามาปลูกเพื่อใช้ทางการแพทย์ ว่า กัญชา ยังเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ยังปลูกและขายไม่ได้ แต่สามารถทำได้ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ การแพทย์ การรักษาผู้ป่วย หรือการศึกษาวิจัยและพัฒนา รวมถึงการเกษตร พาณิชยกรรม วิทยาศาสตร์ หรืออุตสาหกรรม เพื่อประโยชน์ ทางการแพทย์ด้วย และต้องได้รับอนุญาตจากเลขาธิการ อย. โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ นายสำราญ กล่าวต่อว่า แต่สำหรับวิสาหกิจชุมชนที่จะได้รับอนุญาตให้ปลูกกัญชาได้นั้น จะต้องมีสัญญากับหน่วยงานของรัฐ หรือสถาบันอุดมศึกษาที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัย หรือจัดการเรียนการสอน เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ หรือเภสัชศาสตร์ และหน่วยงานนั้น ได้รับใบอนุญาตจาก อย. นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ที่มีหน้าที่ในการรับจดทะเบียนวิสาหกิจชุชน และจะไม่รับจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนที่ต้องการปลูกกัญชาโดยเฉพาะ เนื่องจากขัดต่อประกาศของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2560 และหากต้องดำเนินการควบคู่จะต้องนำสำเนาสัญญากับหน่วยงานของรัฐ หรือสถาบันอุดม
ตามที่พรรคภูมิใจไทย ตั้งข้อสังเกตกฎหมายเกี่ยวกับกัญชาของรัฐบาล ว่า เหมือนเป็นการผูกขาด เพราะประชาชนก็ทำไม่ได้ และตั้งคำถามว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะนำกัญชาไปสกัดเป็นสารเพื่อเอาไปทดลองในผู้ป่วย แล้วบอกว่าจะขายในราคาไทยๆ ซีซีละ 100-200 บาท ซึ่งถือว่าสูงมากจะกระทบกับประชาชน พร้อมยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายใช้กัญชาทางการแพทย์เชิงพาณิชย์ ใช้สันทนาการที่บ้าน และใช้ประกอบอาหาร และให้ครอบครัวปลูกได้ 6 ต้น เสียใบอนุญาต ต้นละ 30 บาทนั้น เมื่อวันที่ 3 มีนาคม นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า น่าจะเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในการสกัดสารกัญชาไปใช้ทดลองในผู้ป่วยตามข่าวที่ออกมา ซึ่งโดยหน้าที่ตามกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องกัญชานั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นเลขานุการของคณะกรรมการยาเสพติดให้โทษ และในกฎหมายก็กำหนดว่า ในเรื่องการควบคุมการใช้ กฎเกณฑ์ การขออนุญาตต่างๆ เป็นหน้าที่ของ อย. แต่ไม่ใช่ให้ อย. ไปสกัดสารและกำหนดราคาขาย “เกี่ยวกับเรื่องนี้ ในวันที่ 4 มีนาคม 2562 ตนจะขอเข้าหารือร่วมกับ
เมื่อวันที่ 27 ก.พ. นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าวว่า วันนี้ (27 ก.พ.) สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ เปิดสายด่วน 1386 กด 3 เพื่อเป็นช่องทางให้ประชาชนสอบถามปัญหา รายละเอียดเกี่ยวกับกัญชา สืบเนื่องจาก พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) มีผลบังคับใช้และประชาชนหลายภาคส่วนให้ความสนใจในกฎหมายดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับกัญชา ไม่ว่าจะเป็นการผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก ครอบครองหรือเสพ ประกอบกับขณะนี้มีการนำเรื่องกัญชามากำหนดเป็นนโยบายของพรรคการเมืองในการรณรงค์หาเสียงด้วย อาจทำให้ประชาชนสับสน เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวอีกว่า กัญชา ยังคงเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย ครอบครอง หรือเสพ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดและมีโทษตามกฎหมายทั้งจำคุกหรือปรับ เพียงแต่กฎหมายผ่อนปรนให้สามารถนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยเท่านั้น ซึ่งการอนุญาตให้ผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออกและครอบครอง ในช่วง 5 ปี ต่อจากนี้รัฐจะดำเนินการเอง หรือหากเป็นเอกชนต้องเป็นการดำเนินการร่วมกับรัฐ ซึ่งจะมีการกำหนดมาตรการกำกับด
“แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์” เป็นตำราแพทย์แผนไทยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นตำราแพทย์ฉบับหลวงที่เกิดจากพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ตำแหน่งจางวางแพทย์ คือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอมฤตย์ กรมหมื่นภูบดีราชหฤทัย พระราชโอรสในรัชกาลที่ 3 เป็นประธานในการชำระความถูกต้องและสงเคราะห์พระคัมภีร์แพทย์แผนไทยทั้งมวลขึ้นเป็น “ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ฉบับหลวง” ในปี พ.ศ. 2413 อันเป็นปีที่ 3 ที่ทรงครองราชย์ ซึ่งแสดงว่าทรงให้ความสำคัญกับปัญหาความเจ็บไข้ได้ป่วยของประชาชน ไม่น้อยไปกว่าปัญหาความมั่นคงของประเทศด้านอื่นๆ ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า พระคัมภีร์ทุกคัมภีร์ ตำรับยาทุกตำรับในตำรา “แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์” จึงเป็นภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยของชาติที่มีมาตรฐานเชื่อถือได้ “กัญชา” เป็นพืชสมุนไพรตัวหนึ่งใน “พระคัมภีร์สรรพคุณแลมหาพิกัด” ที่ระบุสรรพคุณของกัญชา ไว้ว่า “กัญชา แก้ไข้ผอมเหลืองหากำลังมิได้ ให้ตัวสั่น เสียงสั่น เป็นด้วยวาโยธาตุกำเริบ แก้นอนมิหลับ” ทั้งนี้ ไม่มีข้อความใดใน “ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์” ที่ระบุว่า “กัญชา” เป็นสมุน
นางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) หรือโรงงานยาสูบ เปิดเผยว่า ยสท.เตรียมแผนงานธุรกิจในอีก 3 ปีข้างหน้าให้สามารถพลิกกลับมาเข้มแข็งเหมือนเดิม จากที่ผ่านมา ยสท.ได้รับผลกระทบจากโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ส่งผลให้กำไรในปีที่ผ่านมาลดลงเหลือ 900 ล้านบาท ลดลงจาก ปี 2560 เคยมีกำไร 9.8 พันล้านบาท ถือว่ากำไรลดลงกว่า 20 เท่าตัว โดยหนึ่งในแผนงานที่ยสท.วางแนวทางไว้คือ การพัฒนากัญชง และกัญชาในเชิงการแพทย์ ซึ่งในส่วนของกัญชงนั้นอยู่ระหว่างการทดลองปลูก ส่วนกัญชา ทางยสท.ขออนุญาตไปยังกระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่ปี 2559 ขณะนี้กำลังรอดูว่ารัฐจะมีการเปิดเสรีกัญชาหรือไม่ “ในการพัฒนากัญชงและกัญชาในเชิงการแพทย์ ต้องมีการควบคุมการปลูก และมีวัตถุประสงค์เพื่อการแพทย์เท่านั้น กัญชงสามารถนำมาทำเครื่องสำอาง คอลาเจน เป็นผลิตผลมูลค่าสูง โดยยสท.จะสนับสนันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คือตั้งแต่ปลูกจนแปรรูปเป็นสินค้าทางการแพทย์ โดยตรงนี้ถ้าทำได้จะช่วยเพิ่มรายได้ให้ยสท.และ ทำให้เกษตรกรปลูกยาสูบมีรายได้เพิ่มขึ้น จากขณะนี้ชาวไร่กำลังได้รับผลกระทบจากการขายบุหรี่ลดลง”นางสาวดาวน้อย กล่าว นางสาวดาวน้อยกล่าวว่า
เมื่อวันที่ 18 ก.พ. เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 ความว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อกำหนดมาตรการในการควบคุมยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันและสอดคล้องตามหลักสากล ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว โดย มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป มาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองของมาตรา 9 แห่งพ.ร.บ.ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ.2522 “ให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ อธิบดีกรมสุขภาพจิต นายกแพทยสภา นายกสภาการแพทย์แผ
บิ๊กตู่ ประกาศใช้ ม.44 เบรกจดสิทธิบัตร กัญชา ผ่านเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา กัญชา – วันที่ 28 ม.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 1/2562 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตรและมาตรการด้านสิทธิบัตรเป็นกรณีพิเศษ เสนอกำหนดมาตราด้านสิทธิบัตรเป็นกรณีพิเศษ เพื่อสนับสนุนและรองรับการอนุญาต ให้นำกัญชามาวิจัยด้านการแพทย์ ประกอบกับ มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 หัวหน้า คสช. โดยความเห็นชอบจอง คสช. จึงมีคำสั่ง ดังนี้ ข้อ 1 การประดิษฐ์ดังต่อไปนี้ หากนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ให้ถือเป็นการประดิษฐ์ ที่ไม่ได้รับความคุ้มครองตาม มาตรา 9 (5) แห่ง พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. สิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 1.1 การประดิษฐ์ที่มีกัญชา หรือสารสกัดธรรมชาติจากกัญชาเป็นองค์ประกอบ 1.2 สารที่มีโครงสร้างทางเคมีอย่างเดียวกันกับการประดิษฐ์ตาม 1.1 1.3 เกลือ เอสเทอร์ และอีเทอร์ใดๆ ของสารตาม 1.2 ข้อ 2 สำหรับการประดิษฐ์ตาม ข้อ 1 แต่ผู้ขอรับสิทธิบัตรไม่ได้ยื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบการประดิษฐ์ ตามมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ. สิทธิ
