ท่องเที่ยวเชิงเกษตร
“พื้นที่ภาคกลางน้ำดี อยู่ใกล้ตลาด…ใช้การตลาดนำหน้าการผลิต” การเกษตรในภาคกลางมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ปลูกพืช เลี้ยงปศุสัตว์ ประมง ท่องเที่ยวเชิงเกษตร และอื่นๆ ภูมิภาคนี้สามารถปลูกพืชอายุสั้น เช่น ข้าว (โดยเฉพาะการปลูกข้าวนาปรัง) พืชไร่ พืชผักมากกว่า 1 ครั้งในรอบปี โดยจังหวัดที่มีความถี่ของการใช้พื้นที่เพื่อเพาะปลูกค่อนข้างสูงคือ ชัยนาท สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา และอ่างทอง ส่วนการทำการเกษตรแบบผสมผสานนั้นสิ่งที่จะต้องมีและพร้อมมากที่สุดคือ ที่ดิน ทุน แรงงาน ที่เหมาะสมกับการทำการเกษตร จะต้องมีความอดทนสูง มีความขยัน จึงจะสามารถที่จะประสบความสำเร็จในการวางแผนและการจัดการทรัพยากรต่างๆ ให้ดีและมีประสิทธิภาพ แม้ว่าธุรกิจเกษตรพืชไร่ในภาคกลางจะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีความน่าสนใจ แต่ผู้ประกอบการควรที่จะศึกษาถึง จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจลงทุนและการวางแผนต่อยอดธุรกิจต่อไปในระยะยาว กองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ คุณทวี มาสขาว ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท กรมส่งเสริมการเกษตร ซ
เกษตรกร ตำบลป่าระกำ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ปลูกต้นไผ่สร้างรายได้และสามารถพัฒนาเป็นอาชีพจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้กลุ่มลูกค้าที่เข้ามารับซื้อต่างพากันชื่นชมในความพยายาม นอกจากนี้ ยังบรรลุผลสำเร็จเกี่ยวกับการแปรรูปไม้ไผ่เจาะตลาดการขายให้กับคนรุ่นใหม่ คุณปริชมน หาญเผชิญโชค เกษตรตำบลป่าระกำ เล่าก่อนที่จะมารู้จักกับเกษตรกรที่เริ่มจากการพูดคุยกับเกษตรกร ซึ่งในช่วงแรกก็ไม่ได้มีการสนับสนุนอะไรเลย แต่พอมาเห็นว่าที่บ้านของ คุณสำราญ อภัยกาวี มีการทำกิจกรรมมากมายหลายอย่าง ก็ได้เชิญคุณสำราญ เข้าไปเป็นวิทยากรอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกร ภายใต้ชื่อโครงการ สวนสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่งมีเป้าหมายที่สำคัญก็คือ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ส่วนสาเหตุที่ตัดสินใจเลือกคุณสำราญ เพราะว่าเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งและพร้อมที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร หลังจากนั้นมา ทางด้านเกษตรตำบลป่าระกำร่วมกับทางเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราชให้การสนับสนุนมาโดยตลอด ทั้งนี้ เพื่อชักชวนคนในพื้นที่และต่างพื้นเข้ามาเที่ยวเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่มีอาชีพและรายได้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้อ
คุณสมโชค ณ นคร เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้ข้อมูลว่า จากวิสัยทัศน์ที่ว่า นครศรีธรรมราชเป็น “นครแห่งอารยธรรม น่าอยู่ น่าเที่ยว การเกษตรและอุตสาหกรรมยั่งยืน” ซึ่งจังหวัดแห่งนี้ถือว่ามีพื้นที่การทำเกษตรมากอีกพื้นที่หนึ่ง จึงได้มุ่งเน้นและสร้างแบบแผนให้เกษตรกรสร้างสินค้าที่ดีมีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐานตรงความต้องการของผู้บริโภค พร้อมทั้งมีการนำวิทยาการและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาปรับใช้เพื่อให้เกษตรกรมีการพัฒนาสู่การเป็น smart famer เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร สามารถสร้างฟาร์มสู่การเป็นฟาร์มที่มีมาตรฐาน และมีแผนการผลิตที่ชัดเจน ผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดได้เป็นอย่างดี “พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของนครศรีธรรมราช ก็จะมี ข้าว ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ยางพารา โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกยางพารามากที่สุด รองลงมาคือ ปาล์มน้ำมัน และข้าว ส่วนในเรื่องของไม้ผล อย่าง มังคุด และทุเรียน ถือว่าเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะมีรสชาติที่อร่อยเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในอนาคตไม้ผลอย่างทุเรียน มังคุด เมื่อมีการพัฒนาและสร้างมาตรฐานอยู่เสมอๆ ก็จะช่วยส่งผลให้ในเรื่องของราคาในอนาคตดีขึ้น และเกษ
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของรัฐบาล ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางลดความเหลื่อมล้ำ เกิดการกระจายรายได้ให้แก่ประชาชนทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ด้วยแนวคิดดังกล่าว กรมส่งเสริมการเกษตรจึงดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในทุกจังหวัด โดยชูจุดขาย “ท่องเที่ยวธรรมชาติ วิถีชีวิตเกษตร เสน่ห์แห่งภูมิปัญญา” ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่ชุมชนท้องถิ่น หวังก่อให้เกิดการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสร้างชุมชนที่เข้มแข็งโดยลูกหลานไม่ต้องลำบากออกไปหางานนอกบ้าน ช่วยเพิ่มโอกาสขายสินค้าได้ภายในชุมชน ทำให้สังคมชนบทของไทยมีโอกาสเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนตามนโยบายรัฐบาล ท่องเที่ยววิถีคลอง วิถีเกษตรเมืองราชบุรี ท่องเที่ยว “วิถีคลอง วิถีไทยตามรอยเสด็จคลองดำเนิน” หนึ่งในเส้นทางการท่องเที่ยวการเกษตรที่กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดราชบุรี อยากชักชวนคนไทยลองหาเวลาว่างไปเที่ยวชมกัน โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีคลอง วิถีเกษตร และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแห่งนี้นักท่องเที่ยวจะได้นั่งเรือ ล่องไปตามคลอง ชมบรรยากาศริมคลองอันร่มรื่น ชิลล์ลมไปตามสายน้ำ ตื่นตาตื่นใจกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เรียนรู้การทำเกษตร
นายอนิรุจ นุชมี ประธานกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ทุ่งครุ เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ชาวชุมชนทุ่งครุในพื้นที่พุทธบูชา ซอย 36 ซึ่งเป็นชุมชนที่มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่จำนวนมาก ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนและเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะเลี้ยงแพะและแกะ ซึ่งดั้งเดิมของชาวทุ่งครุ หรือที่รู้จักกันแต่ก่อนว่าบางมด คือการทำนา ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนมาทำสวนส้ม ตั้งแต่ปี 2508 พื้นที่นาจึงเปลี่ยนสภาพเป็นสวนส้ม ซึ่งส้มบางมดมีชื่อเสียง เนื่องจากรสชาติหวานไม่เหมือนส้มจากพื้นที่อื่น เพราะปลูกในเขตพื้นที่ที่เป็นดินสองน้ำ เป็นดินน้ำกร่อย ที่ผสมระหว่างดินจากแม่น้ำเจ้าพระยากับน้ำทะเล และปีหนึ่งจะได้บริโภคส้มบางมดเพียงหนเดียว เนื่องจากใช้เวลาออกผล 8 เดือน จึงจะสามารถเก็บขายได้ ปัจจุบัน ส้มบางมดเหลือน้อยลง เกษตรกรในพื้นที่ทุ่งครุจึงรวมตัวกัน เพราะต้องการให้อนุรักษ์พื้นที่ทำการเกษตรในเขตทุ่งครุ อนุรักษ์น้ำและลำคลองที่กำลังจะหมดไป และคนต้องการให้คนทั่วไปรู้ว่าส้มบางมดยังคงเหลืออยู่และชาวบ้านจะร่วมกันอนุรักษ์ให้คงอยู่คู่กับพื้นที่แห่งนี้ ปัจจุบัน ชาวบ้านที่นี่ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตร ภายใต้ชื่องาน “กัมปงในด
ในช่วงหน้าหนาวเป็นต้นไป ทางจังหวัดอุทัยธานีภูมิใจนำเสนอโครงการไม้เมืองหนาว ที่ศูนย์พัฒนาสังคมที่ 73 บ้านอีมาดอีทราย ตำบลแก่นมะกรูด อันเป็นเนินเขาและภูเขาน้อยใหญ่เรียงรายกันอยู่ โดยแปลงทดลองปลูกไม้เมืองหนาวนั้น มีทั้งดอกทิวลิป ดอกลิลลี่ กะหล่ำปลี และสตรอเบอรี่ ฯลฯ ช่วงที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวแวะเวียนไปชมโครงการไม้เมืองหนาวและถ่ายรูปเป็นที่ระลึกจำนวนมาก โดยเฉพาะในวันหยุดเทศกาลและวันเสาร์-อาทิตย์ และหลายคนต่างประหลาดใจ ไม่คิดว่าที่อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี จะสามารถปลูกไม้เมืองหนาวได้เช่นเดียวกับบนดอยในภาคเหนือ อย่างที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย จุดที่ปลูกแปลงทดลองไม้เมืองหนาว อยู่สูงจากน้ำระดับทะเล 700 เมตร ส่วนยอดเขาสูงที่เห็นอยู่ไกลๆ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,400 เมตร เรียกว่า เขาพะอุย อากาศจะเย็นมาก จึงนำไม้เมืองหนาวมาปลูกในสถานที่แห่งนี้ เพราะสภาพอากาศเอื้ออำนวย อุณหภูมิช่วงกลางวันกับกลางคืนไม่แตกต่างกันมาก ตอนกลางวันช่วงฤดูหนาวแตกต่างกันไม่ถึง 10 องศาเซลเซียส กลางวันอุณหภูมิอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส กลางคืนประมาณ 15-18 องศาเซลเซียส เหมาะกับการปลูกพืชผักเมืองหนาว ที่ผ่านมา ที่นี่เริ่
เมื่อเร็วๆ นี้ คณะผู้บริหารระดับสูง จากประเทศคู่ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของประเทศไทย จำนวน 11 ประเทศ ได้แก่ ประเทศบรูไน โคลัมเบีย ลาว มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บังกลาเทศ ศรีสังกา เยอรมนี รวมถึง ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปชิฟิก ศึกษาดูงานการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ สู่การสร้างระบบอาหารสมดุล ภายใต้สามพรานโมเดล และ Organic Tourism รวมถึงศึกษาการดำเนินธุรกิจของสวนสามพราน เพื่อเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในภาคการท่องเที่ยวและงานพัฒนาชุมชน ที่ก่อเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยการศึกษาดูงานครั้งนี้ เป็นหนึ่งในโปรแกรมการอบรมหลักสูตร Sufficiency Thinking in Sustainable Development (STiSD) ครั้งที่ 2 ที่ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดขึ้น ระหว่าง วันที่ 19-23 ตุลาคม 2561 ณ สวนสามพราน จ.นครปฐม ในครั้งนี้ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) โดย รศ.ดร.วิชิตา รักธรรม รองคณบดี งานบริการวิชาการ องค์กรผู้ร่วมจัดอบรม ได้เชิญ คุณอรุษ นวราช ผู้บริหารสวนสามพราน แ
หากกล่าวถึง จังหวัดสมุทรสงคราม สิ่งที่หลายคนนึกถึงน่าจะเป็นวิถีชีวิตคนริมคลอง บรรยากาศสวนผลไม้ โดยเฉพาะสวนมะพร้าว ส้มโอ และลิ้นจี่ อีกมุมหนึ่งของจังหวัดสมุทรสงครามคือ การเป็นเมืองปากอ่าว มีดอนหอยหลอด ที่เป็น Unseen Thailand จังหวัดนี้จึงได้ชื่อว่า เป็นเมือง 3 น้ำ คือมีครบทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย และด้วยสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ทำให้วิถีชีวิตของคนในพื้นที่ก็แตกต่างกันไปด้วย ในวันนี้จะขอเล่าถึงบรรยากาศของชุมชนชาวสวนมะพร้าวของจังหวัดสมุทรสงคราม หนึ่งพืชเศรษฐกิจที่ขึ้นชื่อของจังหวัด จังหวัดสมุทรสงครามมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวทั้งหมด ประมาณ 67,749 ไร่ แบ่งมะพร้าวออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ มะพร้าวผลแก่ มะพร้าวผลอ่อน และมะพร้าวตาล ที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเกษตรกรที่มีอายุมากก็ยังสามารถทำได้ เพราะเป็นพืชที่ไม่ต้องบำรุงดูแลมาก และสามารถให้ผลผลิตได้ตามธรรมชาติ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชาวสวนมะพร้าวประสบกับปัญหาการระบาดของศัตรูพืช 2 ชนิด ที่สำคัญคือ แมลงดำหนาม และหนอนหัวดำ ซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่ต้นมะพร้าว ไม่แค่เฉพาะจังหวัดสมุทรสงคราม แต่เกษตรกรจังหวัดอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบเช่นก
ความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติช่วยให้จังหวัดสมุทรสงครามมีผลไม้อร่อยอย่าง ส้มโอขาวใหญ่ ชมพู่ ลิ้นจี่ มะม่วง มะพร้าวน้ำหอม รวมถึงผลไม้ตามฤดูกาลต่างๆ แถมจังหวัดนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจหลายแห่ง ตลอดถึงยังคงสภาพความเป็นสวนผลไม้ที่มีบรรยากาศร่มรื่นสามารถเดินทางสัญจรชมสวนต่างๆ ได้ไม่ยาก จึงมักเป็นที่นิยมของคนทั่วไปในการขับขี่จักรยานหรือเดินทางมาพักผ่อนตามโฮมสเตย์ในรูปแบบท่องเที่ยวเชิงเกษตรกันมากมาย คุณสมทรง แสงตะวัน อยู่บ้านเลขที่ 9/3 หมู่ที่ 4 ตำบลบางพรม อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ถือเป็นบุคคลสำคัญที่ผลักดันให้ชาวบ้านในชุมชนบ้านบางพลับหันมาปลูกส้มโอขาวใหญ่เชิงการค้ากันแบบมีคุณภาพตามแนวทางอินทรีย์ พร้อมไปกับการรวบรวมองค์ความรู้และภูมิปัญญาต่างๆ เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้มหาวิชชาลัยภูมิปัญญาท้องถิ่น จังหวัดสมุทรสงคราม แล้วดึงนักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรมต่างๆ ในรูปแบบท่องเที่ยวเชิงเกษตร สร้างรายได้ให้ทุกครัวเรือน ความจริง ส้มโอ เป็นไม้ผลท้องถิ่น ที่รุ่นพ่อ-แม่ ปลูกกันมาก่อน สมัยนั้นชาวบ้านปลูกส้มโอกันหลายพันธุ์ สำหรับขาวใหญ่ไม่นิยมปลูก เนื่องจากให้ผลผลิตน้อย
นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่น่าสน สำหรับ เวิร์คช็อป “Organic D.I.Y.ที่เครือข่ายปฏิบัติการ CSR for Thailand ร่วม มูลนิธิสังคมสุขใจ ภายใต้ สามพรานโมเดล จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ โดยการพาคนกรุงที่รักสุขภาพและสนใจเกษตรอินทรีย์ ไปเที่ยวฟาร์มเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรทฤษฎีใหม่หัวใจอินทรีย์ ต.ทัพหลวง อ.เมือง จ.นครปฐม หนึ่งในสมาชิกเครือข่ายสามพรานโมเดล เพื่อหวังยกระดับความรู้ในการกิน การปลูก ให้ผู้บริโภค พิมพร ศิริวรรณ ผู้จัดการเครือข่ายปฏิบัติการ CSR for Thailand เล่าที่มาของกิจกรรมนี้ให้ฟังว่า จากประสบการณ์ตัวเองที่เคยเจ็บป่วยด้วยโรคภูมิแพ้โดยไม่รู้สาเหตุ รับประทานยาแก้แพ้ จนรู้สึกอ่อนแรง ภายหลังส่งเส้นผมไปตรวจที่อเมริกา จึงพบว่า ร่างกายมีโลหะหนักสูงมาก โดยหนึ่งในนั้นคือ ยาฆ่าแมลง ที่แฝงมาในอาหาร เพราะเป็นคนชอบรับประทานผัก ผลไม้ แต่หลังจากเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน เลือกผลผลิตที่เป็นอินทรีย์นำมาปั่นดื่มทุกวัน จนอาการค่อยๆ ดีขึ้น และหายจากโรค จากเหตุการณ์นี้ทำให้เราพบว่า แท้จริงแล้ว เราเป็นในสิ่งที่เรากิน หรือ คำว่า You are what you eat นั่นเอง นี่คือ เหตุผลหลักที่เธอต้องลุกขึ้นม
