ซีพีเอฟ
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และบริษัท เอ็นเอช ฟู้ดส์ จำกัด (NH Foods Ltd.) ประกาศความคืบหน้าความร่วมมือผ่านบริษัทร่วมทุน บริษัท ซีพีเอฟ เอ็นเอช ฟู้ดส์ จำกัด (CPF NH Foods Co., Ltd.) พร้อมเดินเครื่องการผลิตโรงงานอาหารสำเร็จรูปซีพีเอฟ เอ็นเอช ฟู้ดส์ อย่างเป็นทางการ และเปิดตัวแบรนด์ผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรแปรรูประดับพรีเมียม “CP Nippon” หวังยกระดับไทยสู่ฐานการผลิตอาหารคุณภาพสูงสำหรับตลาดเอเชีย จากการประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญของสองผู้นำอุตสาหกรรมอาหารแห่งเอเชียในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา นำไปสู่การเปิดเดินเครื่องโรงงานอาหารสำเร็จรูป CPF NH Foods ในอำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรแปรรูปคุณภาพสูง แบรนด์ “CP Nippon” เพื่อรองรับทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และตลาดสำคัญอื่นๆ ในเอเชีย โดยผสานศักยภาพของซีพีเอฟด้านห่วงโซ่การผลิตอาหารแบบครบวงจรและเครือข่ายการกระจายสินค้าในภูมิภาค เข้ากับเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารขั้นสูง และความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรแปรรูประดับพรีเมียมสไตล์ญี่ปุ่นขอ
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ รายงานกำไรสุทธิปี 2568 จำนวน 25,197 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% จากปี 2567 โดยหลักเป็นผลมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2569 บริษัทให้ความสำคัญต่อเนื่องด้านการขับเคลื่อนการเติบโตด้วยนวัตกรรมความยั่งยืน และเน้นประสิทธิภาพด้านการควบคุมต้นทุน ผ่านโครงการเชิงกลยุทธ์ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ ปี 2568 บริษัทมีรายได้จากการขายจำนวน 571,135 ล้านบาท ลดลง 2 % จากงวดเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในการแปลงค่าของงบการเงินกิจการต่างประเทศ หากพิจารณาเป็นสกุลเงินท้องถิ่น รายได้จากการขายจะเพิ่มขึ้น 3 % จากปีก่อน โดยเป็นการเติบโตจากกิจการต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งนี้ ยอดขายของบริษัทฯ แบ่งสัดส่วนจากกิจการต่างประเทศ 62 % การส่งออกไปประเทศต่างๆ ประมาณ 50 ประเทศ 5% และกิจการที่ขายในประเทศไทย 33% โดยกิจการต่างประเทศผลิตและจำหน่ายสินค้าในประเทศนั้นเป็นหลัก ประกอบด้วย 13 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม จีน (รวมไต้หวัน) รัสเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย อังกฤษ อินเดีย ตุรกี ลาว เบลเยียม และ ศรีลังกา จากการบริหารด้านประสิทธิภ
ซีพีเอฟ โชว์นิทรรศการเสริมความรู้เกษตรกร ชูนวัตกรรมสร้างระบบฟาร์มเลี้ยงกุ้งยั่งยืน ผลิตภัณฑ์รับฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่รักษ์สิ่งแวดล้อม มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 วันที่ 3 พ.ย. 2568 นายไพโรจน์ อภิรักษ์นุสิทธิ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจสัตว์น้ำครบวงจรเขตประเทศไทย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยในโอกาสเข้าร่วมจัดนิทรรศการ ให้ความรู้ในการ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์น้ำคาร์บอนต่ำ ร่วมกับกรมประมง ณ โรงแรมทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพ ว่า บริษัทมีบทบาทการพัฒนาระบบเลี้ยงกุ้งยั่งยืนตลอดห่วงโซ่ซัพพลาย เพื่อสนับสนุนการมุ่งสู่เป้าหมาย NET-ZERO ภายในปี 2050 ทำให้บริษัทเป็นผู้ผลิตอาหารแห่งแรกของโลกที่ได้รับการอนุมัติเป้าหมายจาก the Science Based Targets initiative (SBTi) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อรักษาอุณหภูมิของโลกไม่ให้สูงขึ้นกว่า 1.5 องศาเซลเซียส “การวางระบบการเลี้ยงกุ้งคาร์บอนต่ำเป็นส่วนหนึ่งของการเลี้ยงกุ้งแบบยั่งยืน ซึ่งบริษัทได้ตระหนักถึงความสำคัญและให้การดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ จากการเลือกวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น ปล
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และ บริษัท เอ็นเอช ฟู้ดส์ (NH Foods) หรือ นิปปอนแฮม สองผู้นำอุตสาหกรรมอาหารแห่งเอเชีย ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ จัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ บริษัท ซีพีเอฟ เอ็นเอช ฟู้ดส์ จำกัด (CPF NH Foods Co., Ltd.) ความร่วมมือนี้เป็นการผสานศักยภาพชั้นนำด้านนวัตกรรม ความปลอดภัยทางอาหาร การผลิตโปรตีนคุณภาพสูง และกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรแปรรูประดับพรีเมียมในภูมิภาคเอเชีย การจัดตั้งบริษัท ซีพีเอฟ เอ็นเอช ฟู้ดส์ จำกัด (CPF NH Foods Co., Ltd.) เป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท ซีพีเอฟ ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจ จำกัด (CPF Food and Beverage Co., Ltd.) บริษัทในเครือของซีพีเอฟ และบริษัท เอ็นเอช ฟู้ดส์ จำกัด (NH Foods Ltd.) โดยบริษัทใหม่จะมุ่งเน้นการพัฒนา ผลิต และทำการตลาดผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรแปรรูปสำหรับผู้บริโภคในประเทศไทย และตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย โดยโรงงานแปรรูปอาหารของซีพีเอฟ จังหวัดฉะเชิงเทรา จะเป็นฐานการผลิตของธุรกิจใหม่นี้ ภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์คร
จากความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ด้วยการนำแนวคิด Sustainovation ที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนในเทคโนโลยีที่ทันสมัย และนำนวัตกรรมมาใช้ในมิติต่างๆ รวมทั้ง การบริหารจัดการการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการมีแหล่งพลังงานทางเลือกที่มั่นคงและเพียงพอในระยะยาว ทำให้”โครงการฟาร์มคอมเพล็กซ์ไก่ไข่จันทบุรี” โดยธุรกิจไก่ไข่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)หรือ ซีพีเอฟ ได้รับการคัดเลือกจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน เป็นตัวแทนของประเทศไทยเข้าประกวด เวที ASEAN Energy Awards 2025 จัดโดยศูนย์พลังงานอาเซียน (ASEAN Centre for Energy) และได้รับรางวัลด้านพลังงานทดแทนระดับภูมิภาค รองชนะเลิศอันดับ 2 ประเภทโครงการที่เชื่อมโยงกับระบบสายส่งไฟฟ้าแบบโครงข่ายไฟฟ้าท้องถิ่น (On-Grid :Self-consumption) “ฟาร์มคอมเพล็กซ์ไก่ไข่จันทบุรี” ตั้งอยู่ที่ ต.เขาวงกต อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี เป็นฟาร์มต้นแบบแห่งแรกของซีพีเอฟที่ดำเนินการภายใต้แนวคิด “Renewable Energy 100% Farm” หรือ RE100 Farm เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน โดยใช้พลังงานหมุนเวียนจา
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ได้รับรางวัล องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568 ประเภทองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ระดับดีเด่น ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เพื่อยกย่ององค์กรที่เป็นแบบอย่างด้านสิทธิมนุษยชนของภาคธุรกิจไทย นาวสาวพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานผู้บริหารทรัพยากรบุคคล ซีพีเอฟ กล่าวว่า “รางวัลนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของซีพีเอฟในการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) โดยบริษัทได้นำหลักสิทธิมนุษยชนบูรณาการเข้าสู่ทุกมิติของการทำงาน รางวัลนี้จึงไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของมาตรฐานการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนที่โดดเด่น แต่ยังเป็นข้อพิสูจน์ว่าซีพีเอฟขับเคลื่อนธุรกิจบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในระดับสากล อีกทั้งยังยึดมั่นในหลัก ‘ปรัชญา 3 ประโยชน์’ ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ให้ความสำคัญสูงสุดต่อประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชนในทุกประเทศที่บริษัทดำเนินธุรกิจ ก่อนที่จะคำนึงถึงประโยชน์ขององค์กรเป็นลำดับสุดท้าย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง พ
เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมงาน Thailand-China Cooperation Expo 2025 ฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น สร้างรากฐานการขับเคลื่อนการเติบโตในทุกมิติสองประเทศ ตอกย้ำความร่วมมือในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ในฐานะผู้ผลิตอาหารคุณภาพสูง และ ปลอดภัย ด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมและความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Quality through Sustainovation” ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ในพิธีเปิดงาน พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรีเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมทั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หลังจากพิธีเปิดยังได้เยี่ยมชมบูธซีพีเอฟ ร่วมกับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายณรงศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน เยี่ยมชมบูธซีพีเอฟ โดยมีนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ และนางสาวพิมลรัตน
การปล่อยปลานักล่า ช่วยลดปลาหมอคางดำได้ผล กรมประมงผนึกกำลังทุกภาคส่วนและชุมชน เดินหน้ามาตรการควบคุมและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั่วประเทศ ผ่านกิจกรรมการปล่อยพันธุ์ปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมสนับสนุนผลิตและส่งมอบลูกพันธุ์ปลากะพงขาว ขนาด 4–5 นิ้ว เพื่อปล่อยลงในจังหวัดต่างๆ ตามที่ กรมประมงเปิดปฏิบัติการปล่อยปลาผู้ล่า เป็นมาตรการที่ 2 จาก 7 มาตรการภายใต้แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ ปี 2567 – 2570 เพื่อกำจัดลูกปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ มุ่งเน้นการจัดหาพันธุ์ปลาผู้ล่า ประกอบด้วย ปลากะพงขาว ปลาอีกง ปลากดเหลืองที่มีความเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ปฏิบัติการกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติโดยการปล่อยปลาผู้ล่า โดยในปีนี้ ซีพีเอฟมีส่วนร่วมสนับสนุนผลิตและส่งมอบลูกพันธุ์ปลากะพงขาวจำนวน 400,000 ตัว ที่ผ่านมา ซีพีเอฟได้ทยอยส่งมอบพันธุ์ปลากะพงขาวให้แก่ประมงจังหวัดเพื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ตามแผนงานของกรมประมง อาทิ จังหวัดเพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรปราการ
จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยสำนักงานประมงจังหวัด ร่วมกับอำเภอบางปะกง องค์การบริหารส่วนตำบลสองคลอง ชุมชนในพื้นที่ และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการจัดการ “ปลาหมอคางดำ” อย่างจริงจัง ภายใต้โมเดล “กิน คุม ฟื้น” ผ่านกิจกรรมปล่อยลูกปลากะพงขาวขนาด 4–5 นิ้ว จำนวนกว่า 10,000 ตัว ลงในแม่น้ำบริเวณท่าน้ำวัดไตรสรณาคม ใช้ “ปลานักล่า” เป็นกลไกทางธรรมชาติในการควบคุมประชากรปลาต่างถิ่นที่แพร่พันธุ์รวดเร็ว นายคนึง คมขำ ประมงจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า โมเดล “กิน คุม ฟื้น” เป็นแนวทางที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถแก้ปัญหาได้จริงและสร้างคุณค่าได้ โดยไม่เพียงช่วยลดประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่ 4 อำเภอ แต่ยังส่งผลเชิงบวกต่อการฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศ ขณะเดียวกันยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและสร้างรายได้ให้กับประชาชนผ่านการจับปลาขึ้นมาบริโภคและจำหน่าย การปล่อยปลานักล่า เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเชิงรุกที่ดำเนินควบคู่กับกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ด้วยการระดมพลังชุมชนร่วมจับปลาหมอคางดำในคลองสายต่างๆ อย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์ที่ได้เริ่มเห็นชัดเจน ลูกปลาหมอคางดำตัวเล็กลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเ
จังหวัดสมุทรสงคราม เมืองเล็กๆ ริมแม่กลองที่ผู้คนรู้จักกันดีในฐานะ “แหล่งน้ำปลาชั้นเลิศ” ของไทย น้ำปลาที่นี่ส่วนใหญ่ใช้ปลากะตักหรือปลาไส้ตันเป็นวัตถุดิบหลัก ด้วยเป็นผลิตภัณฑ์สำคัญของครัวเรือนไทย แนวคิดใหม่จึงถือกำเนิดขึ้นจากความตั้งใจของตำรวจในพื้นที่ที่ต้องการสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคม และร่วมดูแลระบบนิเวศ พันตำรวจเอก สมชาย ขอค้า ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสงคราม มองเห็นการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ไม่ใช่ปัญหา ด้วยปลาชนิดนี้มีประโยชน์ บริโภคได้ จึงพลิกให้เป็น “โอกาส” โดยนำปลาชนิดนี้มาหมักเป็นน้ำปลา เครื่องปรุงรส คู่ครัวไทย ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน ด้วยความร่วมมือจากประมงจังหวัดสมุทรสงครามและบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ที่มาถ่ายทอดความรู้และทักษะวิธีการหมักน้ำปลาให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและแม่บ้านตำรวจ โดยใช้ปลาหมอคางดำเป็นวัตถุดิบ ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับมาตรฐานการผลิตที่ถูกหลักสุขอนามัย ใช้ปลาหมอคางดำหมักกับเกลือสมุทรคุณภาพในท้องถิ่น ด้วยอัตราส่วน 4 ต่อ 1 บรรจุในโอ่งดินเผา หมักไว้ราว 12 เดือน ก่อนจะได้น้ำปลาสีน้ำตาลใส
