จระเข้
วันที่ 16 พฤศจิกายน ผศ.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ทางกรมประมง และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ข้อสรุปเรื่อง จระเข้ เลพัง ที่ก่อนหน้านี้เคยจับได้จากทะเลภูเก็ต และนำมาเลี้ยงเอาไว้ ที่ จ.ภูเก็ตแล้ว ภายหลังจากสัตวแพทย์ได้เก็บตัวอย่างเลือด เพื่อไปตรวจ ดีเอ็นเอ แล้วได้ผลสรุปออกมาว่า เป็นจระเข้ลูกผสม ไม่ใช่จระเข้ในธรรมชาติจึงไม่สามารถจะปล่อยในธรรมชาติได้ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใด ผศ.ธรณ์กล่าวว่า ในตอนแรกที่พบกับจระเข้ เลพังนั้น บางคนอยากให้ปล่อยไว้ที่เดิม แต่ตนพิจารณาแล้วเห็นว่าจุดที่จับจระเข้ได้นั้นเป็นขุมเหมืองเก่าที่ปัจจุบันเป็นบ่อน้ำในโรงแรม 3 แห่ง ไม่ใช่สถานที่จระเข้จะอยู่ได้ ไม่ได้จับจระเข้มาจากป่าเขาหรือทะเลที่ห่างไกล นอกจากนี้ เมื่อมีจระเข้ปรากฏในที่ชุมชน หลักการคือต้องจับมาพิสูจน์ให้แน่ชัด จากนั้นค่อยหาทางจัดการต่อไป เพื่อความปลอดภัยของผู้คนและความปลอดภัยของจระเข้เอง “เมื่อผลการพิสูจน์ก็ชัดเจนว่า เลพังเป็นจระเข้ลูกผสม ไม่ใช่จระเข้ธรรมชาติ กระบวนการจัดการต่อจากนี้จึงมีความชัดเจนมากขึ้น คือ ปล่อยในพื้นที่ธรรมชาติไม่ได้ และ
จระเข้ จัดเป็นสัตว์เศรษฐกิจครึ่งน้ำครึ่งบกชนิดหนึ่งที่มีมูลค่าต่อตัวสูง เนื่องจาก อวัยวะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน โดยเฉพาะหนัง เนื้อ และเลือดที่มีราคาสูงมาก ปัจจุบัน จระเข้ที่มีการเลี้ยงเพื่อการค้าในไทยส่วนมากจะเป็นจระเข้น้ำจืด เนื่องจากสามารถเพาะพันธุ์ง่าย และเลี้ยงง่ายในแหล่งน้ำจืดทั่วประเทศ มีความต้านทานโรคสูง และทำผลิตภัณฑ์เครื่องหนังได้คุณภาพสูง บรัษัท ศรีราชาฟาร์ม (เอเชีย) จำกัด ตั้งอยู่ ตำบลสรุศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี มีพื้นที่ฟาร์มและโรงงานรวมประมาณ 250 ไร่ โดยประกอบกิจการครบวงจร ได้แก่ 1.เลี้ยงดูแลจระเข้ 2.ผลิตผลิตภัณฑ์เนื้อจระเข้สดและแช่แข็ง อบแห้ง และแปรรูปผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง 3.โรงฟอกหนังและตัดเย็บเครื่องหนังจากจระเข้ โดยมีการจำหน่ายปลีกหน้าฟาร์ม รวมทั้งรับจ้างผลิตตามแบบที่ลูกค้าต้องการ คุณสุชาติ ปัญญาสาคร รองประธานกรรมการ บริษัท ศรีราชาฟาร์ม (เอเชีย) จำกัด กล่าวว่าที่ฟาร์มแห่งนี้เลี้ยงจระเข้กว่า 100,000 ตัว ซึ่งแน่นอนว่าทางบริษัทผลิตสินค้าหลายชนิด เลี้ยงจระเข้จำนวน 100,000 ตัว ไม่เพียงพอต่อกระบวนการผลิต ทางบริษัทจึงได้มีการส่งเสริมเกษตรกรให้เลี้ยงจระเข้ กว่า
อายุแค่ 10 ขวบเท่านั้นแต่ จูเลียนา ออสซา สามารถใช้”ความรู้”ที่เธอได้ฟังมา สู้กับจระเข้ จนเอาชีวิตรอดมาได้อย่างน่าชื่นชม ระหว่างหนูน้อยไปเที่ยวที่เมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา เมื่อช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ แล้วถูกจระเข้งับขาข้างหนึ่ง “หนูอยู่ในน้ำ แล้วมีจระเข้มากัดขาหนู หนูพยายามตีมันให้ปล่อย แต่ก็ไม่สำเร็จ ” จูเลียนา ให้สัมภาษณ์อินไซด์ เอดิชั่น ถึงเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นกับเธอที่ทะเลสาบ แมรี เจน เลค ห่างจากดิสนีย์ เวิลด์ราว 42 กิโลเมตร งานนี้ต้องขอบคุณ ความรู้ที่เด็กหญิงได้เรียนรู้มาจาก เกเตอร์แลนด์ (Gatorland)สวนสาธารณะและเขตสงวนทางธรรมชาติที่อยู่ใกล้ๆกัน ที่สอนให้เธอรู้ถึงวิธีเอาตัวรอด เมื่อถูกจระเข้จู่โจม “หนูใช้ความรู้ ที่ได้เรียนรู้มาจากเกเตอร์แลนด์ หนูจึงใช้นิ้วมือ 2 นิ้วแหย่เข้าไปในรูจมูกทั้งสองของจระเข้ มันก็หายใจไม่ออก แล้วจระเข้ก็ต้องอ้าปากเพื่อหายใจทางปาก มันจึงปล่อยขาหนู ” ทิม วิลเลียม เจ้าหน้าที่เกเตอร์แลนด์ บอกว่า ” อายุแค่ 10 ขวบแล้วเธอทำได้ขนาดนี้ ช่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ พวกเราภูมิใจเธอมาก ที่สามารถเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์ตรงนั้น และได้รับบาดเจ็บไม่มาก ”
เว็บไซต์ iflscience.com เผยแพร่คลิปวิดีโอเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา เป็นภาพถ่ายจากทางอากาศแสดงให้ห็นจระเข้น้ำเค็มขนาดมหึมา เขมือบจระเข้น้ำจืดที่ตัวเล็กกว่าอย่างเห็นได้ชัด รายงานระบุว่าคลิปวิดีโอดังกล่าวถ่ายไว้โดยบริษัทนำเที่ยว “เฮลิสปิริต” ของออสเตรเลีย ที่ถ่ายคลิปดังกล่าวไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน เหนือแม่น้ำออร์ด ชายฝั่งทางตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย เฮลิสปิริต โพสข้อความพร้อมวิดีโอ ผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมาระบุว่า “เวลาอาหารกลางวัน! เราต่างรู้กันดีว่าคิเบอร์ลีเป็นป่า…แต่ดูนี่ก่อนวิศวกรของเฮลิสปิริตถ่ายคลิปนี้ไว้ได้ขณะร่วมบินเพื่อตรวจความเรียบร้อยกับหัวหน้านักบินเจมส์ บอนด์ฟิลด์ช่วงเช้าวันนี้” รายงานระบุว่าจระเข้ทั้งสองชนิดนี้สามารถอยู่ได้ทั้งน้ำเค็มและน้ำจืดดังนั้นมันจึงไม่แปลกนักที่นักล่าสองสายพันธุ์ที่เป็นญาติกันนั้นจะมาปะทะกันบ่อยๆ ทั้งนี้จระเข้น้ำจืดนั้นค่อนข้างมีจำนวนน้อยในออสเตรเลีย ต่างจากจระเข้น้ำจืดที่พบได้มากทั้งตอนเหนือของออสเตรเบีย รวมไปถึงทางตะวันออกของอินเดีย และในหลายพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจระเข้น้ำเค็มนั้นจะดุร้ายมากกว่าจระเข้น้ำจืดและจระเข้
