นวัตกรรมอาชีวศึกษา
“ลำไย” เป็นผลไม้เศรษฐกิจของจังหวัดลำพูน เจอปัญหาภาวะโลกรวน ส่งผลกระทบต่อคุณภาพผลิต ทำให้ผลลำไยไม่สวย มีขนาดเล็ก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มลำไยรวมทั้งช่วยแก้ปัญหาผลผลิตลำไยล้นตลาด วิทยาลัยการอาชีพป่าซาง จังหวัดลำพูน เกิดแนวคิดนำลำไยและกระชายดำ ที่มีสรรพคุณบำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย อาการเหนื่อยล้า แก้ปวดท้องและเป็นยาอายุวัฒนะในตำราแพทย์แผนไทย มาแปรรูปเป็นผงชงสำเร็จรูป “ลองกาลิน” ลำไยกระชายดำ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ที่ชงได้ทั้งน้ำร้อนและน้ำเย็น เก็บไว้ได้นาน พกพาสะดวก ง่ายกินได้ทุกที่ ดื่มแล้วสดชืื่น มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทดแทนการดื่มชา หรือกาแฟได้อีกด้วย วิธีทำ ผงชงสำเร็จรูป “ลองกาลิน” มีส่วนผสมสำคัญจากลำไยสด กระชายดำ และน้ำตาล ขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยาก เริ่มจาก ปั่นเนื้อลำไยสดให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำลำไยอบด้วยตู้อบลมร้อน 100 องศา 3 ชั่วโมง เติมน้ำตาลทรายอบต่อให้แห้ง และต้มกระชายดำกรองเอาแต่น้ำกระชายดำเข้มข้นใส่น้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสมนำไปเคี่ยวจนตกผลึก นำผงที่ได้ไปบดให้ร่อนให้เป็นผงละเอียด บรรจุลงบรรจุภัณฑ์ ปิดให้สนิท วิทยาลัยการอาชีพป่าซาง ผลิต “ลองกาลิน” ผงน้ำลำไยกระชายดำ ชงร้อนชุ่มคอ ชงเย็นชื่น
การเลี้ยงโคเนื้อ โคนม ต้องปลูกหญ้าอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นอาหารหยาบคุณภาพดีให้เพียงพอกับปริมาณความต้องการของสัตว์เลี้ยง เพื่อเพิ่มผลผลิตน้ำนมและลตต้นทุนค่าอาหารข้น โดยทั่วไป การปลูกหญ้าแพงโกล่าหรือการสร้างนาหญ้า เกษตรกรสามารถปลูกได้ทั้งพื้นที่ลุ่มและพื้นที่ดอน เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกนาหญ้าในพื้นที่ลุ่มเช่นเดียวกับการทำนาข้าว นิยมปลูกหญ้าแพงโกล่า โดยใช้ท่อนพันธุ์อัตรา 300 กิโลกรัมต่อไร่ หลังจากปลูกหญ้าแพงโกล่าไปแล้ว 8-10 วัน หญ้าแพงโกล่าจะเริ่มงอก สามารถเริ่มเก็บเกี่ยวครั้งแรกได้ เมื่อหญ้าแพงโกล่าอายุ 60 วัน และเก็บเกี่ยวครั้งต่อไปได้ทุกๆ 40 วัน โดยตัดหญ้าสูงจากพื้นดิน 5-10 เชนติเมตร กลุ่มนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคนครอุบลราชธานี ประกอบด้วย นายรัตนพล สำราญ และคณะ รวมทั้งครูที่ปรึกษา ได้แก่ นายธนวิทย์ อุมา นายซลอ พลนิล ต่างเล็งเห็นความสำคัญของการปลูกหญ้าอาหารสัตว์ จึงเกิดแนวคิดสร้าง “รถตัดหญ้าแพงโกล่า ขับเคลื่อน 3 ล้อ พร้อมระบบดูดหญ้า ไร้คนขับ” เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก ในการตัดหญ้าและดูดเก็บใบหญ้าแพงโกล่าได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ลดการใช้แรงงานในการกวาดเก็บหญ้า รถตัดหญ้าแพงโกล่า ขับเคลื่อน 3 ล้อ พร้อมระ
ต้นหมาก เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจเพราะปลูกดูแลง่าย พื้นที่ปลูกหมากของไทยมีประมาณ 116,756 ไร่ ผลผลิตรวม 437,010 ตัน โดยแหล่งปลูกหมากมากที่สุด ได้แก่ จังหวัดชุมพร รองลงมาคือ นครศรีธรรมราช ระนอง ฉะเชิงเทรา พัทลุง ตรัง พังงา ระยอง นครปฐม และสุราษฎร์ธานี ตามลำดับ ต้นหมากเหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่ภาคใต้ที่มีสภาพอากาศชื้นสูง ปริมาณฝนตก 2,000 มิลลิเมตรขึ้นไป เนื่องจากภาคใต้ปลูกต้นหมากมาอย่างยาวนาน จึงไม่มีปัญหาเรื่องตลาด เพราะขายผลหมากทั้งหมากสดและหมากแห้ง มีพ่อค้ารับซื้อประจำถึงสวนเพื่อรวบรวมผลผลิตส่งขายต่างประเทศ ชาวสวนยางท่าอุแท ปลูกหมากเสริมรายได้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนส่งเสริมอาชีพเกษตรกรชาวสวนยาง ตำบลท่าอุแท อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีรายได้หลักจากการทำสวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน ปลูกต้นหมากผสมผสานกับไม้ผล เช่น มังคุด ทุเรียน ฯลฯ และผลิตปุ๋ยอินทรีย์เป็นรายได้เสริม กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดสุราษฎร์ธานีให้มีการพัฒนากลุ่มเพื่อยกระดับเกษตรกรเป็นเกษตรอุตสาหกรรม เนื่องจากราคาพืชผลทางเกษตรหลายชนิดมีราคาตกต่ำลง ทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดลง ทางกลุ่ม
วันที่ 29 พฤษภาคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ได้มอบหมายให้กลุ่มสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ นำคณะสื่อมวลชน ติดตามผลสำเร็จจากการดำเนินโครงการวิจัย “การจัดการความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารจากกาบหมากแทนโฟม” ของ ดร.ธวัชไชย ลิ้มสุวรรณ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนอุดหนุนการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการทำวิจัยและนวัตกรรม ภายใต้ทุนท้าทายไทยเพื่อการใช้ประโยชน์เชิงชุมชน สังคม จาก วช. ณ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนส่งเสริมอาชีพเกษตรกรชาวสวนยาง ตำบลท่าอุแท อำเภอเมืองกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดร.ธวัชไชย ลิ้มสุวรรณ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญปัญหาวิกฤติจากขยะพลาสติกสังเคราะห์ เช่นเดียวกับประเทศไทยกำลังมีปัญหาขยะท่วมเมือง โดยเฉพาะขยะจากบรรจุภัณฑ์ ถุง ภาชนะของใช้พลาสติกนานาชนิด ทำให้ประเทศไทยมีขยะในทะเลมากเป็นอันดับ 6 ของโลก เป็นอันตรายต่อระบบนิเวศ สัตว์ทะเล และห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ ซึ่งหากมองไปที่กระแสทั่วโลกก็กำลังให้ความสำคัญกับการลดขยะพลาสติก
วิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ เป็นหนึ่งในสถานศึกษาสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาทักษะและคุณภาพกำลังคนอาชีวศึกษาในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ให้ได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานและสังคม พร้อมคิดค้นนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ที่ทันสมัย ช่วยพัฒนาอาชีพให้ประชาชนในชุมชนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เครื่องสลัดเกล็ดน้ำตาลมะพร้าว สำหรับทำมะพร้าวแก้ว มะพร้าวแก้ว เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่สามารถสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นอย่างดี เช่น มะพร้าวแก้ว เกรด A ขายได้ 300 บาทต่อกิโลกรัม สินค้าเกรด B 240 บาทต่อกิโลกรัม และสินค้าเกรด C 200 บาทต่อกิโลกรัม การร่อนหรือการสลัดเกล็ดน้ำตาลออกจากเนื้อมะพร้าว เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการผลิต “มะพร้าวแก้ว” การร่อนเกล็ดน้ำตาลมีวัตถุประสงค์สำคัญคือ ลดความแข็งกระด้างและความหวานของเนื้อมะพร้าวแก้ว ลดโอกาสการเกิดเชื้อราน้ำตาลในเนื้อมะพร้าวแก้ว ช่วยยืดอายุการเก็บรักษามะพร้าวแก้วได้นานขึ้น การร่อนเกล็ดน้ำตาล โดยใช้แรงงานคนมักร่อนเกล็ดน้ำตาลได้ไม่เกิน 2 กิโลกรัมต่อครั้ง ซึ่งขั้นตอนนี้ ใช้เวลาและแรงงานคนจำนวนมาก แต่ประสิทธิภาพหลังทำการร่อนเกล
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัด “งานวันนักประดิษฐ์ 2566” อย่างยิ่งใหญ่ เป็นเวทีระดับชาติที่ยิ่งใหญ่ด้านการประดิษฐ์คิดค้น การวิจัย และนวัตกรรม มีกิจกรรมประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชน โครงการ Thailand New Gen Inventors Awards 2023 : I-New Gen Award 2023 ที่มุ่งสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนไทยสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพ เดินหน้าสู่เวทีระดับนานาชาติต่อไป การจัดงานในครั้งนี้ มีผลงานสิ่งประดิษฐ์ระดับอาชีวศึกษาจากทั่วประเทศ เข้าร่วมประกวด ในเวที Thailand New Gen Inventors Award : I-New Gen Award 2023 เป็นจำนวนมาก เช่น นวัตกรรมอาหารเมนู “หวู่จรือ” กิมจิไทยใหญ่ เมนู “เปรี้ยวปาก” น้ำปลาหวานเนื้อแยม และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ “น้ำอินทผลัม” ผลงานของนักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีพายัพ ขณะที่นักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช สร้างมูลค่าเพิ่มวัตถุดิบท้องถิ่น ในรูปแบบ ข้าวกรอบรสต้มยำ และน้ำพริกปลาเปรี้ยวหวาน ที่มีรสชาติอร่อยเด็ด หวู่จรือ กิมจิไทยใหญ่ วิทยาลัยเทคโนโลยีพายัพและบริหารธุรกิจ นำเสนอนวัตกรรมอาหารเมนู หวู่จรือ กิมจิไทยใหญ่ Wu Zhi KIMCHI Thai Yai Style พัฒนามาจาก “รากชู” อาหารอันทรงคุณค่า ตำรับช
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดกิจกรรม “การบ่มเพาะเพื่อเพิ่มศักยภาพการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมสายอาชีวศึกษา : Smart Invention & Innovation ประจำปี 2566 ภาคกลางและภาคตะวันออก” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดงานพร้อมปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “พัฒนาคน พัฒนาอาชีวะ : เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 โดยมีคณะผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่าง ๆ เข้าร่วมงาน ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 24 กุมภาพันธ์ 2566 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของนักเรียน นักศึกษาสายอาชีวศึกษาในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ณ โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาคนและสังคมไทยให้เป็นรากฐานที่เข้มแข็งของประเทศในการเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้สู่การร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม ซึ่งส
จังหวัดตรัง เป็นเมืองท่องเที่ยวขึ้นชื่อของภาคใต้ และเป็นเมืองแห่งคุณภาพการศึกษา สู่การเรียนรู้อย่างยั่งยืน มีการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภท มีการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อส่งเสริมการจัดการศึกษาทุกช่วงวัย ตลอดจนสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เสริมสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการทางการศึกษาแหล่งเรียนรู้ อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ปัจจุบัน จังหวัดตรังมีสถานศึกษาในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ประกอบด้วย ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคตรัง วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตรัง วิทยาลัยสารพัดช่างตรัง วิทยาลัยการอาชีพตรัง วิทยาลัยการอาชีพห้วยยอด วิทยาลัยการอาชีพปะเหลียน วิทยาลัยการอาชีพกันตัง สถานศึกษาในสังกัด สอศ. แต่ละแห่งต่างร่วมมือกับสถานประกอบการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาหลักสูตรสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ชุมชน สถานประกอบการ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดแรงงาน พร้อมกำหนดแนวทาง ส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ งานวิจัยครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียนและนักศึกษา โดยเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สาธารณชน เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่ง
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มอบรางวัลติดดาวผลงานเด่นอาชีวศึกษา จำนวน 15 ผลงาน ในกิจกรรมบ่มเพาะเพื่อเพิ่มศักยภาพเพื่อการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมสายอาชีวศึกษา : Smart Invention & Innovation ประจำปี 2566 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2566 ณ โรงแรมลายทอง จ.อุบลราชธานี รางวัลติดดาวของทีมอาชีวศึกษาที่มีผลงานและการนำเสนอได้อย่างโดดเด่น เป็นต้นแบบการพัฒนาและการต่อยอดเป็นประดิษฐกรรมและนวัตกรรม สำหรับการส่งเสริมให้มีคุณภาพและมีมาตรฐานตามทิศทางวิจัยและนวัตกรรม จำนวน 15 ผลงาน ใน 5 กลุ่มเรื่อง ได้แก่ -ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม 1)ผลงานเรื่อง “เครื่องคัดแยกเมล็ดข้าวสารชุมชนแบบหยอดเหรียญ” โดย วิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์ 2)ผลงานเรื่อง “เครื่องสับและอบมันสำปะหลังด้วยความร้อนจากเชื้อเพลิงชีวมวล” โดย วิทยาลัยเทคนิคอำนาจเจริญ 3)ผลงานเรื่อง “เครื่องปอกเปลือกมะพร้าวแก่” โดย วิทยาลัยเทคนิคนางรอง -ด้านการสาธารณสุข สุขภาพและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ 4)ผลงานเรื่อง “HKA เครื่องบริหารและกายภาพบำบัดสะโพก ข้อเข่าและข้อเท้า ระบบกึ่งอั
พล.อ. สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช. กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในงานขับเคลื่อนสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมอาชีวศึกษาเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมภาคเหนือ ที่วิทยาลัยเทคนิคลำพูน จ.ลำพูน ว่า ตามนโยบายเดินหน้า “ประเทศไทย 4.0” ที่มุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ ‘เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม’ (Value–Based Economy) ในส่วนกระทรวงศึกษาธิการ พบว่า แต่ละปีจะมีผลงานสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมที่นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาในสถานศึกษา สังกัด สอศ. กว่า 910 แห่ง สร้างสรรค์ขึ้นกว่า 7,000 ผลงาน และหลายผลงานสามารถต่อยอดสู่การใช้งานได้จริงในภาคอุตสาหกรรม และเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพลังในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ที่ผ่านมาได้จัดโครงการไปแล้วในพื้นที่ภาคตะวันออก และ EEC ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน และครั้งนี้จัดขึ้นที่ภาคเหนือ มีผลงานมาแสดงทั้งสิ้น 170 ผลงาน มีการเจรจาจับคู่ผลงานสิ่งประดิษฐ์อาชีวศึกษากับภาคอุตสาหกรรม รวมถึงภาครัฐ และภาคการเกษตร โดยเจรจาเพื่อซื้อ จำนวน 24 ผลงาน ให้คำแนะนำเพิ่มเติมแล้วจะซื้อ 17 ผลงาน ให้โจทย์ใหม่นักเรียนอาชีวศึกษาในการน
