ขมิ้นชัน
ขมิ้นชันเป็นพืชที่คนไทยรู้จักกันมาแต่โบราณ โดยนำมาใช้แต่งสี แต่งกลิ่น และรสของอาหาร เช่น แกงเหลือง แกงไตปลา การใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร ขมิ้นผงเป็นแหล่งสีธรรมชาติให้ความปลอดภัยมากกว่าสีสังเคราะห์ ตลอดจนเป็นสมุนไพรรักษาโรคต่างๆ จัดอยู่ในวงศ์ขิงข่า เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นเหนือดินเป็นลำต้นที่เกิดจากการอัดตัวกันของกาบใบ ลำต้นจริงอยู่ใต้ดินเรียกเหง้าขมิ้น ประกอบด้วย เหง้าหลักใต้ดินที่เราเรียกว่า หัวแม่ ซึ่งมีรูปไข่และแตกแขนงทรงกระบอกออกด้านข้างทั้ง 2 ด้าน ที่เราเรียกว่า แง่ง เนื้อในเหง้ามีสีเหลืองมีกลิ่นเฉพาะ ขมิ้นชัน ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด แต่ที่เหมาะสมควรเป็นดินที่ระบายน้ำดี น้ำไม่ท่วมขัง ถ้าเป็นดินเหนียวควรใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกอัตรา 1 ตัน/ไร่ เพื่อปรับปรุงคุณภาพของดิน การเตรียมดินควรไถพรวนก่อนต้นฤดูฝน และหลังจากพรวนดินให้มีขนาดเล็กลงแล้ว ก็ใช้ไถยกร่องปลูกระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 30 เซนติเมตร ขมิ้นชันสามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 9-11 เดือน การขุดต้องพยายามไม่ให้จอบโดนเหง้า เสร็จแล้วเคาะเอาดินออกจากหัว ตัดใบและรากทิ้ง แล้วล้างน้ำให้สะอาด การทำแห้งทำได้โดยนำขมิ้นที่ล้างส
ตะไคร้ ช่วยให้ผมดกดำ ลดปัญหาผมแตกปลาย ตะไคร้เป็นพืชสมุนไพรที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาเส้นผมให้คุณได้อย่างปลอดภัย เพียงแค่คุณนำต้นตะไคร้มาสัก 3-4 ต้น นำมาล้างให้สะอาด จากนั้นแกะเปลือกนอกที่แข็งๆ ของตะไคร้ออก สัก 2-3 เปลือก แล้วนำมาหั่นเป็นท่อนเล็กๆ จะตำหรือใส่เครื่องปั่นก็ได้ แต่ต้องทำให้ได้เนื้อตะไคร้ที่ละเอียดๆ จากนั้นคั้นเอาแต่น้ำตะไคร้เข้มข้นที่ได้จากการปั่นหรือตำจนละเอียด นำน้ำตะไคร้ที่ได้มาใส่ผมที่สระสะอาดแล้ว หมักทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ใช้น้ำตะไคร้หมักผมหลังสระผมทุกครั้ง ควรทำติดกันเป็นเวลา 1-2 เดือน ผลที่ได้ก็คือ คุณจะมีผมที่ดกดำเงางาม และไม่มีปัญหาเส้นผมแตกปลาย แถมยังทำให้เส้นผมของคุณมีน้ำหนักอีกด้วย สมุนไพรรักษารากผม ทำให้ผมหงอกช้า กระเทียม กระเทียมสามารถช่วยทำให้รากผมของคุณแข็งแรงและหงอกช้าได้ เพียงแค่คุณนำกระเทียม 3-4 กลีบหรือหัวมาปอกเปลือกออก แล้วนำมาตำหรือปั่นให้ละเอียด จากนั้นนำไปผสมรวมกันกับน้ำมันมะกอกประมาณ 5-8 ช้อนโต๊ะ แล้วนำส่วนผสมที่ได้ใส่ถ้วยหรือขวดปิดฝาให้แน่นทิ้งไว้ 1-2 วัน จากนั้นนำมาใช้ได้โดยการนำมานวดให้ทั่วหนังศีรษะที่สระสะอาดแล้ว จากนั้นหมักทิ
“ขมิ้นชัน” เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่คนไทยรู้จักและคุ้นเคยกันดีในทุกภาค มีการนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยนิยมนำมาปรุงช่วยเพิ่มสีสันแต่งกลิ่นและรสชาติของอาหาร มีตำรับอาหารและตำรับยามากมายเป็นทั้งยาภายนอกและยาภายใน สำหรับยาภายในใช้เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นต้น ส่วนยาภายนอก เชื่อว่าขมิ้นชันช่วยรักษาและสมานแผล ทำให้แผลไม่เป็นหนอง และขมิ้นชันยังเป็นสมุนไพรเครื่องสำอางได้ดีอีกด้วย “ขมิ้นชัน” เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่ใช้กันมายาวนานของคนไทย กล่าวได้ว่าคนในตระกูลไตที่กระจายกันอยู่แถบเอเซีย ทั้งในรัฐอัสสัม พม่า ไทย จีน ลาว ต่างรู้จักในชื่อเดียวกันทั้งสิ้น “ขมิ้นชัน” ไม่ใช่ยารักษาโรคแต่ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรเครื่องเทศ ที่ใส่ในอาหารในชีวิตประจำวัน โดยนำมาปรุงแต่งและใช้ประกอบอาหารซึ่งพบมากทางภาคใต้ จะเห็นได้ว่าอาหารปักษ์ใต้มักมีสีออกเหลืองแทบทุกอย่าง สำหรับคนใต้ขมิ้นชันเป็นเครื่องเทศที่แทบจะขาดไม่ได้เลย เพราะนอกจากช่วยในการดับกลิ่นคาวได้ดีแล้ว ยังเป็นสมุนไพรปรุงรส และช่วยสมานแผลได้อีกด้วย คนใต้ส่วนใหญ่จะใช้เหง้าใต้ดินของขมิ้น (หัวขมิ้น) มาผสมในเครื่องแกงต่างๆ ร
ราว 20 กว่าปีก่อน อยู่ๆ ผมก็มีอาการโรคแผลในกระเพาะอาหาร ที่พูดกันว่า อิ่มก็ปวด หิวก็ปวดนั่นแหละครับ สมัยนั้นยังเป็นยุคทองของยาเคลือบกระเพาะอาหาร จำได้ว่าผมก็เหมือนคนเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารทั่วไป คือเทียวไปซื้อยาน้ำที่ว่านี้มากินหมดไปเป็นลังๆ ก็ไม่ทุเลาลงแต่อย่างใด จนกระทั่งผมไปอ่านพบว่า ขมิ้นชัน (Turmeric) สามารถรักษาอาการนี้ได้ โดยเฉพาะหากกินควบคู่กับน้ำคั้นกะหล่ำปลีสดจะยิ่งช่วยได้มาก จึงได้หาซื้อขมิ้นชันแคปซูล ขนาด 250 มิลลิกรัม จากร้านขายยามาลองกินหลังอาหาร ครั้งละ 3-4 เม็ด ภายใน 2 สัปดาห์ อาการปวดท้องก็เริ่มหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ จากที่ปวดทรมานเป็นประจำ ก็ค่อยๆ กลายเป็นนานๆ ครั้งจะมีอาการเสียทีหนึ่ง และเมื่อเป็นขึ้นมา อาศัยกินขมิ้นชันแคปซูลเข้าไปก็จะทุเลาอาการได้ในเวลาไม่นาน ผมเลยรู้จากการทดลองกับตัวเอง ว่าแผลในกระเพาะอาหารนั้น ถ้าใครยังเป็นไม่มาก สามารถรักษาโดยกินขมิ้นชันเป็นประจำ ตั้งแต่นั้น เมื่อรู้ว่าเพื่อนคนไหนมีอาการ ผมก็มักแนะให้ลองกินดู แล้วก็ล้วนแต่ทุเลาอาการด้วยความแปลกใจเกือบทุกรายไป ข้อมูลสรรพคุณทางยาของขมิ้นชันมีระบุไว้ค่อนข้างตรงกัน เช่น ในหนังสือเครื่องเทศ ของคุณนิจศ
ภก.ณัฐดนัย มุสิกวงศ์ เขียนไว้ในคอลัมน์ “พืชใกล้ตัว” อภัยภูเบศรสาร ปีที่ 18 ฉบับประจำเดือนตุลาคม 2563 ว่า เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านเคยผ่านประสบการณ์โรคลำไส้แปรปรวนมาก่อน แต่อาจจะไม่รู้ตัว เนื่องจากโรคนี้โดยปกติอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการย่อยจะทำงานร่วมกันกับสมอง ผ่านการทำงานของฮอร์โมน แต่เมื่อระบบในร่างกายทำงานไม่สัมพันธ์กัน ลำไส้ก็อาจเกิดบีบตัวหรือเคลื่อนไหวผิดปกติ จะส่งผลทำให้เกิดการปวดในทางเดินอาหาร ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะแสดงอาการปวดท้องส่วนล่าง โดยอาการหลักๆ ที่พบบ่อยนอกจากนี้คือ จุกเสียด อ่อนเพลีย ไปจนถึงอาการกระวนกระวายหรือซึมเศร้าได้ ซึ่งอาการเหล่านี้มักส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การรักษาอาการปวดท้องจากลำไส้แปรปรวนแบบไม่ใช้ยานั้น ทำได้ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อลำไส้ เลี่ยงอาหารประเภทแป้งหรือผลไม้ที่ย่อยยาก เพราะอาจทำให้เกิดการดึงน้ำเข้าสู่ลำไส้แล้วเกิดอาการท้องเสีย อาหารที่ควรเลี่ยงเมื่ออาการปวดท้อง เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมวัว ถั่วแดง ถั่วเขียว ขนมปัง แอปเปิ้ล แตงโม เป็นต้น ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านทั้งในประเทศและต่างประเทศ แนะนำให้รับประทานขมิ้นชัน สำหรับรักษาโรคที่เกี่ยวกับทางเ
ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ฝุ่นละออง PM 2.5 เป็นปัญหากระทบต่อสุขภาพ มีสมุนไพรทางเลือกหลากหลายชนิดที่มีข้อมูลว่าช่วยต้านพิษจากฝุ่น PM 2.5 ได้ เช่น หญ้าดอกขาว รางจืด มะขามป้อม ฟ้าทะลายโจร เป็นต้น ในคอลัมน์นี้ ผู้เขียนจึงขอนำเสนอสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งคือ ขมิ้นชัน จากการศึกษาพบว่า การรับประทานแกงที่มีขมิ้นชันเป็นส่วนประกอบ มีผลดีต่อระบบทางเดินหายใจ ช่วยเพิ่มสมรรถภาพของปอด และเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูง ขมิ้นชันจึงอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ผู้เขียนอยากแนะนำให้ประชาชนได้ใช้ดูแลสุขภาพในช่วงวิกฤตของสถานการณ์มลพิษจากฝุ่นละออง การศึกษาเกี่ยวกับอาหารที่มีขมิ้นชันเป็นส่วนประกอบกับการทำงานของปอดในผู้สูงอายุชาวเอเชีย ปัจจุบัน งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสารอาหารที่มีผลต่อสุขภาพระบบทางเดินหายใจในมนุษย์ยังมีไม่ชัดเจนนัก ในขมิ้นชันมีสารเคอร์คูมินที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบที่ดี และมักถูกนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารของชาวเอเชียเป็นส่วนใหญ่ จึงเป็นที่มาของแกงที่มีขมิ้นชันเป็นส่วนประกอบกับการทำงานของปอดในผู้สูบบุหรี่ ผู้เคยสูบบุหรี่ และผู้ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งเป็นผู้สูงอายุชาวจีน จำนวน 2,478 คน ที่มีอาย
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ เป็นประจำทุกปี เพื่อพิจารณาคัดเลือกผลงานที่มีกระบวนการนำเสนอที่มีความโดดเด่นในรูปแบบที่หลากหลายและสามารถเชื่อมโยงส่งต่องานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์ต่อไป การจัดงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติครั้งล่าสุด มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล จากผลงาน “การพัฒนาเทคโนโลยีการปลูกขมิ้นชันปลอดโรค และสารสำคัญสูงด้วยระบบ Substrate Culture” เจ้าของผลงานคือ ผศ.ดร.ระวิวรรณ์ เจริญทรัพย์ หัวหน้าศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เทคโนโลยีการปลูกขมิ้นชันปลอดโรค เนื่องจากขมิ้นชันเป็นหนึ่งในสมุนไพรไทยที่มีการใช้ประโยชน์อย่างยาวนาน หลากหลายรูปแบบทั้งเป็นส่วนประกอบในอาหาร ยารักษาโรค และความงาม ศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้รับการสนับสนุนโครงการบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ SME
ขมิ้นชันมีสารสำคัญสีเหลืองชื่อ เคอร์คูมิน (Curcumin, Volantile Oil) เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณ แก้ท้องอืด ขับลม ช่วยระบบย่อยอาหาร ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ลดการบีบตัวของลำไส้ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบ ขับน้ำดี แก้ท้องเสีย รักษาแผลหลังผ่าตัด คุณรุจิรา หิรัญสาลี อดีตพยาบาลคนเก่ง อยู่บ้านเลขที่ 33/113 หมู่ที่ 2 ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี แปรรูปขมิ้นจำหน่าย ได้รับความนิยมอย่างมาก คุณรุจิรา อยู่อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่วัตถุดิบ แปลงปลูกขมิ้น อยู่เขาวง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขมิ้นเขาวง มีสารสำคัญคือเคอร์คูมิน สูงเป็นพิเศษ เมื่อนำมาแปรรูปจึงมีประสิทธิภาพสูง คุณรุจิราแปรรูปขมิ้นเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ รู้จักกันดีในนามขมิ้นแปรรูปศาลาไทย ผลิตภัณฑ์กว่า 100 อย่าง “อดีตรับราชการอยู่โรงพยาบาล เริ่มทำตอนอยู่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี…เราได้รับการพรีเซนต์จากพื้นที่อำเภอบ้านตาขุน ว่าขมิ้นชันที่นี่มีสารสำคัญสูง ประจวบกับชอบแพทย์แผนไทยพอดีก็เลยไปเรียนแพทย์แผนไทยมาในช่วงนั้น ก็เอาขมิ้นของกลุ่มวิสาหกิจขมิ้นชันปลอดสารพิษตัวนี้มาแปรรูปเป็นยาขมิ้น
เคยรู้สึกไม่สบายท้อง รับประทานอะไรเข้าไปก็แน่นท้อง เป็นๆ หายๆ บ้างไหม? ทราบหรือไม่ว่าอาการดังกล่าว คือ อาการหนึ่งของโรคกระเพาะอาหาร! ที่หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่าโรคกระเพาะอาหาร คือ โรคที่เกิดจากกระเพาะโดนน้ำย่อยกัดจนเป็นแผล แต่ความจริงแล้วมีผู้ป่วย 60-90% เป็นโรคกระเพาะอาหารชนิดไม่มีแผล พบเพียงการอักเสบเล็กน้อยของกระเพาะอาหารเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นโรคกระเพาะอาหารแบบมีแผลหรือไม่มีแผล อาการของโรคก็มีความคล้ายคลึงกัน คือ ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดจุกแน่นใต้ลิ้นปี่ หรือบริเวณเหนือสะดือ ท้องอืด อาการมักเป็นๆ หายๆ มักเป็นเวลาท้องว่างหรือเวลาหิว อาการปวดหรือแน่นท้องจะดีขึ้นหลังทานอาหาร หรือได้รับยาลดกรด บางรายจะไม่มีอาการปวดท้อง แต่จะมีอาการแน่นท้องหรือรู้สึกไม่สบายในท้อง มีลมมากในท้อง ต้องเรอหรือผายลมจะดีขึ้น หรืออาจมีคลื่นไส้อาเจียน หรืออาการแสบร้อนยอดอกร่วมด้วย เเล้วรู้หรือไม่ว่าโรคกระเพาะอาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ? เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร มีการหลั่งกรดในกระเพาะมากเกินไป หรืออาจเกิดจากความเครียด การทานอาหารรสจัด การดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และคา
กรดไหลย้อน เป็นโรคในระบบทางเดินอาหารหนึ่งที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะคนสูงวัยและวัยทำงานที่มีความเครียดเป็นเหตุ การที่น้ำย่อย ซึ่งประกอบด้วยกรดเกลือในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไประคายต่อหลอดอาหาร และบริเวณลำคอ ทำให้มีอาการแสบลิ้นปี่ คล้ายเป็นโรคกระเพาะเรื้อรัง โรคนี้เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการทำหน้าที่ของกล้ามเนื้อหูรูดที่อยู่ตรงส่วนล่างของหลอดอาหาร ซึ่งกล้ามเนื้อหูรูดนี้จะคลายตัวเมื่อมีอาหารไหลผ่านลงไปในกระเพาะอาหาร เมื่ออาหารผ่านลงกระเพาะอาหารจนหมดแล้ว หูรูดนี้จะหดรัดเพื่อปิดกั้นไม่ให้กรดที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหาร ผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนนั้น กล้ามเนื้อหูรูดตรงส่วนล่างของหลอดอาหารนี้จะหย่อนสมรรถภาพ ทำให้มีน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารมากกว่าปกติ โดยคนปกติไหลย้อนได้ 1-4 ครั้ง แต่ไม่ทำให้เกิดอาการแต่อย่างใด สาเหตุ ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากความเสื่อมตามอายุ และมีความสัมพันธ์กับความอ้วน ภาวะตั้งครรภ์ โรคเบาหวาน และโรคไส้เลื่อนกะบังลม โดยปัจจัยเสริมนั้นมาจากการที่มีแรงดันภายในกระเพาะอาหารและลำไส้ เช่น รัดเข็มขัดแน่นเกินไป มีแก๊สมากจากอาหารที่ไม่ย่อย หรืออาหารที
