จังหวัดอุตรดิตถ์
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับจังหวัดอุตรดิตถ์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์และเครือข่ายวิจัยภูมิภาค : ภาคเหนือ แถลงข่าว “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ประจำปี 2563(Regional Research Expo 2020)” วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมี ผศ.ดร.เรืองเดช วงศ์หล้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นายสมเกียรติ พูลสุขเสริม รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ รศ.ดร.สุภาวิณีย์ สัตยาภรณ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ และ ผศ.ดร.สิริวดี พรหมน้อย รองคณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ร่วมแถลงข่าว การจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาคประจำปี 2563(Regional Research Expo 2020)” ครั้งที่ 8 ระหว่างวันที่ 1 -2 มีนาคม 2563 ณ อาคารหอประชุม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ลำรางทุ่งกะโล่ จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการขยายผลสำเร็จจากการจัดงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ (Thailand Res
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ จังหวัดอุตรดิตถ์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ พร้อมด้วยเครือข่ายการวิจัยภูมิภาคในภาคเหนือ เตรียมความพร้อมการจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ประจำปี 2563 (Regional Research Expo 2020) ครั้งที่ 8” นำแนวนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมในกระจายความรู้ กระจายโอกาสสู่ภูมิภาค มาดำเนินการ เพื่อให้เครือข่ายการวิจัยภูมิภาคเป็นกลไกสำคัญ ในการสร้างความเข้มแข็งและยกระดับศักยภาพของชุมชนในภูมิภาคด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม เป้าหมายการจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ประจำปี 2563 (Regional Research Expo 2020) ครั้งที่ 8” มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเครือข่ายในระดับภูมิภาค ในรูปแบบการประสานความร่วมมือ 4 ฝ่าย (Quadruple Helix) คือ หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานวิจัยและนักวิจัย ภาคเอกชน และภาควิสาหกิจและชุมชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการขยายผลงานวิจัยและนวัตกรรม สู่การใช้ประโยชน์ในภูมิภาคให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการ วช. ได้กำหนดแผนจัดงาน ครั้งที่ 8 นี้ โดยเครือข่ายการวิจัยภูมิภาคในภาคเหนือ ซึ่งมีจังหวัดอุตรดิตถ์และมหาวิทยาลัยราชภ
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ และหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการในภาคจังหวัดอุตรดิตถ์ นำงานวิจัยและนวัตกรรมพัฒนาสับปะรดห้วยมุ่น ที่ได้รับสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ยกระดับการผลิตสับปะรดห้วยมุ่นแบบครบวงจร ตั้งแต่การแปรรูปผลิตภัณฑ์ การใช้เทคโนโลยียืดอายุวัตถุดิบ การใช้ประโยชน์จากของเหลือทิ้งทางการเกษตร และการจัดจำหน่าย เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจชุมชน กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรตำบลห้วยมุ่น และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดในชุมชนของจังหวัดอุตรดิตถ์ ในวันที่ 12 มกราคม 2563 ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมตรวจเยี่ยมพื้นที่ดำเนินการของ “โครงการการพัฒนาและส่งเสริมผลิตภัณฑ์ผลไม้ของจังหวัดอุตรดิตถ์ : การผลิตสับปะรดห้วยมุ่นครบวงจร” โดยมี ดร. กิตติ เมืองตุ้ม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ หัวหน้าโครงการร่วมนำเสนอ ณ สถานผู้ประกอบการ ต. ผาจุก จ. อุตรดิตถ์ ซึ่งการถ่ายทอดเทคโนโลยีสามารถเสริมสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของกลุ่มเกษตรกร การพัฒนาให้มีศูนย์วิจัยชุมชน การสร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพของชุมชน และการวางแผนการตลาด ซึ่งปัจจุบั
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และกองทัพบก ร่วมพัฒนาความเข้มแข็งให้ชุมชนด้วยวิจัยและนวัตกรรมตามมติคณะรัฐมนตรี ภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่าง วช. และกองทัพบก พอเพียงเพิ่มพลังชุมชน มั่นคงด้วยวิจัยและนวัตกรรม โดย พลโทสมศักดิ์ สมรักษ์ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ร่วมเป็นประธานเปิดกิจกรรมขยายผลองค์ความรู้จากผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ 9 พร้อมนี้ นายธนากร อึ้งจิตรไพศาล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้กล่าวสนับสนุนกิจกรรม และ พันเอกวิสิษฐ์ ทรัพย์สิน รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 35 กล่าวต้อนรับ ในกิจกรรมดังกล่าว ในวันพุธที่ 6 มีนาคม 2562 ณ ศูนย์เรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มณฑลทหารบกที่ 35 ค่ายพิชัยดาบหัก อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยนำองค์ความรู้ตามความต้องการของพื้นที่ ได้แก่ “เทคโนโลยีการยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของพริกแห้งของไทย” ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากพริก อาทิ พริกแห้งอนามัยและการแปรรูปผลิตภัณฑ์น้ำพริก พร้อมด้วยวิธีการลดสารพิษตกค้างในผัก และการวิเคราะห์ยาฆ่าแมลงตกค้าง
จากคำบอกเล่าของบรรพบุรุษลับแล ว่า ลางสาด เป็นผลไม้ตามธรรมชาติมาจากต่างถิ่น แถบแหลมมลายู ภาคใต้ของไทย มีนายพรานเข้าป่าล่าสัตว์ พบนก หนู ค้างคาว และสัตว์ป่าต่างๆ เก็บผลกิน นายพรานจึงทดลองกินบ้าง ติดใจในรสชาติ และเห็นว่าไม่เป็นอันตราย จึงเก็บผลและเมล็ด มาปลูกในบ้าน ต่อมาได้แพร่ขยายพันธุ์ในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องทั่วไป ตำนาน “ลางสาดลับแล” เล่าว่า เมื่อกว่า 200 ปี “หลวงพิบูล” เจ้าเมืองลับแลสมัยนั้น เป็นคนที่เกิดที่บ้านนาโป่ง ตำบลฝายหลวง สมัยไปติดต่อราชการบางกอกเมืองหลวง ล่องเรือตามน้ำไป ตอนเข้าประชุมข้อราชการ มีเจ้าเมืองจากทางใต้ เอาลางสาดมาแจกใช้ชิม เป็นการผูกไมตรี และแนะนำผลผลิตเกษตร หลวงพิบูลเจ้าเมืองลับแล เป็นคนหนึ่งจากแดนเหนือ ที่ได้ชิมลางสาดแล้วติดใจ ด้วยท่านเป็นคนที่สนใจไม้ผล พืชผลต่างๆ จึงได้นำเอาเมล็ดลางสาด กลับมาเพาะปลูกที่ลับแลตอนเหนือ ตั้งแต่บ้านเกิดท่าน บ้านนาโป่ง ตำบลฝายหลวง ขึ้นไปจนสุดเขาน้ำตกแม่พูล ออกถึงตำบลนานกกก ข้ามเขาพลึง แพร่ขยายไปทั่ว จากบ้านเจ้าเมือง สู่บ้านเจ้าขุนมูลนาย ถึงชาวบ้าน มีที่ว่างตรงไหนก็ปลูกกันทั่วไป เลือกปลูกตามชอบใจ สภาพภูมิอากาศมันให้เหมา
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายเสฐียรพงศ์ มากศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานเปิดงานเทศกาลทุเรียน และผลไม้เมืองลับแล ” ทุเรียนหลง-หลินลับแล” ประจำปี 2561 โดยมีนายอุเทน โล่พานิช นายกเทศมนตรีตำบลหัวดง พร้อมด้วย พาณิชย์จังหวัดอุตรดิตถ์ ท้องถิ่นจังหวัดอุตรดิตถ์ หัวหน้าส่วนราชการ นายกองค์การส่วนท้องถิ่น เกษตรกรชาวสวนทุเรียน และประชาชนกว่า 1,000 คนเข้าร่วมงาน นายเสถียรพงศ์ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ว่าเมื่อมาถึงจังหวัดอุตรดิตถ์ จากผู้เข้าร่วมขายแต่ของแท้ทั้งทุเรียน และผลไม้ต่างๆของจังหวัด ตามมาตรฐานการตรวจตราจากชุดปฏิบัติการ เพื่อเป็นเจ้าบ้านที่ดี อีกทั้งยังเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดในเชิงเกษตรและธรรมชาติ ที่จะได้เห็นหุบเขาท่ามกลางเมฆหมอกกับต้นทุเทียนคุณภาพดี หลง-หลินลับแล เป็นทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองของอำเภอลับแล เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและแพร่หลาย อีกทั้งยังเป็นที่นิยมของผู้บริโภค ประกอบกับในปี พ.ศ. 2561 กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI เป็นพันธุ์ที่สามารถเพาะปลูกและมีผลผลิตที
