ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
น้ำท่วมจังหวัดเชียงรายและจังหวัดเชียงใหม่ นับเป็นเหตุการณ์ครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปีที่สร้างผลกระทบอย่างมากให้แก่ประชาชนและธุรกิจในพื้นที่ แม้สถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลายแล้ว แต่ยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะในการฟื้นฟูเมืองให้กลับมาเหมือนเดิม ไม่เพียงส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อภาคเหนือแต่ยังเป็นบทเรียนที่ต้องเร่งศึกษาเพื่อบริหารจัดการไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีกในอนาคต จากความคิดเห็นและแนวคิดที่ออกมาก่อนหน้านี้ว่าข้าวโพดบนดอยถูกยกขึ้นมาเป็นจำเลยสำคัญของสถานการณ์นี้ เมื่อปริมาณฝนจำนวนมากตกลงบนดอยที่ไม่มีต้นไม้ใหญ่จึงขาดตัวช่วยชะลอความเร็วของน้ำ แถมยังพัดพาเอาโคลนลงมาด้วยอย่างที่เห็น อย่างไรก็ตาม การใช้ตัวเลขพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดในเชียงใหม่ที่มีอยู่ประมาณ 285,000 ไร่ และกว่า 303,000 ไร่ ในเชียงรายว่าเป็นต้นเหตุของน้ำท่วมใหญ่ดูเป็นการเหมารวมที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะพื้นที่ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นข้าวโพดบนพื้นที่ป่าทั้งหมด และไม่สามารถแยกออกได้ว่าปลูกบนพื้นที่ราบเท่าไหร่ การโยนบาปให้ข้าวโพดบนดอยเพียงเรื่องเดียวดูจะไม่เป็นธรรมนัก ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ยังไม่ถูกนำขึ้นมาพูดบนโต๊ะอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพราะทุกวัน
ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ เตรียมเพิ่มปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อทดแทนการนำเข้าอีกประมาณ 4 ล้านตัน ให้เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ โดย ปี 2567 คาดการณ์ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นมีประมาณ 4.99 ล้านตัน ราคาเฉลี่ย (มกราคม-มิถุนายน) อยู่ที่ 8.78 บาทต่อกิโลกรัม มูลค่าการผลิต 43,787.27 ล้านบาท เนื่องจากปีนี้มีปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านมา ที่ประสบกับภาวะเอลนีโญ ประกอบกับราคาในปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูง จูงใจให้เกษตรกรเอาใจใส่มากขึ้น นายอนุสรณ์ เทียนศิริฤกษ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เพื่อลดต้นทุน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรให้เป็น 3 เท่า ภายใน 4 ปี ตามนโยบายรัฐบาล กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยาที่มีภารกิจหน้าที่ในการศึกษาค้นคว้า วิจัยและพัฒนาวิชาการ เกี่ยวกับเทคโนโลยีปุ๋ยและสารปรับปรุงดิน รวมไปถึงการให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยกับข้าวโพด ให้เกษตรกรที่ลงทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ จากการรวบรวมข้อมูลการวิเคราะห์ดินก่อนให
“สุริยา ห่วงถวิล” เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำไร่ ผู้นำกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาตรฐาน GAP ด้วยนวัตกรรมเกษตร เชื่อมโยงเครือข่าย สร้างตลาดรับซื้อที่แน่นอน กรมส่งเสริมการเกษตร ขอแสดงความยินดีกับ นายสุริยา ห่วงถวิล จังหวัดลพบุรี เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำไร่ ประจำปี พ.ศ. 2567 และเกษตรกรทุกท่านที่ได้รับรางวัลจากการประกวดผลงานเกษตรกร สถาบันเกษตรกร สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ และปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำปี 2567 นายสุชาติ กลิ่นทองหลาง เกษตรจังหวัดลพบุรี เปิดเผยว่า นายสุริยา ห่วงถวิล ผู้ที่ถูกคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2567 สาขาอาชีพพืชไร่ เป็นเกษตรกรที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น การดัดแปลงเครื่องมือเก็บและวางสายน้ำหยดในแปลงปลูก ดัดแปลงอุปกรณ์ฉีดพ่นสารเคมีที่มีประสิทธิภาพสูง ติดตั้งอุปกรณ์ต่อพ่วง โดยติดตั้งเครื่องหว่านเมล็ดคู่กับผานแปร ประดิษฐ์เครื่องวัดปริมาณน้ำฝน เป็นต้น ส่งผลให้ได้ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เฉลี่ยต่อไร่สูงกว่าผลผลิตเฉลี่ยระดับประเทศ ร้อยละ 58.16 ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP และมีการบริหารจัดการด้านการผล
บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ยั่งยืน ให้กับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ใช้ห้องปฏิบัติการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability Operations Room) เชื่อมภาพถ่ายดาวเทียม 3 ดวง กับพิกัดจีพีเอสระบุตำแหน่งแปลงปลูก ประมวลและแสดงผลด้วย Power BI ติดตามการเผาแปลงในพื้นที่ปลูกข้าวโพดในห่วงโซ่อุปทานซีพีแบบเรียลไทม์ รายงานสถานะรายวัน เมื่อพบจุดเผาเจ้าหน้าที่ลงพื้นพูดคุยกับเกษตรกรทันทีตอกย้ำความมุ่งมั่นจัดหาข้าวโพดตามนโยบายเครือเจริญโภคภัณฑ์ “ไม่รับซื้อ และไม่นำเข้าผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จากพื้นที่รุกป่า และพื้นที่ที่มาจากการเผา” นายวรพจน์ สุรัตวิศิษฏ์ รองกรรมการผู้จัดการ กรุงเทพโปรดิ๊วส กล่าวว่า “พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในห่วงโซ่อุปทานกรุงเทพโปรดิ๊วสครอบคลุมพื้นที่ปลูก กว่า 2 ล้านไร่ และเกษตรกรกว่า 40,000 ราย ลงทะเบียนในระบบตรวจสอบย้อนกลับของบริษัท ในช่วงเตรียมพื้นที่เพื่อเพาะปลูกข้าวโพดฤดูกาลใหม่ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงมิถุนายน บริษัทและพ่อค้าในเครือข่ายลงพื้นที่พูดคุยกับเกษตรกรทุกรายที่พบจุดความร้อนทั่วประเทศ ติดตามการเผาแปลงแบบทันท่วงที
กรมส่งเสริมสหกรณ์ปลื้ม 118 สหกรณ์ สนใจเข้าร่วมโครงการปลูกพืชหลังนากว่าแสนไร่ ส่วนใหญ่เลือกปลูกข้าวโพดเพราะเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ตลาดต้องการสูงปีละ 8 ล้านตัน นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ในปีนี้ประเทศไทยเสี่ยงประสบภาวะภัยแล้ง ปริมาณน้ำโดยรวมในประเทศอาจจะไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก ทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง จึงต้องลดปริมาณการใช้น้ำ ลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง และหันมาส่งเสริมปลูกพืชทดแทนที่มีศักยภาพ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย เป็นวัตถุดิบที่สำคัญในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ปัจจุบันไทยผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้เพียงปีละ 4-5 ล้านตันเท่านั้น จึงต้องนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และพืชชนิดอื่นในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เป็นจำนวนมาก ดังนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นพืชทางเลือกหลังฤดูการทำนา ปีการผลิต 2566/67 เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เพียงพอกับความต้องการของตลาด และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง โดยสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับการสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเป็นเงินหมุนเวียนเพิ่
การจัดการปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ซึ่งเป็นวาระเร่งด่วนระดับประเทศ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตามที่นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ได้ประกาศยกระดับการปฏิบัติการจัดการในช่วงสถานการณ์วิกฤตโดยบูรณาการหน่วยงานต่างๆ ทั้งกระทรวง องค์กรปกครองท้องถิ่นทำงานร่วมกันผ่าน 9 มาตรการ เพื่อจัดการปัญหาลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน และสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด สำหรับช่วงสถานการณ์วิกฤตในช่วงเมษายนปีนี้ องค์กรเอกชนในภาคเกษตร อย่างบริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน)ผู้จัดหาวัตถุดิบทางการเกษตรเพื่อผลิตอาหารสัตว์ให้กับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ได้ร่วมสนับสนุนมาตรการของรัฐบาล โดยการประกาศนโยบายไม่รับซื้อและไม่นำเข้าผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่บุกรุกป่าและเผาแปลง นำระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดมาใช้ในกระบวนการจัดหาข้าวโพดตั้งแต่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นมา ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพโปรดิ๊วส หยุดรับซื้อผลผลิตจากพื้นที่บนภูเขาลาดชัน รับซื้อผลผลิตที่มาจากแปลงปลูกมีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ส่งผลให้ปัจจุบันข้าวโพดที่รับซื้อในประเทศไทยทั้งหมดสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงพื้นที่ปลูกได้ 10
ซีพีเอฟ จับมือ กรุงเทพโปรดิวซ์ เดินหน้าตามนโยบายเครือซีพี “นโยบายไม่รับซื้อและไม่นำเข้าผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่รุกป่า และพื้นที่ที่มาจากการเผา” รณรงค์หยุดเผา เปิดแอปพลิเคชั่น “ฟ.ฟาร์ม” แจ้งเบาะแสเผาแปลงข้าวโพด หวังพิชิตฝุ่น PM 2.5 พร้อมตอกย้ำรับซื้อเฉพาะ “ข้าวโพดปลอดเผา” บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบทางการเกษตรให้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมมือโรงงานอาหารสัตว์บก เดินหน้าตามนโยบายเครือซีพี “ไม่รับซื้อและไม่นำเข้าผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่รุกป่าและพื้นที่ที่มาจากการเผา” เปิดแอปพลิเคชั่น ฟ.ฟาร์ม แจ้งเบาะแสเผาแปลง โดยมี ผู้บริหารและพนักงานโรงงานอาหารสัตว์บก อาทิ โรงงานอาหารสัตว์บกลำพูน โรงงานอาหารสัตว์บกปักธงชัย โรงงานอาหารสัตว์บกโคกกรวด โรงงานอาหารสัตว์บกพิษณุโลก เป็นต้น ประชาสัมพันธ์ รณรงค์ชวนคนไทยพบการเผาแปลง แจ้งผ่านแอปพลิเคชั่น ฟ.ฟาร์ม (For Farm Application) ป้องกันการเผาแปลงข้าวโพด ตอกย้ำความมุ่งมั่นว่าโรงงานอาหารสัตว์บกซีพีเอฟทุกแห่งรับซื้อข้าวโพดที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งปลูกที่ไม่รุกป่าและไม่เผาเท่านั
นางธัญญ์พิชชา เถระรัชชานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่น 1 และรุ่น 2 ปีเพาะปลูก 2567/68 ของ 6 จังหวัดในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ได้แก่ พิษณุโลก สุโขทัย ตาก อุตรดิตถ์ แพร่ และน่าน ซึ่งจากข้อมูลของ สศท.2 ณ 25 มกราคม 2567 มีเนื้อที่ปลูกรวม 1,830,889 ไร่ ลดลงจาก 1,841,036 ไร่ ของปีที่ผ่านมา (ลดลง 13,713 ไร่ หรือ ร้อยละ 0.71) เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญคาดว่าในช่วงต้นฤดูเพาะปลูกปริมาณฝนมีน้อย เกษตรกรบางส่วนกังวลว่าจะกระทบแล้ง จึงปรับเปลี่ยนไปปลูกมันสำปะหลังซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า และยางพาราที่สามารถสร้างรายได้ตลอดทั้งปี ผลผลิตรวม 1,257,148 ตัน ลดลงจาก 1,265,842 ตัน ของปีที่ผ่านมา (ลดลง 8,694 ตัน หรือร้อยละ 0.69) ผลผลิตเฉลี่ย 690 กิโลกรัม/ไร่ ลดลงจาก 691 กิโลกรัม/ไร่ ของปีที่ผ่านมา (ลดลง 1 กิโลกรัม/ไร่ หรือร้อยละ 0.14) เนื่องจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่น 1 มีสัดส่วนการเพาะปลูกมากกว่า ปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก ทำให้ต้นข้าวโพดเจริญเติบโต และออกดอกติดฝักไม่ดี ทั้งนี้ เกษตรกรผู้ปลูกข้า
บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด หรือ ซีพีเอฟ ได้พัฒนาและใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มาตั้งแต่ปี 2559 นับเป็นบริษัทแรกของไทยที่นำระบบนี้มาใช้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการจัดหาวัตถุดิบหลักทางเกษตรสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งปลูกที่ไม่มีการตัดไม้ทำลายป่าและการเผา ตามนโยบายของเครือซีพี “ไม่รับและไม่นำเข้าผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่รุกป่า และพื้นที่ที่มาจากการเผา” เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วมแก้ปัญหาหมอกควัน และฝุ่น PM 2.5 ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด (Corn Traceability) ช่วยให้บริษัททราบถึงข้อมูลสำคัญของเกษตรกรและที่มาของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงพื้นที่ปลูกที่ไม่ได้มาจากการตัดไม้ทำลายป่า รวมถึงวิธีการปลูก ตลอดจนสามารถติดตามการเผาแปลง ซึ่งปัจจุบัน มีเกษตรกรปลูกข้าวโพดกว่า 40,000 ราย และพ่อค้าพืชไร่ อีกกว่า 600 ราย เป็นผู้รวบรวมข้อมูลเกษตรกร ลงทะเบียนซื้อขายผลผลิตผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับ ครอบคลุมพื้นที่ปลูก กว่า 2 ล้านไร่ ปัจจุบัน การจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สำหรับกิจการในประเทศไทยของ
บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้คู่ค้าของบริษัททั่วประเทศทุกรายใช้ข้อมูลจุดความร้อนจากภาพถ่ายดาวเทียม ตรวจจับการเผาแปลงข้าวโพดของเกษตรกรแบบระบุเป็นรายแปลง และกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ให้เป็นไปตามเป้าหมายและแผนงานของโครงการ “Partner To Green คู่ค้าข้าวโพดพันธมิตร พิชิตหมอกควัน” ที่ทางบริษัทเปิดตัวตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2566 ที่ผ่านมาเพื่อลดการเผาในพื้นที่เกษตร หนึ่งในต้นเหตุปัญหาฝุ่นและหมอกควัน นายวรพจน์ สุรัตวิศิษฎ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) หรือ บีเคพี กล่าวว่า ขณะนี้ทางบริษัทเดินหน้าทำงานร่วมกับคู่ค้าทุกรายทั่วประเทศใช้ระบบตรวจจับแปลงเผา ติดตามจุดความร้อนที่เกิดขึ้นในแปลงข้าวโพดของเกษตรกรที่จำหน่ายผลผลิตให้บริษัทผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับ กรณีพบจุดความร้อนในแปลงเกษตรกร คู่ค้าพันธมิตรจะต้องลงพื้นที่พูดคุยกับเกษตรกรภายใน 7 วัน หลังจากได้รับการรายงาน เพื่อชี้แจงมาตรการการรับซื้อตามนโยบาย “ไม่เขา ไม่เผา เราซื้อ” นอกจากนี้ บีเคพี
