งานวิจัย
ผศ.ดร. ประภา กาหยี อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต กล่าวถึงการประชุมวิชาการการนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติและระดับนานาชาติ ครั้งที่ 9 หัวข้อ “การบูรณาการงานวิจัยเพื่อพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน” ซึ่งสถาบันวิจัยและพัฒนา มรภ.ภูเก็ต ร่วมกับราชบัณฑิตยสภา จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า การวิจัยเป็นพันธกิจที่สำคัญของสถาบันอุดมศึกษา ในฐานะที่ มรภ.ภูเก็ต เป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น งานวิจัยของคณาจารย์และนักวิจัยจะต้องตอบสนองความต้องการในการพัฒนาและการแก้ปัญหาให้สังคมท้องถิ่น รวมทั้งสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ และทันสมัยให้คณาจารย์สามารถนำบูรณาการกับการเรียนการสอน นำไปสู่การผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ทักษะและคุณลักษณะสอดคล้องกับที่สังคมหรือตลาดต้องการ “การจัดประชุมนำเสนอผลงานวิจัยในครั้งนี้เป็นกลยุทธ์สำคัญในการส่งเสริมการวิจัยของนักวิจัย เป็นการแสดงผลงานของคณาจารย์และนักวิจัย รวมถึงวิทยานิพนธ์และการค้นคว้าอิสระของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา เป็นแหล่งข้อมูลและองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สามารถนำไปพัฒนาและประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติได้ รวมทั้งเป็นโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการวิจัยใ
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ติดปีกนักวิจัยให้เข้มแข็ง กระตุ้นให้ปรับความคิดและสร้างความรู้ใหม่ มุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเปิดอบรมและบรรยายพิเศษ หัวข้อ ติดปีกความคิด ตีโจทย์สร้างงานวิจัย และแนวทางการจัดทำข้อเสนอการวิจัยให้ได้ใจแหล่งทุน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช.จัดขึ้น ที่โรงแรมมารวยการ์เด้น วันนี้ (12 มิ.ย.60) ว่า การเปลี่ยนแปลงของโลกจำเป็นต้องสร้างความรู้โดยนักวิจัย แต่กระบวนการสร้างความรู้ของประเทศไทยที่ผ่านมายังเป็นลักษณะลองผิดลองถูก ดังงานวิจัยในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อช่วง 20 ปีผ่านมากว่า 100,000 เรื่อง พบว่าอยู่ในข่ายที่ใช้ประโยชน์ได้เพียง 1,000 กว่าเรื่อง ขณะเดียวกัน ความรู้ที่เกิดขึ้นมากมายนั้นก็มีวันหมดอายุ ดังนั้น นักวิจัยจำเป็นต้องสร้างความรู้ใหม่ ๆ ตลอดเวลา โดยนักวิจัยต้องตั้งคำถามและหาเป้าหมายจากโจทย์ในงานวิจัยนั้น ๆ ดังนั้น จึงต้องเริ่มต้นที่นักวิจัย โดยอาจทบทวนงานวิจัยของต่างประเทศ และไม่ควรลอกเลียนแบบหรือทำตาม แต่ควรพัฒนาจนไปสู่การวิจัยเพิ่มเติม
นักวิจัยไทยเก่ง…ไม่แพ้ชาติใดในโลก ล่าสุดไปกวาด 97 รางวัล ระดับโลก จากงานโฟว์ตี้ฟิฟ อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กซ์ซิบิชั่น ออฟเจนีวา (45th International Exhibition of Inventions Geneva) แถมยังได้รางวัล Special Prize จำนวน 21 รางวัล จากเวทีแข่งขันนานาชาติอีก 9 ประเทศ เรียกว่า โกยรางวัลระดับนานาชาติถึง 118 รางวัล สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ นักวิจัยไทยสุดเจ๋ง คว้า 97 รางวัล ระดับโลก ที่เจนีวา สำนักงาน วช. ได้นำนักประดิษฐ์และนักวิจัยจาก 30 หน่วยงาน นำผลงานเข้าร่วมประกวดในงานโฟว์ตี้ฟิฟ อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กซ์ซิบิชั่น ออฟเจนีวา ณ สมาพันธรัฐสวิส ระหว่าง วันที่ 29 มีนาคม-2 เมษายน 2560 ซึ่งเป็นงานประกวดสิ่งประดิษฐ์ ระดับนานาชาติที่สำคัญที่สุดในโลก จัดเป็นปีที่ 45 ติดต่อกัน มีนักวิจัยทั่วโลกส่งผลงานเข้าประกวดกว่า 725 ผลงาน จาก 40 ประเทศ มีผู้เข้าร่วมชมงานมากกว่า 50,000 คน ในปีนี้ นวัตกรรมเรื่อง “การตรวจคัดกรองผู้ป่วยโรคเบาหวานขึ้นจอตาอย่างอัตโนมัติ จากภาพถ่ายจอตาบนสมาร์ทโฟน” ของ รองศาสตราจารย์ ดร. จาตุรงค์ ตันติบัณฑิต และคณะ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ชนะ
รศ.ดร. ประเสริฐ ปิ่นปฐมวัฐ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เปิดเผยว่า ผลจากการส่งเสริมการค้นคว้าและพัฒนาผลงานวิจัยของอาจารย์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลงานวิจัยของคณาจารย์ของ มทร.ธัญบุรี เป็นผลงานวิจัยที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและสังคมในวงกว้าง และได้รับรางวัลจากการส่งผลงานเข้าประกวดในเวทีวิจัยต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ส่งผลงานวิจัยเข้าประกวดในงาน 45th International Exhibition of Inventions Geneva ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งเป็นงานประกวดผลงานวิจัยประดิษฐ์คิดค้น และนิทรรศการ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสวิสฯ และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก หรือ WIPO (The World Intellectual Progerty Organization) ปีนี้มีผลงานเข้าร่วมประกวดและจัดนิทรรศการมากกว่า 1,000 ผลงาน มีองค์กร หน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมกว่า 45 ประเทศ โดย มทร.ธัญบุรี ได้ส่งผลงานเข้าประกวด 4 ผลงาน และได้รับรางวัลรวม 6 รางวัล ประกอบด้วย ผลงานเรือหุ่นยนต์สองทุ่น แบบใช้งานระยะยาวสำหรับสำรวจข้อม
นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยว่า การประชุมและแสดงนิทรรศการเทคโนโลยีนวัตกรรมด้านเกษตรและอาหาร (International Conference Sustainable Agriculture and Bioeconomy 2017 : AGBIO2017) หรืองานแอ็กไบโอ จะจัดระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (บางนา) โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี จะทรงเป็นองค์ประธานเปิด ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพและโอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ โดยใช้จุดแข็งที่มีอยู่ ได้แก่ ความพร้อมของวัตถุดิบทางการเกษตร ความหลากหลายทางชีวภาพ และความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่พร้อมต่อยอดสู่การนำไปใช้ประโยชน์ ที่ผ่านมาสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มีการนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาพัฒนาต่อยอดสู่การทำการเกษตรสมัยใหม่ เช่น การพัฒนาพันธุ์พืชให้มีลักษณะดีเด่นตามความต้องการของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ได้แก่ พันธุ์อ้อยต้านทานโรคแมลงที่ให้ผลผลิตน้ำตาลสูง หรือพันธุ์มันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตแป้งสูง ตลอดจนการพัฒนาใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์และเอน
ศาสตราจารย์(ศ.) นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวตอนหนึ่งในพิธีร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการสนับสนุนโครงการวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพสำหรับนักวิจัยระดับปริญญาโทและปริญญาเอก จำนวน10 ทุน ระหว่างสกว.กับบริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด เมื่อเร็วๆนี้ว่า เป็นการยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยด้วยงานวิจัย เพื่อตอบสนองนโยบายของประเทศที่จะก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ โดยเริ่มตั้งแต่การพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตรสมัยใหม่ ที่ใช้การผสมผสานระหว่างความรู้ดั้งเดิมและเครื่องจักรกลอัจฉริยะเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ ตลอดจนการสร้างฐานเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) และเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ให้อุตสาหกรรมไทยมีความเข้มแข็งและอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันในตลาดสากล นายกฤษฎา มนเทียรวิเชียรฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า วิสัยทัศน์ใหม่ของกลุ่มมิตรผลกำลังมุ่งสู่การขับเคลื่อนธุรกิจฐานชีวภาพ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตแบบก้าวกระโดด สอดรับนโยบายประเทศไทย 4.0 ทั้งนี้ โครงการวิจัยของนักวิจัยจาก
“หอยลาย” เป็นสัตว์ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เป็นที่นิยมบริโภคในประเทศ ปัจจุบัน มีการแปรรูปส่งออกตลาดต่างประเทศและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากข้อมูลของ สวก. ระบุว่า ปี 2531 ไทยส่งออกหอยลายบรรจุภาชนะอัดลม ปริมาณ 10,022 ตัน มูลค่า 617.15 ล้านบาท และเนื้อหอยมิได้บรรจุภาชนะอัดลม 1,374 ตัน มูลค่า 93.22 ล้านบาท ซึ่งปี 2554 ปริมาณหอยลายและมูลค่าได้ลดลงอย่างมาก หอยลายบรรจุภาชนะอัดลมส่งออก 2,038 ตัน มูลค่า 240.18 ล้านบาท และเนื้อหอยมิได้บรรจุภาชนะอัดลม 205 ตัน มูลค่า 42.44 ล้าน และจำนวนหอยลายที่จับได้ลดจำนวนลงอย่างมาก หอยลาย ที่จับได้ ปี 2531 มีปริมาณ 115,400 ตัน คิดเป็นมูลค่า 603.18 ล้านบาท แต่ปี 2555 ปริมาณลดลงเหลือเพียง 8,700 ตัน คิดเป็นมูลค่า 217.0 ล้านบาท ขณะที่ตลาดส่งออกในยุโรป สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย ญี่ปุ่น เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกรมประมงต้องเร่งเพิ่มปริมาณของหอยลายในท้องทะเล เพื่อเพิ่มผลผลิตและศักยภาพการส่งออก ปล่อยพันธุ์หอยลาย ช่องช้าง 1 ล้านตัว นำร่องพื้นที่จังหวัดตราด ให้ชุมชนมีส่วนร่วม คุณพรรณพิมล ชัญญานุวัตร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยกา
สุดยอดงานวิจัย ม.แม่โจ้ คว้ารางวัล ชนะเลิศ (Platinum Award) ครองถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี งาน Thailand Research Expo 2016 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้รับรางวัลชนะเลิศ (Platinum Award) ถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จากงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ 2559 Thailand Research Expo 2016 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และ บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 17-21 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา งานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ 2559 หรือ Thailand Research Expo 2016 จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.) ร่วมกับเครือข่ายร่วมด้านการวิจัยเพื่อส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยของไทย โดยมี 9 ประเด็นกลุ่มงานวิจัย ซึ่งมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยจากหน่วยงานเครือข่ายระบบวิจัยทั่วประเทศมากกว่า 100 หน่วยงาน พร้อมการนำเสนอผลงานวิจัยมากกว่า 500 ผลงาน ซึ่งมหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้ส่งงานวิจัยนำเสนอในกลุ่มงานวิจัยเพื่อการผลิตและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและอาหาร จำนวน 2 ผลงาน ได้แก่ ผลงาน นวัตกรรมระบบการผลิตและการเพิ่มมูลค่าปลาหนังลูกผสมเพื่อชุมชน ของ รองศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศ
