ท่องเที่ยวเกษตร
ถ้าหากจะเอ่ยถึงเรื่อง คำว่า “รีสอร์ต” คนไทยรู้จักกันดี เริ่มจากภาคใต้ถึงเหนือ และอีสาน ว่ากันอย่างงั้นหลายปีผ่านไป ความนิยมการเที่ยวชมธรรมชาติของคนไทยเริ่มหันเหมาทางภาคเหนือตอนบน ตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เหตุผลจากอะไร หลายคนอาจไม่ทราบ!!! เพราะสภานที่ดังกล่าวช่างสวยงามตามธรรมชาติ มีป่าเขาลำเนาไพรดูสวยงาม และที่สำคัญ นักท่องเที่ยวรายได้น้อยก็มีโอกาสมาเที่ยวได้ เพราะราคาและการครองชีพรายจ่ายไม่แพงเกินไปนัก ต่างกับภาคใต้ ทั้งระยะทางไกล ค่าที่พัก อาหารทะเล ค่าใช้จ่ายสูง แพงไป ไม่เหมาะกับคนไทยยุคเศรษฐกิจตกต่ำ เลยหันมาท่องเที่ยวภาคอื่นกันดีกว่า แม้ว่าทางภาคใต้จะเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ หันมาใช้ระบบ “โฮมสเตย์” ที่มีราคาถูกกว่า ทั้งอาหารทะเลสด หรือค่าที่พัก แต่ก็มีอุปสรรคในการเดินทางอยู่ดี ยกเว้นคนชั้นกลางที่พอจะมีเงินเพียงพอพากันไปเป็นกลุ่มคณะที่พอจะกระจายรายได้สู่ต่างจังหวัดได้ นี่คือ เสน่ห์ของโฮมสเตย์ เพราะฉะนั้นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล คนภาคอื่นมักจะไปสนุกกับทะเลพัทยา บางแสน หรือชะอำ ที่เดินทางไม่ไกล แถมสนนราคาอาหารทะเลไม่แพงเว่อร์จนเกินไป ทำให้นักท่องเที่ยวหันเหไปเที่ยวทะเลหมอกภูเขาที่เชียง
คุณชัยศักดิ์ ผิวผ่อง เล่าให้ฟังว่า เดิมครอบครัวประกอบอาชีพทำธุรกิจส่วนตัว ด้านการรับเหมาออกแบบตกแต่งภายใน สมรสกับ คุณปรัชญาวรรณ สารบัน มีบุตรสาว 2 คน ภรรยาทำธุรกิจเสื้อผ้าส่งออก ครอบครัวอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นเวลา 15 ปี คุณชัยศักดิ์และภรรยามีความสนใจในด้านการทำการเกษตร เนื่องจากเดิมครอบครัวและบ้านเกิดอยู่ในชนบท และมีแนวคิดอยากกลับไปใช้ชีวิตทำการเกษตรที่บ้านเกิด จึงได้ศึกษาหาความรู้ด้านการเกษตรเสมอมา ต่อมาภรรยาประสบปัญหาเรื่องธุรกิจ เกิดความท้อแท้ใจ อยากหนีความวุ่นวายของเมืองหลวง ประกอบกับบิดาป่วย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแนวความคิด ทำให้ตัดสินใจพาครอบครัวกลับมาอยู่ที่บ้านเกิด บ้านหนองด่าน ตำบลด่านช้าง อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อพาบิดามาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีใกล้ชิดธรรมชาติ อากาศดี ได้รับประทานอาหารที่ปลอดภัยจากสารเคมี และสมาชิกในครอบครัวมีสุขภาพที่ดี ปี 2558 ได้เริ่มกลับมาปรับปรุงที่ดินมรดกจากเดิมเป็นแปลงปลูกอ้อย พื้นที่ 62 ไร่ ได้น้อมนำเอาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาเป็นหลักคิดและแรงบันดาลใจในการปรับเปลี่ยนชีวิตจากการใช้ชีวิตในเมืองหลวงที่วุ่นวายมาอ
“กาแฟอาราบิก้า” ต้นแรกอยู่ที่ ดอยมูเซอ จังหวัดตาก นี่คือ ข้อมูลแรกที่เราได้รับ หลังจากเตรียมตัวเดินทางสำรวจเส้นทาง เพื่อนำคณะผู้สนใจศึกษาดูงานด้านการเกษตร กับสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย จากนั้นเป้าหมายแรกของการเดินทางคือ การตามหา “กาแฟต้นแรก” จากพิกัดที่เราอยู่ปลายทาง บอกว่า ระยะทางกว่า 400 กิโลเมตร จึงจะถึงเป้าหมาย นั่นหมายความว่า การเดินทางครั้งนี้ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 ชั่วโมง และก็ไปตามนั่น เพราะการเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่กำแพงเพชร ใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมง และจากถนนทางแยกขึ้นไปยังดอยมูเซออีก 1 ชั่วโมง บนเส้นทางลาดชันและคดเคี้ยว ในที่สุดเราก็มาถึงศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก (ดอยมูเซอ) และเยี่ยมชมแปลงทดลองวิจัยพืชเศรษฐกิจอีกหลากหลายชนิดที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่เกษตรกรเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็น อะโวกาโด แมคคาเดเมียนัท หรือ วานิลลา ที่ว่ากันว่าตอนนี้มีพื้นที่ปลูกใหญ่ที่สุดของหน่วยงานราชการ โดยการเดินทางครั้งนี้ได้พาหนะคู่ใจในการเดินทางอย่าง “ฟอร์ด เอเวอร์เรส เอสยูวี ” พันธุ์แกร่งเพื่องานเกษตร ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก (ดอยมูเซอ) สังกัดกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งอยู่ร
ติดปีกบินข้ามฟ้ามาใกล้เทือกเขาหิมาลัยขนาดนี้ บรรยายไปเฉพาะเรื่องของวิถีชีวิตที่สำรวจมาได้ ตาทั้งสองข้างยังไม่พอ คงต้องพูดถึงเป้าหมายของการมาเนปาลครั้งนี้ว่า แท้ที่จริงแล้ว มาเพื่ออะไร ประการแรก เพียงเพื่อให้ได้มา เนปาล ประเทศที่อยู่ในห้วงใจลึกๆ ส่วนประการอื่น ขึ้นกับหัวหน้าทริปและผู้ร่วมเดินทางอีก 14 คน ซึ่งได้ทราบก่อนเดินทางเพียง 1 สัปดาห์ ว่า เป้าหมายการเดินทางครั้งนี้คือ การดูนก และเก็บภาพนกที่หายากหรือไม่พบแล้วในเมืองไทย โดยผู้เดินทางทุกคน ยกเว้นผู้เขียน มีประสบการณ์การดูนก การถ่ายภาพ และการถ่ายภาพนกระดับมือโปรทั้งนั้น อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ ว่าการเดินทางจากเมืองกาฐมาณฑุ เมืองหลวง มายังเมืองโพคารา ใช้เวลาเดินทาง 7-8 ชั่วโมง ทำให้การเดินทางในวันแรกหมดลงอย่างน่าเสียดาย เข้าที่พักก็ค่ำ ไม่ทันเห็นความศิวิไลซ์ที่น้อยนิดของเมืองโพคารา ที่จัดว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวของเนปาล เมื่อเป้าหมาย คือ การดูนก เก็บภาพนก เราจึงพุ่งเป้าไปที่ Dhampus ห่างออกจากตัวเมืองไปเกือบ 1 ชั่วโมง เมื่อเดินทางด้วยรถบัส ยิ่งนั่งรถออกนอกตัวเมืองโพคาราเข้าใกล้ Dhampus มากเท่าไร เหมือนเดินเข้าใกล้เทือกเขาอันนะปุรณะ
“กาแฟ” เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลักที่สร้างรายได้ก้อนโตให้แก่ชาวเชียงรายมานานกว่า 40 ปี ชาวบ้านเริ่มปลูกกาแฟตั้งแต่ ปี 2516 ภายใต้โครงการปลูกพืชทดแทน และพัฒนาเศรษฐกิจชาวไทยภูเขา ไทย/สหประชาชาติ ที่ส่งเสริมการปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้า ทดแทนการปลูกฝิ่น ผสมผสานกับไร่ชาอัสสัม ที่ให้ผลผลิตที่ดีและสร้างรายได้ที่มั่นคง ทำให้ปริมาณการผลิตฝิ่นลดลงไปมาก ต่อมามีการทดลองปลูกชา กาแฟ ไม้ผลเมืองหนาวอีกหลายชนิด ณ พื้นที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ดอยตุง สถานีทดลองเกษตรที่สูงจังหวัดเชียงราย หลังจากนั้นมีการแจกจ่ายพันธุ์พืชคุณภาพดีสู่เกษตรกรและชาวไทยภูเขา ทำให้ผลผลิตชาและกาแฟคุณภาพดี กลายเป็นเศรษฐกิจหลักของจังหวัดเชียงรายจนถึงทุกวันนี้ กาแฟ สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตที่ดีในพื้นที่สูง เพราะมีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี ทุกวันนี้ จังหวัดเชียงรายมีแหล่งกาแฟ จำนวน 35 หมู่บ้าน ในพื้นที่ 10 ตำบล 7 อำเภอ โดยมีพื้นที่ปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้ามาเป็น อันดับ 1 ของประเทศไทย พื้นที่ปลูกรวมทั้งสิ้น 42,566 ไร่ ให้ผลผลิตเฉลี่ย ไร่ละ 215 กิโลกรัม เมื่อปี 2557 ให้ผลผลิตสูง 9,328 ตัน มีเกษตรกรปลูกและผู้แปรรูปกาแฟรวม 4,277 ราย โดยมีพ
“ท่องเที่ยวชุมชน” เป็นนโยบายของรัฐบาลเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก กระจายรายได้สู่ชุมชน ให้ชาวบ้านได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยว องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน : อพท.) เป็นองค์กรหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนพัฒนาส่งเสริมท่องเที่ยวชุมชนในพื้นที่ทั้งหมด 6 แห่ง เมื่อ 17-23 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา อพท. 3 ได้นำคณะกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนจังหวัดตราด 4 ชุมชน คือ ชุมชนเกาะหมาก ชุมชนท่าระแนะ ชุมชนตำบลไม้รูด และชุมชนตำบลคลองใหญ่ รวม 40 คน จัดกิจกรรมเชื่อมโยงกับ อพท. 5 จังหวัดเลย ที่อำเภอเชียงคานและอำเภอด่านซ้าย คุณสุธารักษ์ สุนทรวิภาต รองผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษ 3 (ตราด) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นการให้องค์ความรู้โดยสมาคมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม (ส.พ.ส.) ผสมผสานกับประสบการณ์ตรง ศึกษาดูงานพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น เพื่อส่งเสริมด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามมาตรฐานและพัฒนาการอย่างยั่งยืนต่อ รวมทั้งให้ชุมชนได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์เพื่อนำมาปรับใช้ รวมทั้งสร้างเครือข่ายท่องเที่ยวชุมชนเชื่อมโยงกั
เมื่อกระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นที่นิยมทั่วโลก นโยบายของภาครัฐได้สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ให้ไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) พื้นที่ภาคตะวันออก ชลบุรี-ระยอง-จันทบุรี-ตราด เป็นเป้าหมายที่ภาครัฐส่งเสริมพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 1-7 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต จัดอบรม “หลักสูตรนวดฝ่าเท้าเพื่อสุขภาพ หลักสูตร 60 ชั่วโมง” โดย อาจารย์สืบสกุล ขุนเทพ จากสถาบัน ขุนเทพ คลินิกแพทย์แผนไทยจังหวัดจันทบุรี เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและกระจายรายได้ให้เข้าถึงชุมชน โดยผู้เข้าอบรมทั้ง 30 คน สามารถให้บริการนวดฝ่าเท้าที่ถูกวิธี และนำงานวิจัยผลิตภัณฑ์นวัตกรรมครีมสกัดจากสมุนไพรในท้องถิ่นมาใช้ในการนวด ซึ่งงานวิจัยผลิตภัณฑ์นี้เป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่น และภูมิปัญญาที่ผู้ประกอบการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสามารถนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ งานวิจัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สร้างงาน สร้างรายได้ เข้าถึงชุมชน รศ.ดร. พรรณี สวน
นายอนิรุจ นุชมี ประธานกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ทุ่งครุ เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ชาวชุมชนทุ่งครุในพื้นที่พุทธบูชา ซอย 36 ซึ่งเป็นชุมชนที่มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่จำนวนมาก ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนและเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะเลี้ยงแพะและแกะ ซึ่งดั้งเดิมของชาวทุ่งครุ หรือที่รู้จักกันแต่ก่อนว่าบางมด คือการทำนา ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนมาทำสวนส้ม ตั้งแต่ปี 2508 พื้นที่นาจึงเปลี่ยนสภาพเป็นสวนส้ม ซึ่งส้มบางมดมีชื่อเสียง เนื่องจากรสชาติหวานไม่เหมือนส้มจากพื้นที่อื่น เพราะปลูกในเขตพื้นที่ที่เป็นดินสองน้ำ เป็นดินน้ำกร่อย ที่ผสมระหว่างดินจากแม่น้ำเจ้าพระยากับน้ำทะเล และปีหนึ่งจะได้บริโภคส้มบางมดเพียงหนเดียว เนื่องจากใช้เวลาออกผล 8 เดือน จึงจะสามารถเก็บขายได้ ปัจจุบัน ส้มบางมดเหลือน้อยลง เกษตรกรในพื้นที่ทุ่งครุจึงรวมตัวกัน เพราะต้องการให้อนุรักษ์พื้นที่ทำการเกษตรในเขตทุ่งครุ อนุรักษ์น้ำและลำคลองที่กำลังจะหมดไป และคนต้องการให้คนทั่วไปรู้ว่าส้มบางมดยังคงเหลืออยู่และชาวบ้านจะร่วมกันอนุรักษ์ให้คงอยู่คู่กับพื้นที่แห่งนี้ ปัจจุบัน ชาวบ้านที่นี่ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตร ภายใต้ชื่องาน “กัมปงในด
นายอนิรุจ นุชมี ประธานกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ทุ่งครุ เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ชาวชุมชนทุ่งครุในพื้นที่พุทธบูชา ซอย 36 ซึ่งเป็นชุมชนที่มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่จำนวนมาก ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนและเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะเลี้ยงแพะและแกะ ซึ่งดั้งเดิมของชาวทุ่งครุ หรือที่รู้จักกันแต่ก่อนว่าบางมด คือ การทำนา ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนมาทำสวนส้ม ตั้งแต่ ปี 2508 พื้นที่นาจึงเปลี่ยนสภาพเป็นสวนส้ม ซึ่งส้มบางมดมีชื่อเสียง เนื่องจากรสชาติหวานไม่เหมือนส้มจากพื้นที่อื่น เพราะปลูกในเขตพื้นที่ที่เป็นดินสองน้ำ เป็นดินน้ำกร่อย ที่ผสมระหว่างดินจากแม่น้ำเจ้าพระยากับน้ำทะเล และปีหนึ่งจะได้บริโภคส้มบางมดเพียงหนเดียว เนื่องจากใช้เวลาออกผล 8 เดือน จึงจะสามารถเก็บขายได้ ปัจจุบัน ส้มบางมดเหลือน้อยลง เกษตรกรในพื้นที่ทุ่งครุจึงรวมตัวกัน เพราะต้องการให้อนุรักษ์พื้นที่ทำการเกษตรในเขตทุ่งครุ อนุรักษ์น้ำและลำคลองที่กำลังจะหมดไป และคนต้องการให้คนทั่วไปรู้ว่าส้มบางมดยังคงเหลืออยู่และชาวบ้านจะร่วมกันอนุรักษ์ให้คงอยู่คู่กับพื้นที่แห่งนี้ ปัจจุบัน ชาวบ้านที่นี่ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตร ภายใต้ชื่องาน “กัมปงใ
“เส้นทาง สุดทางบูรพา” เป็น 1 ใน 5 เส้นทางท่องเที่ยวชุมชนบนฝั่ง ที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดตราด ดำเนินการภายใต้แนวคิดนโยบายภาครัฐ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดตราด เป็นการสร้างและการกระจายรายได้สู่พื้นที่ท่องเที่ยวบนฝั่งจังหวัดตราด จากความนิยมของนักท่องเที่ยวที่มุ่งสู่เกาะต่างๆ คุณไพโรจน์ โสภาพร พัฒนาการจังหวัดตราด กล่าวว่า หลังการเตรียมพร้อมทั้ง 5 เส้นทางแล้ว ถึงขั้นตอนกิจกรรมทดสอบเส้นทาง (Press Tour) เพื่อปรับปรุงและพัฒนาเพื่อเตรียมประชาสัมพันธ์ ทำการตลาดให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน เพี่อเพิ่มและกระจายรายได้ให้กับชุมชน ซึ่งผู้เขียนมีโอกาสได้ร่วมกับคณะเดินทางสำรวจ ทดสอบ เส้นทางชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี จังหวัดตราด : เส้นทางที่ 5 “สุดทางบูรพา” เมื่อกลางเดือนมกราคม 2562 ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่หมู่บ้านชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีจะมีความพร้อมทางด้านการท่องเที่ยว เพราะจังหวัดตราดเป็น 1 ใน 10 เมืองรอง ได้รับการพัฒนาส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวจากหน่วยงานต่างๆ มาบ้างแล้ว และที่สำคัญชุมชนมีศักยภาพทางธรรมชาติ มีความเข้มแข็ง มีอัตลักษณ์ของตัวเองที่เป็นเสน่ห์น่าสนใจ การเข้ามา
