คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
ศ.ดร.นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ รศ.ดร.รศรินทร์ เกรย์ คณะทำงานโครงการวิจัยประเทศไทยในอนาคต สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดเผยผลการศึกษาว่า ตามที่ได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 และได้มีข้อกำหนดต่างๆ รวมทั้งกำหนดให้กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อโรคโควิด-19 ให้อยู่ในเคหสถานหรือบริเวณสถานพำนักของตนเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากสภาพแวดล้อมภายนอก ซึ่งได้แก่ ผู้สูงอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป กลุ่มคนที่มีโรคประจำตัว และกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปีลงมา จากผลการวิจัยอัตราการติดเชื้อและความรุนแรงของโรคโควิด-19 ทั้งจากองค์การอนามัยโลก ประเทศจีน และอิตาลี พบข้อมูลเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่สุดที่จะติดเชื้อรุนแรงและเสียชีวิต โดยความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 60 ปีมีอัตราการเสียชีวิตน้อยกว่า 1% ในขณะที่ผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปมีอัตราการเสียชีวิต 8.0-9.6% และอายุ 80
ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เปิดเผยผลการศึกษาโดย วช. ว่า ขณะนี้ (24 มีนาคม 2563) ได้พบการติดเชื้อโรคโควิด-19 ครบทุกประเทศในอาเซียนแล้ว โดยล่าสุดเพิ่งมีรายงานการติดเชื้อจากเมียนมาร์และลาว ส่วนในประเทศอื่นๆมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยพบในประเทศมาเลเซียมากที่สุด จำนวน 1,518 ราย รองลงมาคือประเทศไทย (827 ราย), อินโดนีเซีย (686), สิงคโปร์ (509), ฟิลิปปินส์ (501), และเวียตนาม (123) ตามลำดับ ส่วนประเทศลาวและเมียนมาร์ เพิ่งรายงานผู้ติดเชื้อประเทศละ 2 ราย ทั้งนี้มี 6 ประเทศอาเซียน ที่มีผู้ติดเชื้อเกิน 100 คนแล้ว โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อแตกต่างกันเป็นสองกลุ่ม คือ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ มีลักษณะของเส้นกราฟที่มีความชันคล้ายคลึงกัน จำนวนผู้ติดเชื้อยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์มีอัตราการเพิ่มขึ้นแบบช้าๆ ส่วนเวียดนามเพิ่งมีผู้ติดเชื้อถึง 100 คนเมื่อวานนี้เอง ยังต้องติดตามต่อไป ตอนนี้สถานการณ์ของของโรคโควิด-19 ในอาเซียนยังเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ส
“การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด” เป็นหนึ่งในอาชีพเกษตรกรรมทำเงิน ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีการเพาะพันธุ์ในบ่อดินและการเลี้ยงในกระชัง ได้แก่ ปลานิล ปลาดุก และปลาหมอเทศ ฯลฯ ทั้งนี้กระแสความนิยมส่วนใหญ่เน้นการเลี้ยงปลาในบ่อดินมากกว่า เนื่องจากสามารถจัดการบ่อได้ง่าย และสามารถเพาะพันธุ์ปลาได้ตลอดทั้งปี แต่การเลี้ยงปลาในบ่อดิน น้ำนิ่ง ต้องใช้กังหันตีน้ำเพื่อเติมออกซิเจนตลอดเวลา ซึ่งเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง และมักเกิดปัญหาปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำน้อยกว่าความต้องการของปลา ทำให้ปลาตายหรือปลาน็อกน้ำ จากปัญหาดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เกษตรกรพึ่งพาการใช้ไฟฟ้าในการเลี้ยงปลาเป็นหลัก ทำให้แบกภาระต้นทุนที่สูงและเกิดความเสี่ยงเมื่อเกิดภาวะไฟฟ้าดับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้สนับสนุนงบวิจัยให้ วิทยาลัยพลังงานทดแทน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ภายใต้การนำของ ผศ.ดร. สราวุธ พลวงษ์ศรี หัวหน้าโครงการวิจัย พร้อมคณะผู้วิจัย ประกอบด้วย ดร. สุลักษณา มงคล ดร. ชวโรจน์ ใจสิน ผศ.ดร. อัครินทร์ อินทนิเวศน์ ผศ.ดร. ธงชัย มณีชูเกตุ ดร. รจพรรณ นิรัญศ
เมื่อวันที่ 25-27 เมษายน 2562 ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นผู้แทนประเทศไทย นำเสนอวิสัยทัศน์งานวิจัยนวัตกรรมไทยในเส้นทางสายไหม (Silk Road of Innovation) ในเวทีการประชุม “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ครั้งที่ 2 (BRF) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและดิจิทัล การวิจัยและนวัตกรรม ของประเทศที่อยู่ในเส้นทางสายไหมในทุกมิติ ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้จัดตั้ง “ศูนย์แห่งความเป็นเลิศนานาชาติ ดิจิทัลหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (DBAR)” ในโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางอันเป็นโครงการความร่วมมือระดับนานาชาติ ระหว่าง วช. กับ Chinese Academy of Sciences (CAS) สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นศูนย์แห่งความเป็นเลิศนานาชาติ ดิจิทัลหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางหนึ่งในจำนวนแปดศูนย์ทั่วโลก ที่ได้มีการจัดตั้งในประเทศต่างๆ ได้แก่ ไทย ฟินแลนด์ อิตาลี ปากีสถาน โมร็อกโก รัสเซีย สหรัฐอเมริกา และแซมเบีย วช. ร่วมมือกับ 3 หน่วยงานภาคี คือ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) สำนักงานพัฒนา
คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มุ่งมั่นสนับสนุนการวิจัยและการสร้างนวัตกรรมที่ตอบสนอง การแก้ปัญหาและพัฒนาตามโจทย์สำคัญระดับจังหวัดในมิติเศรษฐกิจและอาชีพ และตอบสนองนโยบายการขับเคลื่อน Thailand 4.0 โดยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาผลงานวิจัยใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์เปลี่ยนจากการเกษตรแบบดั้งเดิม ไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) เปลี่ยนเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการ Smart Enterprises และ Startups บริษัทเกิดใหม่ที่มีศักยภาพสูง ซึ่งผลิตภัณฑ์ “ชาหอมแดง” จากผลงานวิจัยของ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ (มรภ.ศก.) โดย อาจารย์จิรายุ มุสิกา และคณาจารย์สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เป็นหนึ่งในตัวอย่างผลงานวิจัยที่เข้าไปช่วยเปลี่ยนเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการ Smart Enterprises และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ “หอมแดง” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดศรีสะเกษ “หอมแดงยางชุมน้อย” ดีที่สุดในโลก หอมแดง เป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดศรีสะเกษ โดยเฉพาะอำเภอยางชุมน้อย มีพื้นที่ปลูกหอมแดงมากที่สุดในประเทศไทย ปัจจุบัน อำเภอยางชุมน้อย มีพื้นที่ปลูกหอมแดง ประมาณ 14,000 ไร่ ให้ผลผลิ
สืบเนื่องจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ ณ มหาวิทยาลับราชภัฏเพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2561 ได้เห็นชอบโครงการชุมชนไม้มีค่า โดยอนุญาตให้เกษตรกรปลูกไม้ 58 ชนิด ใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ที่สามารถปลูกและตัดขายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีความมั่นคงในอาชีพตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ประมาณ 1.04 ล้านล้านบาท ในอนาคต ล่าสุด ในวันนี้ (19 ก.ย.2561) ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานแถลงข่าว โครงการ “ชุมชนไม้มีค่า” ร่วมกับ กรมป่าไม้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (สพภ.) ณ โรงแรมมารวย การ์เด้น กรุงเทพฯ ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีในการประชุม เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2561 อนุมัติในหลักการให้ดำเนินการขับเคลื่อน โครงการ “ชุมชนไม้มีค่า” โดยมอบหมายให้ วช. เป็นหน่วยงานหลัก บูรณาการทำงานร่วมกับกรมป่าไม้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส
เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดกิจกรรมประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2561 (Thailand Research Expo 2018)” ณ ห้องเวิลด์บอลรูม ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษาสายอุดมศึกษาทั่วประเทศได้มุ่งมั่นพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมใหม่ๆ โดย ดร. กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะการประกวดโครงการผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา สำหรับกิจกรรมประกวดในครั้งนี้ มีผู้สนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวด รวม 111 ผลงาน ได้แก่ ชุดตรวจสอบไวรัสในปลานิล ชุดตรวจสอบ ELISA สำหรับการตอบสนองของภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะในปลานิล ผลงานของนักศึกษามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้รับรางวัลระดับดี ในกลุ่มเกษตรอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีทางการเกษตร ปัจจุบัน อุตสาหกรรมการเลี้ยงปลานิลมักประสบปัญหาการติดโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคไวรัส NNV ซึ่งไวรัสตัวนี้จะบุกรุกสู่ระบบประสาท ส่งผลให้ปลาตายภายในระยะเวลา 7-14 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับเชื้อ ปัจจุบันยังไม่มีวิธีในการรักษา
ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)เป็นประธานในการแถลงข่าวพร้อมมอบรางวัลการประกวดออกแบบและตั้งชื่อ Mascot “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2561” วันที่ 1 สิงหาคม 2561 เวลา 09.30 น. ณ ห้อง Lotus Suite 1 – 4 ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สิริฤกษ์ กล่าวว่า วช. ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ จัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2561 (Thailand Research Expo 2018)” ภายใต้แนวคิด “วิจัยเพื่อพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” โดย MASCOT ในปีนี้ ได้แก่ น้อง INNO MAN ซึ่งสื่อความหมายหมายถึง ตัวแทนของความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรม การจัดงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งการวิจัยไทย” และเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงพระมหากรุณาธิคุณต่องานวิจัยไทย นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีเชื่อมโยงการวิ
“วันนักประดิษฐ์” จัดขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เพื่อระลึกถึงวันประวัติศาสตร์ของการจดทะเบียนและทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “เครื่องกลเติมอากาศที่มีผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย” หรือ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) ซึ่งเป็นสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของประเทศไทยและเป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งต่อมาได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญาว่า “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า วช. ได้จัดกิจกรรมงาน “วันนักประดิษฐ์” ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ ปี 2538 ตามมติคณะรัฐมนตรี และจัดต่อเนื่องทุกปีจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษ สำหรับปีนี้ วช. ได้จัดงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2561 ระหว่าง วันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร ภายใต้ แนวคิด “ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วยสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม” ภายในงานได้นำเสนอผลงานประดิษฐ์และนวัตกรรมจากทั้งในและต่างประเทศกว่า 2,000 ผลงาน แสดงความก้าวหน้าของสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที
พลอากาศเอก ดร.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนาม “บันทึกความร่วมมือ ในการส่งเสริมและสนับสนุนผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์” ระหว่าง นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และศาสตราจารย์ นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อพัฒนางานวิจัยให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม สร้างโอกาสและนวัตกรรมใหม่ทางด้านผลิตภัณฑ์ได้อย่างยั่งยืน ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2560 ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สิริฤกษ์ กล่าวว่า “บางจาก” ได้คัดเลือกผลงานวิจัยจำนวน 2 ชิ้นได้แก่ ‘ชุดควบคุมการติดตามดวงอาทิตย์ 2 แกน’ ของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ‘ระบบแจ้งเตือนการทำความสะอาดแผงโซลาร์เซลล์ในโรงไฟฟ้าโซล่าฟาร์มเพื่อให้ประสิทธิภาพการจ่ายไฟฟ้าสูงสุด’ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ซึ่งเคยได้รับรางวัลนานาชาติในงาน “45th International Exhibiton of Inventions Geneva” ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส มาเป็นโครงการนำร่องเพื่อพัฒนา
