นาปรัง
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประเมินโครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย ฤดูนาปรัง ปี 2562 ซึ่งมีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นเจ้าภาพหลัก เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรลดรอบการทำนาในฤดูนาปรัง สร้างรายได้จากการปลูกพืชอื่นทดแทนการปลูกข้าว และสร้างโอกาสให้เกษตรกรได้เรียนรู้การเพาะปลูกพืชอื่นในพื้นที่นา โดยดำเนินการสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวไปปลูกพืชที่หลากหลาย ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ มีระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ ตุลาคม 2561-มิถุนายน 2562 พื้นที่เป้าหมาย 53 จังหวัด รวม 13,500 ครัวเรือน คิดเป็นพื้นที่เป้าหมาย 200,000 ไร่ ผลการติดตามการดำเนินโครงการ พบว่า มีเกษตรกรที่ร่วมโครงการและปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวนาปรังไปปลูกพืชอื่นใน 48 จังหวัด (ร้อยละ 91 ของเป้าหมาย) จำนวน 21,919 ครัวเรือน (ร้อยละ 162 ของเป้าหมาย) พื้นที่ 162,763 ไร่ (ร้อยละ 81 ของเป้าหมาย) ครอบคลุมพื้นที่นา ทุกภาคของประเทศยกเว้นภาคใต้ โดยพบว่า เกษตรกรร้อยละ 78 เข้าร่วมโครงการในปี 2560-2561 และปรับเปลี่ยนการผลิตอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบ
เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดพิจิตรว่า สถานการณ์ภัยแล้งจังหวัดพิจิตร โดยเฉพาะลุ่มน้ำยมที่ไหลผ่านพื้นที่อำเภอสามง่าม อำเภอโพธิ์ประทับช้าง อำเภอบึงนาราง และอำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร ซึ่งมีระยะทางกว่า 120 กิโลเมตร ปริมาณน้ำลดระดับลงและมีสภาพแห้งขอดตลอดทั้งสาย เหลือเพียงน้ำที่ขังตามเกาะแก่งต่างๆ รวมถึงเกิดสันดอนทรายกลางแม่น้ำ ทำให้สามารถเดินเท้าข้ามไปมาหากันระหว่างสองฝั่งแม่น้ำได้อย่างสบายๆ เนื่องจากแม่น้ำยมเป็นแม่น้ำสายเดียวในประเทศไทย ที่ไม่มีเขื่อนกักเก็บน้ำเหมือนกับลุ่มน้ำอื่นๆ ทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบหรือกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งได้ แม้ว่าช่วงฤดูฝนจะมีปริมาณน้ำจำนวนมาก รวมถึงเกิดปัญหาอุทกภัยอย่างซ้ำซากก็ตาม นอกจากนี้ กลุ่มเกษตรกรชาวนาในพื้นที่ 4 อำเภอ ของจังหวัดพิจิตร ต่างก็เร่งไถพรวนดินเพื่อทำนาเพาะปลูกข้าวฤดูกาลนาปรังครั้งที่สองอีกนับแสนไร่ หลังจากปีนี้ราคาข้าวเปลือกเจ้ามีราคาดีเฉลี่ย ตันละ 7 พัน 6 ร้อยบาท ถึงตันละ 8 พันบาท จึงเป็นแรงจูงใจให้ชาวนาหันมาทำนาเพาะปลูกข้าวกันมากยิ่งขึ้น โดยต่างคนต่างเร่งสูบน้ำจากแม่น้ำยมขึ้นไปใส่ในแปลงนาหรือกักเก็
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ นายสุเทพ คงมาก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งจะส่งผลกระทบพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังหรือไม่นั้น ขณะนี้สมาคมฯกำลังรอว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะมีการแถลงสถานการณ์อย่างเป็นทางการอย่างไร จำนวนปริมาณน้ำในเขื่อนแต่ละแห่งมีจำนวนเท่าใด และจะจัดสรรให้แต่ละภาคส่วนอย่างไร รวมถึงจะมีการคาดการณ์และประเมินถึงสถานการณ์ภัยแล้ง รวมถึงจะมีการประกาศพื้นที่ผลกระทบ หรือโซนนิ่งพื้นที่ทำนาปรัง พื้นที่ใดห้ามเด็ดขาด พื้นที่ใดขอความร่วมมือ หรือพื้นที่ใดอนุญาต รวมถึงแนวทางช่วยเหลือเยียวยา และข้อแนะนำส่งเสริมหากไม่สามารถทำนาได้ นายสุเทพกล่าวอีกว่า สำหรับตนมองว่า สถานการณ์ภัยแล้งอาจไม่เลวร้ายส่งผลกระทบจนหมดสิ้น เหตุเพราะว่าในช่วงหน้าร้อนหรือเมษายนเป็นช่วงที่ชาวนาหยุดทำนาปรังกันอยู่แล้ว ด้วยเพราะว่ารอบการผลิตเพาะปลูกรอบ 1 ของปีนี้ ทำกันมาแต่ปลายเดือนธันวาคม และเดือนมกราคมที่ผ่านมา ปัจจุบันข้าวอายุ 2-3 เดือนแล้ว จะออกรวง และเก็บเกี่ยวก่อนสงกรานต์แน่นอน ซึ่งอาจไม่ส่งผลกระทบมากนัก เพราะว่าเริ่มเป็นช่วงที่ใช้น้ำไม่มากเท่าช่วงแรก และจะมีการเพาะ
มีคำถามจากหลายคนว่า นโยบายที่รัฐบาลกำลังผลักดันเรื่องการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการปลูก ข้าวนาปรังในฤดูแล้งดีหรือไม่? แล้วใครกันแน่ที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้? เกษตรกรควรหันไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือไม่? บทความนี้ได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์นโยบายดังกล่าว ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้ ที่มาของโครงการเป็นอย่างไร อย่างที่ทราบกันดีว่า การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยส่วนใหญ่ปลูกกันในพื้นที่นอกเขตชลประทาน หรือคิดเป็นประมาณ ร้อยละ 96-97 ของพื้นที่ปลูกข้าวโพดทั้งหมด นอกจากนั้น ยังปลูกกันในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม และเหมาะสมต่ำ (S3 และ N) ถึงร้อยละ 33 ของพื้นที่เพาะปลูก (ภาพที่ 2) ประกอบกับปัญหาอุปทานล้นตลาดของข้าว และปัญหาผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงทำให้รัฐบาลริเริ่มนโยบายบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศ หรือที่เรียกกันว่า “โซนนิ่ง” (Zoning) เพื่อใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด ไปพร้อมๆ กับการสร้างสมดุลด้านอุปสงค์และอุปทานในตลาดข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยปัจจุบันรัฐบาลได้พยายามส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนข้าวนาปรัง ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจของ
กรมส่งเสริมการเกษตรเชิญชวนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว หันมาปลูกพืชไร่หรือพืชใช้น้ำน้อยในช่วงฤดูแล้งแทนการปลูกข้าวนาปรัง ชี้ปลูกง่าย ราคาดี มีการสนับสนุนช่วยเหลือจากภาครัฐตลอดกระบวนการผลิต นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในช่วงฤดูแล้งนี้ ขอเชิญชวนเกษตรกร โดยเฉพาะผู้ปลูกข้าว หันมาปลูกพืชไร่หรือพืชใช้น้ำน้อย เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พืชตระกูลถั่ว ฯลฯ แทนการปลูกข้าวนาปรัง เนื่องจากในปีนี้มีปริมาณน้ำในเขื่อนเพื่อการเกษตรน้อยกว่าปีที่แล้ว ทำให้ต้องจำกัดพื้นที่ปลูกข้าวซึ่งเป็นพืชที่ใช้น้ำมาก นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรได้รณรงค์ให้ปลูกพืชฤดูแล้งเสมอมา พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ต่างๆ สู่เกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชฤดูแล้ง อาทิ โครงการศูนย์ผลิตพันธุ์พืชชุมชน ซึ่งสนับสนุนการปลูกตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง เพื่อถ่ายทอดความรู้และควบคุมการผลิตให้ได้เมล็ดพันธุ์พืชที่ดี และให้เกษตรกรมีโอกาสได้ใช้พืชพันธุ์ดีในการเพาะปลูกอย่างเพียงพอต่อความต้องการ รวมถึงถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ ในกระบวนการผลิตสู่เกษตรกร จนทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผ
กรมชลประทานมั่นใจ 4 เขื่อนหลักจัดสรรน้ำทั้งปีเพียงพอ จับตาหลังสงกรานต์เจอฝนทิ้งช่วง มิ.ย.-ก.ค. ย้ำเกษตรกรอย่าปลูกเกินแผน อธิบดีกรมการข้าวไม่หวั่นลุ่มเจ้าพระยาปลูกเกินแผนเพียงเล็กน้อย ผลผลิตข้าวส่งสัญญาณราคาดี 2 มี.ค.นี้เตรียมรายงานที่ประชุม นบข. นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า แผนการจัดสรรน้ำเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) ช่วงฤดูแล้งอยู่ในเกณฑ์ดีมีปริมาณน้ำใช้การได้ 14,187 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 78 เทียบปี 2559 ที่มีน้ำใช้การได้เพียง 9,704 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ปริมาณน้ำใช้การทั้งประเทศ 40,356 ล้าน ลบ.ม. สำหรับการจัดสรรน้ำถึง 30 เม.ย. ในปริมาณ 25,067 ล้าน ลบ.ม. และคาดการณ์ปริมาณน้ำลุ่มเจ้าพระยา ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.ที่ 7,862 ล้าน ลบ.ม. โดยแบ่งเป็นน้ำอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศ 18 ล้าน ลบ.ม./วัน ส่วนตอนบนของลุ่มเจ้าพระยาใหญ่ ตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ขึ้นไป แบ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ พื้นที่ 0.383 ล้านไร่ จะเริ่มส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกข้าวรอบที่ 1 ตั้งแต่ 1 เม.ย.นี้ และจะเริ่มเพาะปลูกเมื่
พาณิชย์ปลื้มส่งออกข้าวหอมมะลิไปฮ่องกงปี 2560 สูงสุดรอบ 10 ปี ปริมาณ 2.06 แสนตัน ตั้งเป้าปี 2561 ส่งออกข้าวหอมมะลิไปฮ่องกง 2.15 แสนตัน เตรียมโดดร่วมประมูลข้าวฟิลิปปินส์ 2.5 แสนตัน มี.ค.นี้ รับมือนาปรังทะลัก นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2560 ที่ผ่านมาไทยส่งออกข้าวหอมมะลิไปฮ่องกงในปริมาณสูงถึง 2.06 แสนตัน เพิ่มขึ้น 10.18% จากปี 2559 ที่ส่งออกปริมาณ 1.87 แสนตันนับเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีจากที่เคยทำได้ 2.02 แสนตันในปี 2550 เป็นผลจากความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งระบบ และที่สำคัญคือ นโยบายรัฐบาลที่ช่วยพยุงราคาข้าวให้มีเสถียรภาพ สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ซื้อ อีกทั้งการขยายฐานการตลาดข้าวชนิดใหม่ ๆ ทั้ง ข้าวออร์แกนิก ข้าวไรซ์เบอรี่ ส่งผลให้ยอดการส่งออกข้าวไปยังฮ่องกงเติบโตต่อเนื่อง 4 ปี จนทำให้ไทยมีส่วนแบ่งตลาดในฮ่องกง 65% รองจากสหรัฐ และจีน “ปี 2561 แม้ว่าราคาข้าวหอมมะลิไทยยังอยู่ในระดับสูงกว่า 1,000 เหรียญสหรัฐ/ตัน แต่ความต้องการยังมีอย่างต่อเนื่อง เพราะตลาดฮ่องกงชอบข้าวหอมมะลิไทยคุณภาพดี มีความหอม จึงคาดว่าปีนี้จะส่งออกข้าวไปฮ่องกงเพิ่มขึ้นเป็น 2.15 แ
นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการด่วนที่สุดถึง นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และอธิบดีทุกกรมในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตข้าวเร่งตรวจสอบแนวโน้มการปลูกข้าวนาปรังปี 2560/61 เนื่องจากได้รับรายงานข้อมูลจากผู้นำหมู่บ้านและชุมชนบางแห่งในพื้นที่ภาคกลางว่าในปี 2560 ข้าวมีราคาดีกว่าปีก่อนๆ ประกอบกับมีปริมาณน้ำท่ามากขึ้นกว่าปีก่อน ส่งผลให้ชาวนามีแนวโน้มจะหันมาทำนานอกฤดู หรือนาปรัง มากขึ้นกว่าเป้าหมายที่กระทรวงเกษตรฯ พยายามจำกัดการทำนาปรังปี 2560/61 ให้อยู่ในพื้นที่ไม่เกิน 8 ล้านไร่ โดยได้มีการรณรงค์ให้ชาวนาเข้าร่วมโครงการปลูกพืชหลากหลายของกรมส่งเสริมการเกษตร การปลูกพืชปุ๋ยสดของกรมพัฒนาที่ดิน และปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยกรมปศุสัตว์ ทดแทนการทำนานาปรัง ภายในเงื่อนไขที่ชาวนาจะได้รับเงินค่าปัจจัยการปลูกพืชดังกล่าวเฉลี่ยไร่ละประมาณ 1,000-2,000 บาท ดังนั้น เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแนวโน้มการทำนานอกฤดูดังกล่าวและเป็นการเตรียมการแก้ไขปัญหาผลผลิตข้าวให้ทันต่อสถานการณ์ต่างๆในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นได้ จึงได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯและอธิบดีที่เกี่ยวข้
นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ว่า ณ วันที่ 2 ก.พ. 2561 มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกัน 59,153 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 78% ของความจุเก็บกักรวมกัน โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 35,232 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็น 68% ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2560 จำนวน 8,602 ล้านลบ.ม. โดยเฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 18,530 ล้านลบ.ม. หรือ 75% ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวม 11,834 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็น 65% ของปริมาณน้ำใช้การได้ กรมชลประทาน วางแผนจัดสรรน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2560/61 โดยใช้น้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักรวมกันทั้งสิ้น 14,187 ล้านลบ.ม. แบ่งเป็นการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้ง (1 พ.ย. 2560-30 เม.ย. 2560) จำนวน 7,700 ล้านลบ.ม. เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำ สำหรับอุปโภคบริโภค 1,140 ล้านลบ.ม., รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 1,450 ล้านลบ.ม. และการเกษตร 5,110 ล้านลบ.ม. ส่วนที่เหลืออีก 6,487 ล้านลบ.ม. จะสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนเดือนพ.ค.-ก
นายทรงวุฒิ กิจวรวุฒิ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย สำนักงานชลประทานที่ 6 เปิดเผยว่า ขณะนี้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวายฯ ได้เริ่มการระบายน้ำผ่านคลองฝั่งซ้าย และคลองฝั่งขวา เพื่อให้เกษตรกรได้นำน้ำไปใช้ในการปลูกข้าวนาปรัง และใช้ในการทำการเกษตร “ล่าสุดกำลังวางแผนการจัดการระบายน้ำเพื่อทำนาปรัง เพราะเกษตรกรใน จ.ขอนแก่น ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเมื่อปีที่ผ่านมา คาดว่าจะมีความต้องการใช้น้ำในปริมาณมาก ในขณะนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ต่างปรับพื้นที่ในการทำนาปรังแล้ว คาดว่าจะเริ่มทำนาปรังเต็มพื้นที่ประมาณสิ้นเดือนมกราคมนี้ เพื่อใช้ในการทำนาปรัง และภาคอุตสาหกรรมตลอดระยะเวลา 4 เดือน จากนั้นจะงดการระบายน้ำ เนื่องจากจะต้องกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฝนทิ้งช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป” นายทรงวุฒิกล่าว ที่มา : มติชนออนไลน์
